ฮุนเซนยันพร้อม พบเจรจา ทวิภาคีกับฝ่ายไทย

October 19, 2008



ความ ขัดแย้งกรณีข้อพิพาทดินแดนทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชา จนมีการยิงปะทะกันขึ้นเมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิตไป 3 นาย และบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ขณะที่ฝ่ายไทยบาดเจ็บรวม 8 นายนั้น ต่อมาเวลา 10.55 น.วันที่ 18 ต.ค. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้เดินทางเข้าเยี่ยมอาการบาดเจ็บของ อส.ทพ.บุญฤทธิ์ ขันตี สังกัดร้อย ทพ.ที่ 2302 ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับทหารกัมพูชา บริเวณภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 15 ต.ค. ที่ผ่านมา และถูกส่งมารักษาตัวที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี โดยพักรักษาตัวอยู่ในห้องผู้ป่วยหนักศัลยกรรม ตึก 1 ชั้น 1 มี นพ.กวี ไชยศิริ ผอ.รพ.สรรพสิทธิประสงค์ คอยให้การต้อนรับ

จากนั้น นพ.มนต์ชัย วิวัฒนาสิทธิวงศ์ หัวหน้าศูนย์อุบัติเหตุ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ได้ รายงานอาการของ อส.ทพ.บุญฤทธิ์ ขันตี ต่อนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมว่า ผู้ป่วยถูกส่งตัวมารักษาด้วยอาการถูกของแข็งกระแทกที่ศีรษะอย่างแรง จนกะโหลกแตกยุบแผลเปิดกว้าง 9 ซม. ได้รับการผ่าตัดเอาเลือดคั่งในสมองออกเมื่อคืนวันที่ 15 ต.ค. จาก นพ.ประวัติวงศ์ วงศ์ศรีแก้ว หัวหน้าหน่วยศัลยกรรมประสาท ซึ่งเป็นแพทย์เจ้าของไข้ อาการในขณะนี้ยังอยู่ในขั้นโคม่า ต้องคอยสังเกตอาการไม่ให้เกิดภาวะสมองบวมชั่วโมงต่อชั่วโมง ส่วนแขนขามีการตอบสนองเพียงเล็กน้อย ซึ่งทีมแพทย์ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ได้เตรียมความพร้อมช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ

ภายหลังรับทราบอาการของ อส.ทพ.บุญฤทธิ์ ขันตีแล้ว นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและ รมว. กลาโหม ได้มอบช่อดอกไม้และเงินช่วยเหลือพร้อมกล่าวให้กำลังใจ นางปริมากรณ์ ขันตี อายุ 28 ปี ภรรยาของ อส.ทพ.บุญฤทธิ์ ซึ่งมาคอยเฝ้าติดตามอาการของสามีอย่างใกล้ชิด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายกรัฐมนตรี เข้าเยี่ยม อส.ทพ.บุญฤทธิ์ ในห้องผู้ป่วยนั้น บริเวณหน้ารพ.สรรพสิทธิประสงค์มีกลุ่มพลังเงียบ “ชักธงรบ” ประมาณ 200 คน นำโดยนายธีรภัจจ์ วัชระพล หรือ อาจารย์ต้อย ดีเจคลื่น “93.75 MHz ชักธงรบ” มารวมตัวถือป้ายให้กำลังใจการทำงานของนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม บรรยากาศเป็นไปอย่างสงบ จากนั้นนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมได้เดินทางไปเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บอีก 6 นาย ซึ่งพักรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

ทั้งนี้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าเยี่ยมทหารทั้ง 6 นายว่าเป็นตัวแทนของคนไทยทุกคนมามอบกำลังใจและสอบถามอาการ ขอชมเชยทหารทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ท้อถอยเพื่อรักษาอธิปไตยของไทยเอา ไว้ ถึงแม้จะได้รับบาดเจ็บก็ยังต่อสู้อย่างเข้มแข็ง จนเหตุการณ์สงบลง ส่วนการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นคิดว่าต้องเน้นการพูดคุยเจรจากัน เพื่อไม่ให้มีความรุนแรง เราอยากอยู่อย่างสันติ เพราะเป็นเพื่อนบ้านกัน ยังไงก็แยกย้ายจากกันไม่ได้ มีอะไรก็ควรเจรจากัน และภายหลังเสร็จสิ้นการให้สัมภาษณ์ นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์เดินทางไปตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพลใน พื้นที่ปราสาทพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อรับฟังรายงานสรุปสถานการณ์ล่าสุด ก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯในช่วงบ่ายวันเดียวกัน

ต่อมาเวลา 16.30 น. ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับจากเดินทางเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุ ปะทะแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่ จ.อุบลราชธานี และ จ.ศรีสะเกษว่า มีอาการหนักเพียงคนเดียว อาจจะโดนกระสุนปืนหรือสะเก็ดระเบิดที่ศีรษะ กระทบกระเทือนไปถึงสมองต้องผ่าตัด ตอนนี้ยังไม่รู้สึกตัว ส่วนที่เหลืออีก 6 นาย มีอาการหนักสุดคือ ต้องตัดขา คาดว่าคงโดนกับระเบิดหรือโดนยิง แต่แพทย์บอกว่า ต้องตัดขาเพราะเป็นบาดแผลที่ไม่สามารถเข้าเฝือกหรือทำอะไรได้ ส่วนที่เหลือบาดเจ็บไม่มาก ส่วนที่โรงพยาบาล จ.ศรีสะเกษ มีทหารส่วนหนึ่งเป็นไข้มาลาเรีย เพราะมียุงป่าเยอะ “ไปครั้งนี้ผมไปเยี่ยมทุกรายที่ได้รับบาดเจ็บ ไปให้ของขวัญ ให้กำลังใจ บอกว่าผมมาเยี่ยมแทนประชาชนคนไทยทุกคน ที่มีความเป็นห่วง และฝากความปรารถนาดีมาสู่ทหารที่ไปลำบากลำบนตามชายแดน อยากให้หายเป็นปกติโดยเร็ว” นายสมชายกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุใดก่อนหน้านี้ถึงยกเลิกภารกิจที่ จ.ศรีสะเกษ นายสมชายตอบว่า ทีแรกคิดว่าผู้ป่วยอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี ทั้งหมด เพราะได้รับรายงานว่าได้ ลำเลียงผู้บาดเจ็บไปยัง จ.อุบลราชธานีแล้ว แต่ข้อมูลคลาดเคลื่อน เพราะที่ จ.ศรีสะเกษก็มี เมื่อไปแล้วก็ควรจะเยี่ยมให้ทั่วถึง ต้องไปให้ถึง เมื่อถามว่าได้กำหนดวันที่จะไปพบกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเพื่อเจรจาเรื่องความขัดแย้งหรือยัง นายสมชายกล่าวว่า ยัง ต้องผ่านขั้นตอนของกระทรวงการต่างประเทศก่อน

ด้าน พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ว่า นายกฯเดินทางมาตรวจเยี่ยมทหารที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อรับทราบสถานการณ์ในพื้นที่ โดยมี พล.อ. จิรเดช คชรัตน์ รอง ผบ.ทบ. เดินทางมาแทน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ซึ่งนายกฯได้ย้ำให้คำนึงถึงความปลอดภัยของกำลังพลในแนวหน้าและให้อาวุธ ยุทโธปกรณ์ต่างๆมีสภาพสมบูรณ์ครบถ้วนพร้อมใช้งาน ส่วนการตอบโต้นั้นให้พิจารณาใช้การตอบโต้ที่เหมาะสมตามความจำเป็น ไม่ ขยายวงกว้างหรือทำให้เกิดผลกระทบกับประชาชนในพื้นที่

พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์กล่าวว่า จากการคุยกับฝ่ายกัมพูชาในเบื้องต้นนั้น เขาจะพยายามไม่ให้มีการใช้อาวุธ ซึ่งเราได้เจรจาและติดต่อกันตลอดเวลาเพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้น สถานการณ์ตอนนี้ถือว่าดีขึ้น การปะทะขัดแย้งกันนั้นน่าจะเป็นมาตรการสุดท้าย รวมถึงขณะนี้เรามีจุดประสานงานกันในทุกระดับ และเราจะแจ้งว่าเราจะออกพิสูจน์ทราบพื้นที่ในบริเวณใดบ้าง เพื่อความระมัดระวัง แต่คงไม่ถึงกับมีการลาดตระเวนร่วม ส่วนเรื่องกับระเบิดในพื้นที่ ทหารจะเพิ่มความระมัดระวังและใช้การตรวจค้นให้มากขึ้น เพราะทราบว่าในพื้นที่การรบต้องมีอาวุธ และกับระเบิด ทั้งของเก่าและของใหม่ อย่างไรก็ตาม เขาห้ามเราทำไม่ได้ เพราะเป็นพื้นที่ของเรา

ส่วนการประชุมอาร์บีซีกับกัมพูชาที่เสียมราฐในวันที่ 21 ต.ค.นี้ จะคุยกันในเรื่องใดบ้าง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า คุยในเรื่องระดับภูมิภาค ระดับกำลังเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดกำลัง การปฏิบัติและมาตรการต่างๆ ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ส่วนทหารไทยกับกัมพูชาตามแนวชายแดนขณะนี้มีกำลังเผชิญหน้าอยู่ใกล้กันมาก บางจุดแทบจะชนกัน หากผู้บังคับบัญชาเจรจาไม่แน่นแฟ้นอาจเกิดปัญหาและเกิดการสูญเสียขึ้นทันที เมื่อถามว่าหากมีการใช้ปืนใหญ่ต้องมีการขออนุมัติจาก ผบ.ทบ.หรือไม่ พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์กล่าวว่า ทาง ผบ.ทบ.มอบอำนาจให้ตัดสินใจหมดแล้วในการจะตอบโต้ให้เหมาะสม และเพื่อรักษาอธิปไตยของเรา ส่วนแผนจักรีภูวดลเป็นแผนป้องกันประเทศ เป็นระดับของสถานการณ์ “ขอยืนยันว่าทหารไทยพร้อมปกป้องอธิปไตยทุกตารางนิ้ว ได้มีการประสานกับฝ่ายกัมพูชามากขึ้น โอกาสที่จะเกิดการยิงปะทะคงจะลดน้อยลง เน้นการเจรจากันมากกว่า” แม่ทัพภาคที่ 2 สรุป

ต่อมาเวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารประมาณ 40 คน พร้อมกำลังทหารได้เข้าไปเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ที่จำเป็นภายในที่ทำการอุทยาน แห่งชาติเขาพระวิหาร ออกไปไว้ในศูนย์บริการแห่งใหม่ บริเวณติดกับผามออีแดง ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ห่างจากตัวปราสาทพระวิหารไปประมาณ 1 กม. เนื่องจากที่ทำการเดิมได้รับความเสียหายจากการยิงปะทะกันระหว่างทหารไทยกับ ทหารกัมพูชาเมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยมีจรวดอาร์พีจีของทหารเขมรมาตกใกล้ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวจำนวน 2 ลูก โดย 1 ใน 2 ลูกเกิดขัดข้องไม่ทำงาน ทางเจ้าหน้าที่ทหารได้ปิดกั้นเป็นพื้นที่อันตรายเพื่อรอการเก็บกู้ภายหลัง และประสานให้มีการย้ายที่ทำการอุทยานฯไปอยู่ที่ใหม่เป็นการชั่วคราว

ขณะเดียวกันได้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดใจขึ้นกับทหารที่มารักษาอธิปไตย บริเวณปราสาทพระวิหาร โดยเมื่อเวลา 12.00 น. ขณะที่พลฯวิญญู พลพฤกษ์ อายุ 22 ปี สังกัด ร.16 พัน 2 จ.ยโสธร ที่ถูกส่งมาประจำการบริเวณภูมะเขือ ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ พร้อมกำลังออกลาดตระเวนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ห่างจากตัวปราสาทพระวิหารไปทางทิศตะวันตกประมาณ 1 กม. เกิดสะดุดก้อนหินหกล้ม ปืนเอชเค 33 ที่สะพายประจำกายเกิดลั่นขึ้น 1 นัด กระสุนพุ่งเจาะขมับซ้ายทะลุออกกลางแสกหน้า 1 นัด ได้รับบาดเจ็บสาหัส เพื่อนทหารได้วิทยุขอเฮลิคอปเตอร์มาลำเลียงส่ง รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตระหว่างทาง ทางต้นสังกัดอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไป

ด้านสำนักข่าวต่างประเทศยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่าง ใกล้ชิด โดยสำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานผ่านเว็บไซต์ “วินโดว์ ออฟ ไชน่า” ระบุนายฉิน กัง โฆษกประจำกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่ารัฐบาลจีนรู้สึกเป็นห่วงถึงข้อขัดแย้งระหว่างไทย กับกัมพูชา และหวังว่าทั้งสองประเทศจะหาทางออกแก้ปัญหาด้วยการเจรจา

ขณะที่สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษ ระบุสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา พลิกบทลดทอนความรุนแรงที่อาจถึงขั้นก่อสงครามกับไทย และพร้อมเจรจาระดับทวิภาคี ในภารกิจร่วมลาดตระเวนบริเวณพื้นที่พิพาท แทนการลดกำลังทหาร ซึ่งเป็นหัวข้อการเจรจาที่ยังหาบทสรุปไม่ได้ ทั้งนี้ สมเด็จฮุน เซน เปิดเผยหลังปิดการประชุมสภากัมพูชาที่กรุงพนมเปญว่า ประชาชนควรเข้าใจว่านี่ไม่ใช่สงคราม และไม่ขอเรียกว่าสงคราม แต่เป็นเพียงการปะทะกันด้วยอาวุธเล็กน้อย ไทยและกัมพูชาไม่ใช่ศัตรูกัน

นอกจากนี้ ในเว็บไซต์ข่าว “เอเชียวัน” ของสิงคโปร์ระบุว่า สมเด็จฮุน เซนยังปฏิเสธความประสงค์และมองว่าไม่มีความจำเป็นใดที่ต้องอาศัยความช่วย เหลือจากองค์กรภายนอก เช่น สหประชาชาติ (ยูเอ็น) หรือกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียนมาร่วมแก้ไขข้อพิพาท ทั้งนี้ ผู้นำกัมพูชาเผยว่า ประเทศอื่นไม่ควรพยายามหยิบยกประเด็นนี้เข้าสู่ประชาคมโลก ซึ่งก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีซูสิโล บัมบัง ยูโดโยโน แห่งอินโดนีเซีย เสนอตัวพร้อมเป็นคนกลางการเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างไทยกับกัมพูชา

ขณะเดียวกัน เว็บไซต์เทเลกราฟของอังกฤษ รายงานโดยอ้างข้อมูลเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระบุนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษยังเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทยอย่างต่อ เนื่องและเพิ่มสูงขึ้น ทั้งที่เกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา รวมถึงสถานการณ์บ้านเมืองในกรุงเทพฯยังไม่ สงบเรียบร้อย โดยการจองทัวร์ไม่ได้ลดลงหรือยกเลิก เพราะสถานที่ท่องเที่ยวของชาวอังกฤษส่วนใหญ่ที่ชื่นชอบนั้น ห่างไกลจากจุดปะทะ หรือจุดเกิดความวุ่นวาย เช่นที่พัทยา ภูเก็ต และเกาะสมุย ทั้งนี้ เมื่อปี 2550 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษเข้าประเทศไทยอยู่ที่ 835,000 คน คาดว่ายอดตัวเลขปี 2551 จะเพิ่มขึ้น 5% ยกเว้นตัวเลขนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นที่ยอดลดลงจากผลพวงความวุ่นวายทาง การเมืองของไทย
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง