ชาวคูเวตแห่รักษาเมืองไทยเพียบ

October 17, 2008



ทูต-รมว.สธ.คูเวตเข้าพบ “เฉลิม” เตรียมส่งแพทย์คูเวต ศึกษาดูงานโรงพยาบาลไทย ชี้ ชาวคูเวตให้ความเชื่อมันแห่รักษาเพียบ “เฉลิม” เอาใจลั่นยกระดับ รพ.นพรัตน์ฯ-ระนอง-อภัยภูเบศร์ เป็นเมดิคอลฮับ เน้นบริการแพทย์แผนไทย-สปา ไม่แย่งลูกค้าโรงพยาบาลเอกชน พร้อมส่งเสริมพยาบาลไทยเก่งอังกฤษ ส่งออกนอก

วันที่ 17 ตุลาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข นายอาลี มูฮัมมัด ซายิบ อัล-บารัก (H.M.MR. Ali mohammad Saif al-barrak )รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประเทศคูเวต นายฮาฟีซ ฮาสเซน มูฮัมเมด ซาเลม อัล-อะจามิ (H.M.MR.Hafeez hascen mohammed salem al-ajmi) เอกอัครราชทูตคูเวตประจำประเทศไทย พร้อมคณะเดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านสาธารณสุข ในการส่งแพทย์คูเวตศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนความรู้ในประเทศไทย

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ชาวคูเวตให้ความเชื่อถือสถาบันการแพทย์ในประเทศไทยมาก โดยในแต่ละปีมีชาวคูเวตเดินทางมารักษาอาการป่วยในประเทศไทยจำนวนมาก เพราะมีความสะดวกในการเดินทางเข้าเมือง และเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาไม่แพง ซึ่งที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน

อย่างไรก็ตาม สธ.คงไม่เน้นในการแข่ขันกับโรงพยาบาลเอกชน แต่มีแนวคิดที่จะตั้งศูนย์กลางทางการแพทย์สังกัด สธ.(เมดิคัลฮับ) ในโรงพยาบาลต่างจังหวัด โดยจะเริ่มนำร่องใน 2 พื้นที่ ได้แก่ จ.ปราจีนบุรี และ จ.ระนอง ส่วนใน กทม.จะพัฒนาโรงพยาบาลอย่างน้อย 2 แห่งให้เป็นศูนย์กลางเช่นกัน

“ศูนย์กลางทางการแพทย์สังกัด สธ.จะเน้นบริการด้านสปา แพทย์แผนไทยเป็นหลัก เพื่อไม่ให้แข่งกับโรงพยาบาลเอกชน และกระทบกับธุรกิจของเขา ผมเชื่อว่า การรักษาตัวในต่างจังหวัด ไม่เพียงแต่ได้รับการรักษาทางกายเท่านั้น แต่จิตใจจะได้รับการบำบัดด้วย เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายและอากาศสดชื่น นอกจากนี้ ประเทศคูเวต ยังแจ้งว่า มีความต้องการพยาบาลไทย ในการเข้าไปดูแลพยาบาลอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะต้องมีการมีหารือต่อไปจะพัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษอย่างไรบ้าง” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ด้านพญ.ศิริพร กัญชนะ รองปลัด สธ.กล่าวว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลราชวิถีมีการให้บริการการรักษาพยาบาลคนไข้ต่างประเทศอยู่ แล้ว เช่น ภูฏาน ลาว และกัมพูชา เพียงแต่เป็นการให้การรักษากับข้าราชการระดับสูงและไม่ได้ดำเนินการในรูปแบบ ของธุรกิจ ส่วนที่โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี เป็นโรงพยาบาลสังกัด สธ.ที่ รมว.สธ.เห็นว่า สถานที่ตั้งและศักยภาพเพียงพอที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในสังกัด ของรัฐ โดยจะให้บริการทั้งการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์แผนไทย ซึ่งจะประสานไปยังกรมการแพทย์ ในการกำหนดงบประมาณและจัดทำแผนพัฒนา เพื่อให้มีมาตรฐานมากขึ้นและจำนวนเตียงเพียงพอกับการรองรับคนไข้คนไทยและ ต่างประเทศในอนาคต

“โรงพยาบาลสังกัด สธ.ที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ จะไม่ได้เน้นการผ่าตัดสมองหรือหัวใจ เพราะส่วนนี้โรงพยาบาลเอกชนดำเนินการอยู่แล้ว ในส่วนที่ สธ.จะดำเนินการจะเน้นการแพทย์ทางเลือก เช่น สปาและนวดแผนไทย ที่ สธ.มีความพร้อม อย่างที่เริ่มดำเนินการแล้วในต่างจังหวัด ได้แก่ รพ.อภัยภูเบศร์ จ.ปราจีนบุรี และ รพ.ระนอง จ.ระนอง ที่ สามารถรองรับผู้ต้องการใช้บริการได้ประมาณ 10-20 คนต่อวัน ซึ่งผู้ที่เข้าใช้บริการไม่เพียงได้รับการรักษาโรคทางกายเท่านั้น จิตใจจะดีจากการชื่นชมธรรมชาติในต่างจังหวัดด้วย” พญ.ศิริพร กล่าว

พญ.ศิริพร กล่าวด้วยว่า ส่วนการผลิตพยาบาลนั้น ปัจจุบันมีการข้อตกลงความร่วมมือในการจัดส่งพยาบาลวิชาชีพเพื่อทำนในต่าง ประเทศอยู่แล้วจำนวนหนึ่ง ซึ่งส่วนมากเป็นพยาบาลที่มาจากภาคเอกชนมีคามสนใจที่จะทำงานในต่างประเทศ เนื่องจากทักษะการใช้ภาษาอังกฤษดี ทั้งนี้ ในต่างประเทศมีความต้องการพยาบาลอย่างน้อย 200-300 คนต่อปี แต่ไม่สามารถผลิตได้เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะมีการพัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษในพยาบาลของภาครัฐ
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง