สธ.จับอีก “บิ๊กซี สาขาขอนแก่น”รายที่ 2 ขายกระเช้าของขวัญใส่เหล้า โทษหนักคุก1ปี ปรับ 5 แสน เตรียมส่งเรื่องฟ้องศาล ขู่ลุยตรวจลานเบียร์ทั่ว กทม.-เมืองท่องเที่ยว ติดป้ายโลโก้ยันทำไม่ได้ผิด กม. “ลูกเกด” ครวญทำปฏิทินลีโอแค่มอบของขวัญลูกค้าไว้สะสม ปัดผลิตขาย ปีหน้าเตรียมโปรเจ็คต์อื่นเสนอบุญรอดฯ
นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 16 ธันวาคมว่า ขณะนี้เจ้าพนักงานสาธารณสุขทั่วประเทศ เริ่มตระเวนสุ่มตรวจการจำหน่ายกระเช้าของขวัญปีใหม่ตามห้างสรรพสินค้า ร้านค้าต่างๆ เพื่อตรวจสอบว่ามีการละเมิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 หรือไม่
“ล่าสุด เมื่อคืนวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้มีการแจ้งจับห้างสรรพสินค้า บิ๊กซี สาขาขอนแก่น ถือเป็นห้างสรรพสินค้าที่ถูกดำเนินคดีเป็นรายที่ 2 โดยความผิดปรากฏชัดเจน มีหลักฐานพร้อม มีความผิดหลายกระทง ทั้งการโฆษณา คือจัดพื้นที่ขายแยกจากพื้นที่อื่น และตกแต่งพื้นที่ให้สวยงาม โดดเด่น รวมถึงตัวกระเช้าด้วย ผิดมาตรา 32 มีความผิดจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย มีการลด แลก แจก แถม การบังคับซื้อทั้งทางตรงและอ้อม ตามมาตรา 30 (5) และการเสนอให้สิทธิชิงโชค การให้บริการพิเศษอื่นจากการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามมาตรา 30 (4) มีความผิดคือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ”
นพ.สมานกล่าวอีกว่า บิ๊กซีได้จัดโปรโมชั่น ซื้อสินค้าครบ 7,500 บาท คือ กระเช้าละ 2,500 บาท จะได้บัตรกำนัลเงินสดฟรี 600 บาท นำไปซื้อสินค้าอื่นในห้างได้ และได้รับสิทธิโทร.ฟรี ซึ่งห้างอ้างว่ามูลค่าเงินที่ซื้อกระเช้าจะไม่รวมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อหลบหลีกการทำผิดกฎหมาย แต่เมื่อมีการซื้อจริง คือซื้อกระเช้าครบ 3 กระเช้า ตามที่ห้างกำหนด เมื่อนำใบเสร็จมาตรวจสอบ พบว่าไม่ได้มีการหักราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกตามที่อ้างแต่อย่างใด จึงได้แจ้ง สภ.เมืองขอนแก่น ดำเนินการทางกฎหมายทันที
นพ.สมานกล่าวว่า สำหรับการดำเนินการทางกฎหมาย แม้จะต้องแจ้งให้ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการ สอบปากคำ และยึดของกลางที่ทำผิดกฎหมาย ก็คือกระเช้าของขวัญนั้นๆ แต่ก็ไม่สามารถเปรียบเทียบปรับหรือลงโทษได้ทันที จะต้องส่งสำนวนฟ้องศาล พิจารณาโทษจึงจะถือว่าสิ้นสุด โดยแต่ละคดีคาดว่าจะใช้เวลานาน 6 เดือน-1 ปี เป็นอย่างน้อย แม้จะใช้เวลานาน แต่ สธ.จะเดินหน้าตรวจสอบ หากพบการทำผิดจะแจ้งเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร 2 รอบ และแจ้งด้วยวาจาอีก 1 รอบ หากยังไม่มีการแก้ไข จะดำเนินการทางกฎหมายกับห้างร้านที่ยังกระทำผิด และหากมีความผิดฐานโฆษณา และอยู่ระหว่างการฟ้องศาล หากยังไม่แก้ไขจะมีโทษถูกปรับเป็นเงินสดอีกวันละ 50,000 บาท
“ขอเตือนไปยังห้างสรรพสินค้า ร้านค้าต่างๆ ทั่วประเทศ ให้ดำเนินการตามกฎหมาย หรือคำเตือนของ สธ.ทันที รวมถึงลานเบียร์ต่างๆ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งเร่งดำเนินการตรวจจับในเร็วๆ นี้ด้วย เพราะจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบมีการทำผิดหลายแห่ง โดยเฉพาะการติดป้าย โลโก้ รูปผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างๆ ไม่สามารถทำได้ในทุกกรณี ซึ่งขณะนี้มีการแจ้งเตือนไปยังลานเบียร์หลายแห่งแล้ว หากไม่แก้ไข จะดำเนินการทางกฎหมายเหมือนการจำหน่ายกระเช้าของขวัญปีใหม่เช่นเดียวกัน” นพ.สมาน กล่าว
นพ.สมานยังกล่าวถึงกรณีห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส ระบุว่า การตรวจจับของ สธ.ไม่สมควรนั้น ขอชี้แจงว่า สธ.ไม่ต้องการจะตรวจจับหรือดำเนินคดีผู้ใด แต่ได้มีการแจ้งเตือนมาแล้วตามระเบียบที่กฎหมายกำหนด 2-3 ครั้ง และครั้งสุดท้ายโทสโก้ โลตัส มีหนังสืออย่างเป็นทางการว่ายินดีจะแก้ไข และหากตรวจพบว่ามีการทำผิดอีก ยินดีให้ดำเนินการทางกฎหมายได้ทันที เมื่อ สธ.ได้ตรวจพบอีกครั้ง ในวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา จึงได้ดำเนินการตามกฎหมาย
ทางด้าน ลูกเกด-เมทินี (กิ่งโพยม) ชาร์พเพิล ผู้รับผิดชอบโปรเจ็คต์ปฏิทินวาบหวิวของลีโอเบียร์ กล่าวกรณี สธ.ออกมาระบุถึงบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเบียร์ยี่ห้อลีโอ จัดทำปฏิทินวาบหวิวแจกผู้บริโภค เข้าข่ายผิดพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดของกฎหมายใหม่ที่เพิ่งออกมา แต่ในการทำปฏิทินลีโอทุกปีมีจุดประสงค์เพื่อมอบเป็นของขวัญแก่ลูกค้าในช่วง ปีใหม่ ไม่ได้มีเจตนาผลิตเพื่อวางขายตามร้านค้า ส่วนตัวแล้วอยากให้มองอีกมุมหนึ่งว่าในเมื่อห้ามโฆษณาแอลกอฮอลล์ทางโทรทัศน์ แล้วนั้น บริษัทก็จำเป็นต้องหาวิธีโปรโมตสินค้าอย่างไม่ออกนอกขอบเขตกฎหมาย
เมทินียังกล่าวอีกว่า ปฏิทินลีโอเกิร์ลนี้มีมาถึง 5 ปีแล้ว ซึ่งหลายๆ คนถึงกับเก็บเป็นงานสะสมเนื่องจากเป็นรูปศิลปะที่สวยงาม จะมีคำถามจากคนที่ติดตามเรื่อยว่าปีนี้เป็นคอนเซ็ปท์อะไร หรือนำใครมาถ่าย ถ้าต้องระงับโปรเจ็คต์จริง ในปีหน้าก็คงเสนอเรื่องอื่นให้ทางบุญรอดฯพิจารณาอีกครั้ง
ที่มา มติชน