“ยงยุทธ-สมพงษ์”เข้าพบสมชายคาดหารือกรณีผบ.ทบ. กล่าวผ่านช่อง3 คิดให้สมชายลาออก ลั่น “ถ้าเป็นผมลาออกไปแล้ว” เพื่อรับผิดชอบสลายม็อบทำประเทศชาติเสียหาย” “สมชาย”ยันทำงานต่อไปอาจเรียก”อนุพงษ์”หารือคืนนี้ “ชัย” รับเป็นเจ้าภาพฟ้อง พันธมิตรปิดล้อมสภา แต่โยนเผือกร้อนให้ เลขาธิการสภา เข้าแจ้งความ พปช.จี้”หมอพรทิพย์”สอบ อดีต ส.ส.ปชป.ยืนคุยเหยื่อบึ้ม

เมื่อ เวลา 17.15 น.วันที่ 16 ตุลาคม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในรายการข่าว “เรื่องเด่นเย็นนี้” ทางช่อง 3 ช่วง “จับประเด็นร้อน” โดยมี นายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา เป็นผู้ดำเนินการรายการ ถึงเหตุการณ์หลังจากสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรที่ปิดล้อมรัฐสสภาเมื่อ วันที่ 7 ตุลาคมว่า ยอมรับว่ามีความคิดให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ลาออก เพราะเชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้นและเป็นการแสดงความรับผิด ชอบ  ถ้าเป็นตนลาออกไปแล้วเพราะทำให้ประเทศชาติเสียหายขนาดนี้

ผบ.ทบ.กล่าวว่า อยากเสนอสังคม ว่าถ้าเรายังเป็นฝักฝ่ายก็จะเกิดวิกฤติไม่มีทางจะจบได้ ประเทศจะล่มจม ทางออกของประเทศชาติ คนไทยต้องอยู่ร่วมกัน ความคิดเห็นก็แตกต่างได้ แต่ต้องมีจุดที่อยู่ร่วมกันได้ คนไทยต้องผ่านวิกฤตินี้โดยไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย

เขากล่าวต่อว่ามีการเรียกร้องให้กองทัพ ออกมาว่าถ้าปฏิวัติทำให้ปัญหาจบได้ ก็ต้องพิจารณาร่วมกันทุกภาคส่วน แต่ทุกวันนี้พูดได้ว่าตนติดต่อสื่อหลายส่วนและลงความเห็นว่าไม่เห็นด้วย รวมถึงนักวิชาการก็ลงความเห็นว่าไม่เห็นด้วย ทำแล้วประเทศชาติจะยิ่งเสียหาย ส่วนจะแก้ด้วยวิธีใดยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายต้องคุยหาจุดร่วมกันให้ได้ ส่วนกองทัพจะเลือกฝ่ายไม่ได้ โดยเฉพาะขณะนี้มีการเรียกร้องให้อยู่ฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ ถ้าเลือกฝ่ายประเทศชาติจะวิบัติ

เมื่อถามว่าทำไมทหารไม่ออกมาเมื่อเห็นภาพ ตอนเช้า 7 ต.ค. พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่าการชุมนุมมีตั้งร้อยกว่าวันและกองทัพทำงานร่วมกับตำรวจ ตลอดมา และยืนยันไม่เคยมีเหตุการณ์รุนแรง ยกเว้น 2 ครั้ง ยืนยันว่าไม่ใช่ความคิดริเริ่มของตร.และกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นวันที่ติดหมาย ตนเรียนให้ทุกคนทราบว่ากรณีฉุกเฉินเป็นเหตุการณ์ที่มีการปะทะกัน และมอบให้ตนเป็นผู้รักษาความสงบเรียบร้อยและเห็นแล้วว่าวันที่ปิดหมายทำให้ เกิดผลกระทบมากมาย ถ้าตัดสินใจทำไป นอกจากจะไม่จบแล้วปัญหาจะบานปลาย

“ส่วนเหตุวันที่ 7 ต.ค. กองทัพไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย กองทัพมองว่าเป็นการสั่งการจากรัฐบาลไปยังตร.จะถูกผิดอย่างไรเราคงไม่ไปพูด ถึง เพราะเกี่ยวข้องกับความชอบธรรม”

เมื่อถามว่ารู้กี่ชั่วโมงก่อนสลาย เพราะก่อนหน้านี้มีการประชุมครม.กลางดึก พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า “เรื่องไปประชุม ตนไม่ทราบ คุยกับ ผบ.ตร.ว่าจะไม่ทำอะไร เฉยๆ และไม่รู้ว่าเขาไปประชุมอะไรกัน เพราะไม่ใช่ตัวผม แต่เป็นกองทัพทั้งกองทัพ กองทัพจะอยู่กับประชาชน แม้จะให้อำนาจมาเต็มๆก็ไม่ทำ เช้าวันนั้นพอเกิดเหตุการณ์ก็ติดตามสถานการณ์ ไม่ทราบว่าผลจะรุนแรงขนาดนั้น และเป็นการสั่งการของรัฐบาล ถ้าย้อนไปได้ก็จะทำไปห้ามตั้งแต่แรก การจะเอากำลังทหารออกไป จะออกไปสถานภาพใด หากสูญเสียมากกว่าเดิมจะทำอย่างไร ซึ่งได้พูดคุยกับเหล่าทัพ และหารือกับ ผบ.สส.และแจ้งไปยัง ผบ.ตร.ว่าเราไม่เห็นด้วย ถามว่าเสียใจหรือไม่ ก็เสียใจ ถ้าห้ามได้ก็จะห้ามแต่แรก แต่ถ้าออกไปก็จะสุ่มเสี่ยงทำให้ยากกว่าเดิมเกิดการต่อสู้ระหว่างทหารและ ตำรวจ หากมีการปะทะกันก็จะสูญเสียเพราะมีการใช้อาวุธ และสถาบันทหารกับตำรวจก็จะแตกแยกอีกนาน”

“น้องโบว์เป็นทรัพยากรของประเทศ มีคุณค่าต่อชาติ หากย้อนกลับไปได้ตำรวจก็คงไม่ทำ ผมยืนยันว่าทุกครั้งตำรวจก็พูดเช่นนี้” ผบ.ทบ. กล่าว

เขากล่าวว่าเรื่องความรับผิดชอบ เป็นเรื่องกระทบ แต่เรื่องที่ตามมาคนในสังคมรับไม่ได้เกิดเป็นกระแสขึ้นมา ลุกลามไปถึงตำรวจ และหมอ ตนคิดว่าจะจบได้ต้องมีคนรับผิดชอบไม่ว่าระดับนโยบายหรือสั่งการ น่าจะสร้างความพึงพอใจให้ประชาชนได้

“ถ้ารัฐบาลสั่งเองเต็มๆ จากการสอบสวนต้องรับผิดชอบ ผมว่ากระแสคนในชาติ คนไม่ยอม ปั่นป่วน แต่ไม่ใช่บีบคั้นให้ออก แต่ต้องรับผิดชอบบนกองเลือด อยู่อย่างไรก็อยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าจงเกลียดจงชัง ชอบไม่ชอบ ถ้าผมเป็นนายกฯ ก็ออกแล้วไม่รู้ว่าจะอยู่ทำไม”

ถามว่าเรียกว่ากดดันรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า “สังคมจะทำเอง ไม่ทราบว่าเรียกว่ากดดันหรือไม่ แต่สังคมรับไม่ได้ ไม่มีทางจะจบได้”

เมื่อนายสุรยุทธ์ถามผบ.สส. ในประเด็นเดียวกัน ผบ.สส.กล่าวว่า “กองทัพมี 3 เหล่า บก เรือ อากาศ สิ่งที่ ทบ.พูด กองทัพพูด อีกความหมายคือ ทบ.และทอ.เห็นด้วยเป็นหนึ่งเดียว”

ถามว่างานศพมีการให้เงิน 50 ล้าน ผบ.ทบ.กล่าวว่า ด้วยตัวตนไม่มีทางทำอะไรเช่นนั้น ผมไม่รับเงินทรัพย์สมบัติจากใคร งานศพของคุณแม่ ผมและครอบครัวได้รับพระบรมราชานุเคราะห์ เงินที่มาร่วมทำบุญมีจำนวนหนึ่ง ก่อนบรรจุมี 5 ล้าน คนที่รับไปคือพี่สาวที่ทำบัญชีและมอบเงินทำบุญให้รพ.พระมงกุฏ ส่วนวันเผาเหลืออีกล้านเศษก็มอบให้วัด ยืนยันด้วยเกียรติว่าไม่มีเช่นนั้น

ถามว่าสนิทกับครอบครัวชินวัตรหรือ ไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า “ผมกับครอบครัวชินวัตร มีบุคคลที่รู้จักคนเดียวคือ ทักษิณ ผมไม่เคยคุยกับคุณหญิงพจมาน ส่วนภรรยาผมก็ไม่เคย ยิ่งลุกสาว ลูกชขาย ไม่เคยรู่จักตระกูลชินวัตร แม้จะพูดคุยก็ไม่เคย ที่เรียนปริญญาโทก็มีปีเดียว ไม่รู้จักใคร และลูกผู้หญิงคนเดียวไปอยู่ที่โน่นต้องรักษาตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร ถ้าทำให้เสียเกียรติ สังคมก็เริ่มต้นที่จะเป็นด้วยยาก ไม่น่าที่จะรับได้

พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร. กล่าวว่า ตนไม่มีอะไรจะแก้ตัว เท่าที่ดูการใช้แก๊สน้ำตาไม่ทำให้มีผู้บาดเจ็บ แต่กรณีที่เกิดขึ้นคงต้องไปดู และเอาผู้เชี่ยวชาญมาดูทั้งของจีน และสหรัฐ มาดูอีกครั้ง

ถามว่าวันนั้นใครสั่งสลายชุมนุมเพื่อเปิดทางให้สมาชิกสภาเข้า ชุมนุม ผบ.ตร. กล่าวว่า ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง หน้าที่ของตำรวจมีผู้บังคับบัญชาคือ นายกฯ และกฎหมายก็บอกว่าต้องทำตาม มติ ครม.และคำสั่งนายกฯ วันนี้ถามว่าใครเป็นคนสั่ง ต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะดีที่สุด

เมื่อเกิดเหตุการณ์ในช่วงเช้า 7 ต.ค. ต่อกระทั่งบ่ายค่ำ ทำไมไม่หยุด ผบ.ตร. กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าตำรวจทุกท่านเข้าใจว่าก๊าสน้ำตาไม่ทำให้ผู้บาดเจ็บ บ่ายและเย็น ก็ต้องรอให้มีการตรวจสอบ ขณะนี้ก็มีคณะกรรมการหลายชุด

พล.อ.พัชรวาท กล่าวอีกว่า เมื่อศาลปกครองมีคำสั่งแล้วว่าการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมจะต้องทำอย่างไร และก่อนจะใช้ต้องประกาศค่อนข้างชัดเจน สตช.เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี และโอกาสเกิดในอนาคตก็ยังมี ตนจึงได้ตั้งคณะกรรมการรักษาความปลอดภัยในการชุมนุม และจะเอาสื่อเข้าไปด้วย การจะมองว่าการรักษากฎหมายต้องปฏิบัติตามแผนอย่างเดียวก็จะแข็งเกินไป การจะปะทะกันเกิดขึ้น 2 กลุ่ม ก็จะเรียกคณะกรรมการชุดนี้เข้าไปไม่ใช่ปล่อยให้ตำรวจดำเนินการฝ่ายเดียว

พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. กล่าวว่า ความคิดเห็นที่แตกต่างอยู่ร่วมกันได้ ประเทศไทยเป็นสยามเมืองยิ้ม และมีความเข้าใจเอื้ออาทรต่อกัน ความคิดเห็นที่แตกต่างกันนำไปสู่การพัฒนา แต่ก็อยู่ในขอบเขตความนิ่มนวล และเหตุผล เราจะเป็นอย่างนี้ไปอีกกี่เจเนอเรชัน ในที่สุดคิดว่าคนไทยจะกลับมาสู่ความปรองดอง สร้างความเจริญให้กับประเทศ เรายึดถือองค์พระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด และเราต้องปกป้อง

ถามว่า แนวโน้มปัจจุบันไม่ไปสู่การประนีประนอม ผบ.สส. กล่าวว่า ลองหันมาประนีประนอมกัน เป็นสิ่งที่ดีที่สุด การอยู่ร่วมกันต้องมีเหตุผล เราต้องการให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้า ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้และหลายๆ อย่าง เราต้องสามัคคี กองทัพถูกกำหนดบทบาทตาม รธน.50 และพรบ.ระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ปกป้องไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีภารกิจตามที่รัฐบาลมอบหมาย การป้องกันลักลอบยาเสพติด

ถามว่ากองทัพถูกเรียกร้องให้เลือกข้าง ผบ.สส. กล่าวว่า เราอยู่กับประชาชน แต่เราต้องทำตามบทบาทหน้าที่ที่รธน.กำหนดไว้ ถ้าทำนอกเหนือหน้าที่ รธน. กฎหมาย พ.ร.บ. รัฐบาลจะต้องเป็นผู้สั่งการ เช่น ครูให้สอนหนังสือ พยาบาลให้รักษาคนเจ็บ จะให้นายแพทย์มาป้องกันประเทศเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็คือประชาชน

ถามว่า มีกระแสข่าว พล.อ.ทรงกิตติ จะเป็นหัวหน้าปฏิวัติ ผบสส. กล่าวว่า คงเป็นความคิดของผู้พูด ไม่ใช่ความคิดของตนหรือกองทัพ กองทัพอยูกับประชาชนไม่ฝักไม่มีฝ่าย และรักษาอธิปไตยเหนือดินแดน ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และในส่วนของความแตกแยกทางการเมืองอย่าให้เป็นการแตกต่างของสังคมไทย และช่วยกันทำให้ประเทศไทยพัฒนาถาวร ต่อข้อถามถึง รัฐบาลแห่งชาติ พล.อ.ทรงกิตติ กล่าวว่า มีอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ แต่กองทัพไม่ใช่

“สมชาย”ยันทำงานต่อไป

หมู่บ้านเบเวอรี่ฮิลล์ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนจะทำงานไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ยังอยู่ในตำแหน่ง แต่ถ้าเมื่อไรพ้นก็จบกันไป

เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯประกาศจะดาวกระจายไปจุดต่างๆ โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมมาตรการป้องกันอย่างไร นายสมชาย กล่าวว่า ตนเคยบอกว่าการชุมนุม ถือเป็นสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่สิทธินั้นต้องไม่ละเมิดคนอื่น ไม่ละเมิดกฎหมาย แต่การปฏิบัติเป็นเรื่องของทุกคน

ชี้ผบ.ทบ.บีบนายกฯตัดสินใจทางการเมือง

รายงานจากคนใกล้ชิดนายสมชายกล่าวกรณีผบ.เหล่าทัพออกรายการทางช่อง 3 ว่า  นายสมชายได้รับทราบเรื่องนี้แล้ว หากประเมินคำพูดพล.อ.อนุพงษ์เย็นวันนี้ถ้าจะมีการรัฐประหาร ก็ต้องทำโดยไม่พูดแต่การออกมาพูดเท่าเป็นการขู่และบีบรัฐบาลให้เร่งตัดสินใจ ทางการเมืองเพื่อแสดงความรับผิดชอบเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. โดยมองกันว่า ผบ.ทบ.น่าจะให้เวลานายสมชายวันสองวันและอาจมีการบีบแบบนี้ไปเรื่อย  ๆ แต่ท่าทีวันนี้ชัดเจนว่าผบ.ทบ.บีบนายกฯให้ตัดสินใจโดยเร็วที่สุด

“อย่างไรก็ตามขอเวลา 1 คืนในการตัดสินใจ และอาจมีการเชิญผบ.ทบ.มาพบและหารือถึงเหตุผลในการทำงานรวมทั้งสอบถามพล.อ. อนุพงษ์ถึงเหตุผลในการไปออกรายการและกล่าวไปเช่นนั้นส่วนจะมีการปลดพล.อ.อนุ พงษ์หรือไม่นั้นก็ต้องรอดูผลการหารือกันก่อนแต่ประเมินผลทางการเมืองแล้ว หากมีการปลดโอกาสจะรัฐประหารมีสูงมาก” คนใกล้ชิดนายสมชายกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สายข่าวจากหน่วยความมั่นคงระบุว่าพล.อ.อนุพงษ กำลังบีบรัฐาลให้ลาออกหรือยุบสภาเชื่อว่าพล.อ.อนุพงษ์คงได้รับใบสั่งจาก ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้ดำเนินการเรื่องนี้ และทราบว่าบางหน่วย  ได้พร้อมดำเนินการตามคำสั่งผบ.ทบ.เช่นรัฐประหาร  ซึ่งสอดรับกับข้อมูลที่พรรคพลังประชชนได้รับทราบเพราะมีสายข่าวจากหน่วยงาน ความมั่นคงแจ้งไปยังทิศทางเดียวกัน

“ยงยุทธ-สมพงษ์”เข้าพบคาดหารือกรณีผบ.ทบ.

เมื่อ เวลา 19.45 น.นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนและนายสมพงษ์  อมรวิวัฒน์ รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศได้เข้าพบนายสมชาย  ที่บ้านพักซึ่งคาดว่าน่าจะมีการหารือเรื่องสถานการณ์ชายแดนและการเมืองกรณ ที่ผบ.ทบ.ออกมาพูดทางช่อง 3   โดยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงจากนั้นนายยงยุทธได้เดินทางกลับส่วนนายสมพงษ์ ยังอยู่

“ชัย”รับเป็นเจ้าภาพฟ้องพันธมิตรปิดล้อมสภา

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคพลังประชาชน แถลงว่า จากเหตุการณ์ที่ไม่สามารถประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากเกิดเหตุไม่สงบ และจากการที่ประธานสภาฯทำหนังสือสอบถามไปยังผบ.ทบ.และผบ.ตร.ถึงมาตรการรักษา ความปลอดภัยของส.ส.แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบใดๆ จึงต้องเลื่อนการประชุมออกไป ซึ่งนายชัยได้ยืนยันแล้วว่าสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมสภาฯตามปกติถึงแม้จะมี ใครมาขัดขวางก็ตาม

ทั้งนี้ตนขอเรียกร้องให้เพื่อนส.ส.ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนให้ กลับมาทำหน้าที่ของตัวเองและเรียกร้องให้ฝ่ายค้านกลับมาทำหน้าที่ให้ครบตาม ระบบของรัฐสภา ทุกอย่างจะได้เดินหน้าต่อไป

ด้านนายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคพลังประชาชน กล่าวเสริมว่า ทางกลุ่มได้เรียนไปยังนายชัยเพื่อขอให้เร่งรัดแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่ม พันธมิตรฯเพราะถือเป็นการกักขังหน่วงเหนี่ยวสมาชิกรัฐสภา ซึ่งถือว่าเป็นศักดิ์ศรีของสมาชิกทุกคน โดยขอให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นเจ้าภาพหลักในการแจ้งความซึ่งนายชัยรับปากว่า เป็นเรื่องสำคัญ สภาควรจะเป็นเจ้าภาพ เพราะไม่ควรปล่อยให้ส.ส.ไปแจ้งความกันเอง แต่ในฐานะประธานสภาฯควรจะเอาใจใส่ในเรื่องนี้และเร่งดำเนินการโดยเร็ว โดยจะมอบหมายให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรในฐานะฝ่ายปฏิบัติไปดำเนินการแจ้ง ความดำเนินคดี

พปช.จี้”หมอพรทิพย์”สอบ อดีต ส.ส.ปชป.ยืนคุยเหยื่อบึ้ม

นายไพจิตกล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบเหตุสลายม็อบวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่า อยากเรียกร้องให้คณะกรรมการชุดดังกล่าวมาตรวจสอบเหตุการณ์รถระเบิดบริเวณ หน้าพรรคชาติไทยด้วย เนื่องจากในส่วนนี้ยังไม่มีใครพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายพ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม รวมถึงฝ่ายตรวจสอบเองยังไม่มีใครพูดถึงในส่วนนี้ จึงควรจะตอบปัญหาที่คาใจหลายคนด้วยว่าเกิดจากสาเหตุใด เพราะก่อนเกิดเหตุมีผู้พบเห็น อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ได้ยืนพูดคุยกับผู้ตาย โดยมีการบันทึกภาพ และมีบุคคลเห็นเหตุการณ์ครั้งนี้ที่พร้อมจะเป็นพยานด้วย ไม่ว่าจะเป็นวินมอร์เตอร์ไซด์ย่านนั้น รวมทั้งรูปถ่ายด้วย จึงอยากให้คณะกรรมการได้ตรวจสอบให้ครบทุกด้าน

พปช.เดินหน้ายื่นค้านตลก.รธน.คดียุบพรรคใน 15 วัน

นายพีรพันธ์ กล่าวถึงกรณีที่คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคพลังประชาชนเตรียมยื่นคัดค้านตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคพลังประชาชนว่า จะต้องยื่นคัดค้านภายใน 15 วัน โดยบุคคลที่อยู่ในข่ายที่จะยื่นคัดค้านจะเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มี ทัศนคติไม่เป็นกลางทางการเมือง และได้เคยแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และทิศทางการเมืองที่เป็นอคติต่อพรรคพลังประชาชน และเคยร่วมร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีการรวบรวมพฤติกรรม คำพูดในอดีตของบุคคลเหล่านี้เป็นหลักฐานในการยื่นคัดค้าน เนื่องจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลที่พิจารณาคดีทางการเมือง ไม่ใช่คดีอาญา ซึ่งแนวคิดของตุลาการจะมีผลต่อการพิจารณาของคณะตุลาการ

นายพีรพันธ์ กล่าวว่า การยื่นครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะพรรคเคยยื่นมาแล้วสมัยยุบพรรคไทยรักไทย แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำค้าน อย่างไรก็ตามการยื่นครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนตัวตุลาการหรือถอดถอน แต่ต้องการให้ตุลาการที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีทัศนคติที่เป็นอคติต่อพรรค ไม่ให้เข้ามาร่วมวินิจฉัยกรณียุบพรรค หากศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำค้าน ก็คงไม่มีผลอะไร แต่สังคมจะกดดันศาลเอง

เมื่อถามว่านายวสันต์ สร้อยพิสุทธ์ จะถูกยื่นคัดค้านด้วยหรือไม่ นายพีรพันธ์ กล่าวยอมรับว่า ใช่ รวมอยู่ด้วย แต่จะมีการยื่นคัดค้านกี่คนนั้นยังไม่ได้ข้อสรุป ขึ้นกับการพิจารณาของคณะทำงานที่ดูเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ ซึ่งมีนายยืนหยัด ใจสมุทร ฝ่ายกฎหมายพรรคอยู่ด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้ายื่นค้านเกิน 5 คน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคดียุบพรรคได้หรือไม่ นายพีรพันธ์ กล่าวว่า ระหว่างยื่นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสามารถทำงานได้ปกติ แต่หากมีการรับคำค้านแล้วเหลือองค์คณะน้อย ก็ต้องไปดูข้อกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะสามารถ พิจารณายุบพรรคได้หรือไม่

นายพีรพันธุ์ ยังกล่าวถึงกรณีพรรคร่วมรัฐบาลเร่งให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อให้เกิดส.ส.ร. 3 ว่า กลุ่มอีสานพัฒนาสนับสนุนเต็มที่ เนื่องจากกรณีนี้เป็นนโยบายหลักที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภา และขอเรียกร้องให้ฝ่ายค้านร่วมในการประชุมสภาฯเพราะก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านก็ เคยเห็นด้วยที่จะให้มีการตั้งส.ส.ร. 3 ส่วนที่ป.ป.ช.ได้ลงมติชี้มูลความผิดนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ผิดวินัยร้ายแรงกรณีสั่งระงับไม่ดำเนินคดีนายประมาณ ตียะไพบูลย์สิน อดีตอธิบดีกรมบังคับคดี และนายมานิตย์ สุธาพร อดีตรองอธิบดีกรมบังคับคดี ที่ไม่เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียม 70 ล้านบาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินศาลจังหวัดธัญบุรี จนเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหายนั้น นายพีรพันธุ์ กล่าวว่า เมื่อป.ป.ช.ชี้มูลความผิดก็จะส่งเรื่องให้ต้นสังกัดคือ กพ.เป็นผู้พิจารณาต่อไป เชื่อว่าคงไม่กระทบการทำหน้าที่ของนายกฯเพราะเป็นคนละส่วนกัน

ที่มา คมชัดลึก