กรม ศิลปากรจัดทำเสร็จแล้ว “สัปตปฎลเศวตฉัตร” พระอิสริยยศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯเป็นฉัตรขาว 7 ชั้น สวยงามสมพระเกียรติ เตรียมความพร้อมในพระราชพิธียกสัปตปฎลเศวตฉัตรยอดพระเมรุ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จฯ ทรงประกอบพระราชพิธีในวันที่ 20 ต.ค.นี้ ด้านกทม.สั่งปรับปรุงภูมิทัศน์เส้นทางเสด็จฯ เส้นทางริ้วขบวน ขณะที่กรมธนารักษ์ ผลิตเพิ่มอีก 1 ล้านเหรียญ เหรียญที่ระลึกพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ หลังมีผู้สั่งจองเข้ามามาก จำหน่ายในวันที่ 14-16 พ.ย.

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. นายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิ บดีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะเลขานุ การการจัดสร้างพระเมรุ สิ่งปลูกสร้างประกอบพิธี ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนรา ธิวาสราชนครินทร์ กล่าวว่า คณะทำงานฯ ฝ่ายกรมศิลปากรได้จัดทำสัปตปฎลเศวตฉัตร ฉัตรขาว 7 ชั้นพระอิสริยยศของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ เสร็จเรียบร้อยแล้ว

นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า สัปตปฎลเศวตฉัตร มีลักษณะเป็นฉัตรผ้าทรงกลม 7 ชั้น สูง 4.55 เมตร คันฉัตรทำด้วยสแตนเลสทาสีทอง กำพูฉัตรเป็นไม้กลึงแกะสลักปิดทอง ระบายฉัตรแต่ละชั้นเป็นผ้าลินินสีขาวทับซ้อนกัน 3 ชั้นไล่ระดับ ชายผ้าทุกชั้นขลิบแถบดิ้นสีทองโดยรอบ ที่โครงระบายฉัตรชั้นที่ 1 ห้อยดอกจำปาสีทอง 8 สาย สายละ 8 ดอก ส่วนยอดฉัตรเป็นไม้กลึงปิดทองสูง 1.16 เมตร ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนิน ทรงประกอบพระราชพิธียกสัปตปฎลเศวตฉัตรยอดพระเมรุ ในวันที่ 20 ต.ค. เวลา 16.45 น. ตามที่พระราชครูวามเทพมุนีหัวหน้าเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ได้กำหนดฤกษ์ศุภมงคล เวลา 16.59 น. เป็นปฐมฤกษ์ ไปจนถึงเวลา 17.29 น. เป็นที่สุดแห่งฤกษ์

ด้านนายสมชาย ณ นครพนม ผู้เชี่ยวชาญ 9 ชช. กรมศิลปากร ในฐานะดูแลการบูรณะราชรถ พระยานมาศ กล่าวว่า วันที่ 19 ต.ค.นี้ จะซ้อมริ้วขบวนพระอิสริยยศจริงครั้งที่ 2 โดยกำหนดซ้อมครบทั้ง 6 ริ้วขบวน โดยช่วงเช้าซ้อมริ้วขบวนที่ 1, 2, และ 3 ส่วนช่วงบ่ายซ้อมริ้วขบวนที่ 4 และจะเพิ่มริ้วขบวนที่ 5 เป็นการเชิญพระโกศ พระอัฐิ โดยพระที่นั่งราเชนทรยาน ใช้เส้นทางจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ไปยังพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และริ้วขบวนที่ 6 การเชิญพระสรีรางคาร จากพระศรีรัตนเจดีย์ วัดพระศรีรัตน ศาสดาราม โดยรถยนต์พระที่นั่งไปบรรจุ ณ อนุสรณ์สถานรังษีวัฒนาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยใช้เส้นทางจากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ออกประตูวิเศษไชยศรี ถนนหน้าพระลาน ถนนสนามไชย ถนนกัลยาณไมตรี ถนนอัษฎางค์ และถนนราชบพิธ สำหรับการซ้อมจริงครั้งที่ 2 ทหารบางส่วนจะแต่งกายเต็มยศตามโบราณราชประเพณีด้วย

วันเดียวกัน นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานคร นำหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักการโยธา สำนักการจราจรและขนส่ง สำนักสิ่งแวดล้อม สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และสำนักงานเขตพระนคร ตรวจความเรียบร้อยเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน และเส้นทางริ้วขบวนพระอิสริยยศ งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ จากถนนมหาราช ถนนท้ายวัง ถนนสนามไชย ถนนราชดำเนินใน ถึงถนนกลางท้องสนามหลวง เพื่อเตรียมความพร้อม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปลัดกทม.กำชับทุกหน่วยงานเร่งปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบตลอดเส้น ทางอย่างเต็มที่ อาทิ ขีดสีตีเส้นจราจรให้มีความชัดเจน ซ่อมแซมผิวจราจรที่เป็นหลุมบ่อ ถอดเสาโคมไฟที่ชำรุดตลอดแนวถนนมหาราชออก และให้ทาสีเสาไฟฟ้าส่องสว่างใหม่ให้สวยงาม ตกแต่งไม้ดอก ไม้ประดับบริเวณโคนต้นไม้ใหญ่ตลอดเส้นทางเสด็จฯ ให้มีความสวยงาม ในส่วนของสิ่งกีดขวางอื่นๆ ให้จัดเก็บให้เรียบร้อย โดยเร่งให้แล้วเสร็จก่อนจะซ้อมอีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 19 ต.ค.นี้ จากนั้นให้ดูแลให้คงความเรียบร้อยไปจนกว่าพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ จะแล้วเสร็จ

ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมช.คลัง กล่าวว่า เดินทางไปติดตามความคืบหน้าในการผลิตเหรียญที่ระลึกอนุสรณ์ พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ หลังจากที่กรมธนารักษ์เปิดให้ประชาชนจองได้ตั้งแต่วันที่ 16 มิ.ย. ถึงวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมาแล้ว ได้รับความสนใจจากประชาชนสั่งจองเป็นจำนวนมาก ก่อนจะเริ่มจ่ายเหรียญให้แก่ผู้สั่งจองได้ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย. เป็นต้นไป

รมช.คลัง กล่าวต่อว่า สำหรับเหรียญที่ระลึกมีทั้งหมด 3 แบบ คือ เหรียญที่ระลึกทองคำ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 26 ม.ม. น้ำหนัก 15 กรัม ราคาเหรียญละ 25,000 บาท มีผู้สั่งจอง 1,550 เหรียญ เหรียญที่ระลึกเงิน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 ม.ม. น้ำหนัก 15 กรัม ราคาเหรียญละ 1,000 บาท มีผู้สั่งจอง 27,000 เหรียญ และเหรียญที่ระลึกทองแดงรมดำพ่นทราย ขนาด 30 ม.ม. น้ำหนัก 13 กรัม ราคาเหรียญละ 50 บาท มีผู้สั่งจอง 550,000 เหรียญ ผู้ที่สั่งจองไว้สามารถรับเหรียญได้ที่จุดสั่งจอง

ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ กล่าวว่า สำหรับเหรียญที่ระลึกทองแดงรมดำพ่นทราย มีผู้สนใจสั่งจองเข้ามามาก สำนักกษาปณ์ กรมธนารักษ์ จึงสั่งผลิตเพิ่มเป็น 1,000,000 เหรียญ เพื่อที่จะนำอีก 450,000 เหรียญออกมาจำหน่ายด้วย โดยจะมีจำหน่ายระหว่างวันที่ 14-16 พ.ย. ในช่วงที่มีงานพระราชพิธีฯ ที่ท้องสนามหลวง ในบริเวณพระแม่ธรณีบีบมวยผม และใช้เพื่อจัดงานนิทรรศการต่ออีกในเดือนธ.ค.ด้วย รวมถึงที่กรมธนารักษ์ ส่วนในต่างจังหวัดจะจำหน่ายที่ธนารักษ์จังหวัด และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

นอกจากนี้ กรมธนารักษ์ กำลังเตรียมผลิตเหรียญใหม่ทั้งหมด 9 รูปแบบ ตั้งแต่เหรียญ 1 สตางค์ ถึง 10 บาท จำนวนกว่า 1,900 ล้านเหรียญ เพื่อนำออกมาหมุนเวียนใช้ในระบบตั้งแต่เดือนม.ค.2552 โดยใช้งบประมาณปี 2552 กว่า 2,000 ล้านบาท ถือว่าประหยัดต้นทุนการผลิตเหรียญกว่าเดิมถึง 1,000 ล้านบาทเศษ จากการผลิตในปี 2551 ในปริมาณการผลิตเท่ากัน แต่ใช้เงินถึง 4,000 ล้านบาทเศษ เนื่องจากราคาวัสดุที่ใช้ในการผลิตราคาแพง โดยเฉพาะการผลิตเหรียญบาท ที่ขาดทุนมากกว่า 200 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือ เหรียญ 25 สตางค์ และเหรียญ 50 สตางค์ ที่ขาดทุน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ในการผลิตเหรียญรุ่นใหม่ได้ปรับเปลี่ยนวัสดุใหม่ ทำให้ต้นทุนถูกลง และกรมธนารักษ์ไม่ขาดทุนจากการผลิตอีก

รมช.คลัง กล่าวอีกว่า ส่วนจำนวนการผลิต จะผลิตเหรียญ 10 บาท จำนวน 120 ล้านเหรียญ ยังคงแบบเดิม เช่นเดียวกับเหรียญ 1 บาท ผลิต 160 ล้านเหรียญ เหรียญ 1 สตางค์ 5 สตางค์ และ 10 สตางค์ ผลิตอย่างละ 100,000 เหรียญ ขณะที่เหรียญ 5 บาทจะผลิต 276 ล้านเหรียญ โดยจะปรับเปลี่ยนรูปแบบและวัสดุการผลิตเล็กน้อย ขนาดจะบางและน้ำหนักจะเบากว่าเดิม จาก 3.4 กรัมเป็น 3 กรัม ส่วนเหรียญ 2 บาท ผลิต 20 ล้านเหรียญ เปลี่ยนใหม่จากสีเงินที่ผลิตจากอะลูมิเนียมบรอนซ์ เป็นสีเหลืองที่ผลิตจากนิเกิลไส้เหล็ก ฉาบสีเหลือง คล้ายกับเหรียญ 50 สตางค์ ที่ผลิตออกมา 180 ล้านเหรียญ และเหรียญ 25 สตางค์ ที่ผลิต 216 ล้านเหรียญ โดยใช้อะลูมิ เนียมไส้เหล็กชุบทองแดง คาดว่าจะไม่ทำให้เกิดความสับสนในการใช้จ่ายอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการปรับเปลี่ยนเหรียญในครั้งนี้ อาจมีผลกระทบต่อระบบตู้อัตโนมัติหยอดเหรียญต่างๆ บ้าง โดยเฉพาะเหรียญ 5 บาท ทำให้ผู้ประกอบการตู้อัตโนมัติต่างๆ ต้องไปปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้แยกเหรียญเหล่านี้ใหม่อีกครั้ง ขณะที่เหรียญ 2 บาท แบบเก่า กรมธนารักษ์อาจจะไม่ใช้หมุนเวียนในระบบอีกต่อไป เพราะรูปร่างใกล้เคียงกับเหรียญบาท ที่ผ่านมาทำให้ประชาชนเกิดความสับสน และใช้ผิดพลาดบ่อยครั้ง จึงอาจจะเก็บคืนมา เพื่อนำไปหลอมทำลายต่อไป แต่สำหรับเหรียญอื่นๆ นั้น ยังคงใช้ในระบบตามเดิมต่อไปได้
ที่มา ข่าวสด