จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.น.4 ได้จับกุมแก๊งลักทรัพย์กว่า 200 ล้าน โดยมี นายหทัย หรือ ออฟ ไชยวัณณ์ อายุ 38 ปี นักแข่งรถชื่อดังเจ้าของฉายา “ไอ้หมูสกปรก” ผู้ต้องหาร่วมกับ นายณัฐ หรือ โต้ง ชาหอม อายุ 32 ปี หัวหน้าแก๊ง นายสุภัทร หรือ ทอม เนินวิเชียร 29 ปี นายพีรวัฒน์ หรือ พี ตะวันธรงค์ อายุ 23 ปี และ นายกีรติ หรือ เค กุมพล อายุ 30 ปี ก่อเหตุตระเวนลักทรัพย์ ตามบ้านเรือนเศรษฐีใน กทม.และล่าสุด นายหทัย ได้เข้ามอบตัวแล้วนั้น
ความคืบหน้าในวันนี้ (6 มี.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น.ที่ กก.สส.น.4 มีเจ้าทุกข์หลายรายทยอยเดินทางเข้าดูทรัพย์สินของกลางจำนวนมาก จนเต็มห้อง เจ้าหน้าที่ต้องให้ลงชื่อไว้ทีละ 5 ราย ก่อนที่จะเข้าไปตรวจดูทรัพย์สิน เพราะเจ้าหน้าที่เกรงว่าทรัพย์สินจะสูญหาย ต่อมา นางโสภิตนภา หรือ เจี๊ยบ ชุ่มภาณี พร้อมกับ นายธิตินัน์ ชุ่มภาณี สามี เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ปกรณ์ กิตติวัฒน์ ผกก.สสส.น.4 เพื่อขอดูทรัพย์สินเพราะเคยถูกโจรขึ้นบ้านย่านสุขุมวิทได้ทรัพย์สินกว่า 5 ล้านบาท ในวันขึ้นบ้านใหม่ เจ้าหน้าที่จึงให้ดาราสาวพร้อมสามีเดินดูทรัพย์สิน ปรากฏว่ามีสร้อยข้อมือล้อมเพชรรายการที่ a2 พบว่า เหมือนของตนที่หายไปพร้อมกับนำมาลองใส่ได้พอดีกับข้อมือของดาราสาวพอดี ทำให้ดาราสาวมีสีหน้าที่แจ่มใส แต่ก็ยังไม่แน่ใจปล่อยให้ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอีกครั้ง ระหวางนั้น นางบุษกร หรือ หน่อย วงศ์พัวพันธ์ เดินทางมาพร้อมกับแม่สามี เดินทางมาถึง กก.สส.น.4 เดินเข้าไปทักทายกับ เจี๊ยบ โสภิตนภา จากนั้นพากันเดินดูทรัพย์สินบนโต๊ะวางของกลางพบว่าของกลางรายการที่ 75 เป็นนาฬิกาปาเต๊ะ สีดำดาราสาวถึงกับตกใจและยิ้มด้วยสีหน้าสุขใจ และกล่าวว่า เหมือนนาฬิกาที่หายไปมากและยังมีเครื่องประดับอีกหลายชิ้นที่หายไป โดยใช้เวลาตรวจสอบทรัพย์สินประมาณ 30 นาที ก่อนจะเดินทางกลับ
นางโสภิตนภา กล่าวว่า วันนี้ตนเดินทางมากับสามีเพื่อมาตรวจดูทรัพย์สิน ภายหลังจากที่ได้ทราบข่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมแก๊งลักทรัพย์รายใหญ่ได้ หลังจากตรวจสอบแล้วพบสร้อยข้อมือล้อมเพชรที่คล้ายกับของตน แต่ไม่แน่ใจว่า ใช่หรือไม่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง คนร้ายได้ขโมยทรัพย์สินภายในบ้านตนไปเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2551 เหตุเกิดในท้องที่ สน.ทองหล่อ ซึ่งทรัพย์สินที่สูญหายไปเป็น นาฬิกา และเครื่องประดับ รวมมูลค่าประมาณ 5 ล้านบาท หลังจากนี้ จะนำเอกสารหลักฐานการแจ้งความและเอกสารใบซื้อขายสร้อยข้อมือล้อมเพชรมาให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบ
ด้าน นางบุษกร กล่าวว่า ในวันนี้ตนเดินทางมาพร้อมกับมารดา เพื่อมาตรวจสอบทรัพย์สินหลังทราบข่าวจากสื่อมวลชน จากการตรวจสอบทรัพย์สินของกลางพบนาฬิกา ยี่ห้อปาเต๊ะ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับของตนที่ถูกคนร้ายขโมยไป แต่ก็ยังไม่แน่ใจ จะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง เพราะทรัพย์สินดังกล่าวคนอื่นก็มีกันเยอะ วันนี้ตนได้เตรียมหลักฐานใบแจ้งความ และเอกสารการซื้อขายมาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูด้วย เบื้องต้นทราบว่ามีของกลางบางส่วนถูกนำไปจำนำและนำไปขายที่ปอยเปตแล้ว ซึ่งตนก็จะรอตรวจสอบของกลางที่จะนำออกมาจากโรงรับจำนำด้วยว่ามีของตนบ้าง หรือไม่
นางบุษกร กล่าวต่อว่า คนร้ายขโมยทรัพย์สินภายในบ้านของตนไปเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2549 ทรัพย์สินที่สูญหายไปมีทั้งนาฬิกา เครื่องประดับต่างๆ และเงินสด 2 แสนบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่ถูกคนร้ายขโมยไปประมาณ 7 ล้านบาท หลังจากเกิดเหตุตนทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้ได้ทรัพย์สินคืนมา ทั้งทางไสยศาสตร์และไปดูหมอ ซึ่งหมอดูเคยบอกว่าจะได้ทรัพย์สินคืน จากนี้ไปตนและสามีก็คงจะไม่เก็บทรัพย์สินและของมีค่าเอาไว้ในบ้านแล้ว จะนำไปฝากไว้ที่ธนาคาร
ด้าน พ.ต.อ.อาณัติ เกล็ดมณี รอง ผบก.น.4 กล่าวถึงการดำเนินการรวบรวมทรัพย์สินของกลางที่ยึดมาได้จากผู้ต้องหา ว่า ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนสน.วังทองหลางทำการรวบรวม เป็นบัญชีพรัอมบันทึกภาพ และตั้งเป็นรูปคณะกรรมการตรวจมอบของกลางให้พนักงานสอบสวนสน.วังทองหลางเป็น ผู้ดูแลรักษา ซึ่งประชาชนที่สงสัยว่าจะเป็นทรัพย์สินของตนให้ไปดูของกลางได้ที่พนักงานสอบ สวน สน.วังทองหลาง หากใช่ทรัพย์สินที่ถูกโจรกรรมมา ให้นำหลักฐานของทระพย์สินเข้าติดต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุที่ตนเอง แจ้งความไว้ให้เป็นผู้ประสานงานกับพนักงานสอบสวน สน.วังงทองหลาง เพื่อตรวจดูทรัพย์สินโดยละเอียด หากมีจำนวนหลายรายต้องมีการโต้สิทธ์ ต้องนำหลักฐานมายืนยันว่า ใครมีหลักฐานชัดเจนกว่ากัน หากใช่ทรัพย์สินของตนจริง ก็เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุนำเอกสารไปติดต่อขอรับ ทรัพย์สินจากพนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง ที่จะมอบผ่านร้อยเวรเจ้าของคดี หากทางผู้เสียไม่สามารถมารับทรัพย์สินได้เอง
ส่วนทรัพย์สินที่คนร้ายซื้อเป็นรถยนต์ และทองรูปพรรณ บ้าน มูลค่าหลายล้านบาทพนักงานสอบสวนจะนำสำนวนส่งศาลหากไต่สวนได้มาจากการกระทำ ผิดกศาลจะสั่งให่จำหน่ายของกลางทอดตลาดแล้วนำเงินมาชดเชยให้กับผู้เสียหาย ซึ่งทางศาลจะเป็นผู้ชี้ขาด
พ.ต.อ.ปกรณ์ กิตติวัฒน์ ผกก.สส.น.4 เปิดเผยว่า เช้าวันนี้ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.อภิชาติ อุดรมาตย์ สว.ผ.1 นำตั๋วจำนำที่พบในบ้านผู้ต้องหากว่า 50 ใบ ไปตรวจสอบตามโรงรับจำนำก็พบว่ายังมีทรัพย์สินอยู่ในโรงรับจำนำหลายรายการ จึงให้ฝ่ายสืบสวนบันทึกภาพทรัพย์สินเหล่านั้นมาให้ผู้เสียหายดู และจะประสานพนักงานสอบสวนทำการอายัดทรัพย์สินที่พบทั้งหมด
ส่วนการดำเนินการล่าตัวผู้ต้องหาที่เหลือทั้ง นายพี และ นายเด ได้จัดกำลังชุดสืบสวน 2 ชุด กำลัง 15 นาย ออกติดตามไล่ล่า และได้กำชับให้ระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ เนื่องจากคนร้ายใช้เงินที่ขโมยมาได้ไปซื้ออาวุธปืนจำนวนมากติดตัวอยู่ตลอด หากมีการปะทะกันทางตำรวจต้องใช้มาตรการรุนแรงตอบโต้ โดยจากการสอบสวนทราบว่าผู้ต้องหากลุ่มนี้ได้ทำการโจรกรรมมาหลายครั้งเริ่ม ตั้งแต่ปี 2549 ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงมีมูลค่าหลายพันล้านบาท เพราะเท่าที่ผู้เสียหายแต่ละรายถูกโจรกรรมไปแต่ละครั้งมีมูลค่าหลายร้อยล้าน บาทก็มี
สำหรับผู้ต้องหาที่เหลือทั้ง 2 คน เป็นมือเจียร์ตัดตู้เซฟ เริ่มเส้นทางโจรตั้งแต่ลักเล็กขโมยน้อยตามคอนโดจนมาเข้าร่วมทีกับนายออฟ ฉายาในวงการนักแข่งเรียกหมูสกปรก เพราะมีนิสัยทำตัวสกปรก และชอบพูกลับหลังให้ร้ายทีมแข่งและนักแข่งคนอื่นจะเป็นที่ร้จักกันดีจึงตั้ง ฉายา ออฟซ่า หรือ หมูสกปรก วางแผนแยบยลมีการนำเอาบัตรประชาชนใบขับขี่ที่ขโมยมาไปไว้แลกปิดบังอำพรางตัว เองเพื่อเข้าโจรกรรมในสถานที่ต่างๆ
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์