พลเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.รอบแรก “ปลื้ม”มาแรงติดอันดับ 1 ถูกใจสาว-วัยโจ๋ “สุขุมพันธุ์” บี้ติด “แซม-แก้วสรร” ตามห่างๆ ชี้ปัญหาเร่งด่วน”จราจร-เศรษฐกิจ-ปากท้อง” “ประภัทร์” ทำ “ยุรนันท์” จ๋อย ปัดเป็นทีมงาน อ้างเตรียมตัวชิงผู้ว่าฯรฟม.

ม.ล.ณัฎฐกรณ์ เทวกุล หรือ “ปลื้ม” ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) หมายเลข 8 ได้รับคะแนนนิยมเหนือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครหมายเลข 2 พรรคประชาธิปัตย์ นายยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือ “แซม”ผู้สมัครหมายเลข 10 พรรคเพื่อไทย และนายแก้วสรร อติโพธิ ผู้สมัครหมายเลข 12

ทั้งนี้ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ แถลงเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ถึงผลวิจัยโพลล์เลือกตั้ง เรื่อง “โค้งแรกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ใครนำใครตาม” กรณีศึกษาประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งในเขต กทม.ช่วงวันที่ 3-8 ธันวาคมที่ผ่านมา จำนวนทั้งสิ้น 2,207 ตัวอย่าง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 81.3 ยังไม่ทราบวันเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ที่กำหนดเลือกตั้งวันที่ 11 มกราคม 2552 ขณะที่ร้อยละ 18.7 ระบุว่าทราบแล้ว

ดร.นพดลกล่าวว่า ประเด็นที่ถามถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ตั้งใจจะเลือกเป็นผู้ว่าฯกทม. พบว่า ร้อยละ 37.0 ตั้งใจจะเลือก ม.ล.ณัฎฐกรณ์ อันดับ 2 คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้ร้อยละ 36.4 อันดับ 3 นายยุรนันท์ ได้ร้อยละ 17.3 ขณะที่ร้อยละ 9.3 ตั้งใจจะเลือกคนอื่นๆ เช่น นายแก้วสรร อติโพธิ นายสุเมธ ตันธนาศิริกุล นางลีนา จังจรรจา เป็นต้น

“เมื่อจำแนกกลุ่มคนที่ถูกศึกษาตามเพศ พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้หญิงมีสัดส่วนของคนที่ตั้งใจจะเลือก ม.ล.ณัฏฐกรณ์ มากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่เป็นชายอยู่เล็กน้อย คือร้อยละ 38.3 ต่อร้อยละ 35.5 ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่เป็นชาย มีสัดส่วนของคนที่ตั้งใจจะเลือก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ มากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่เป็นหญิงอยู่เล็กน้อย คือร้อยละ 37.3 ต่อร้อยละ 35.6 ขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่ตั้งใจจะเลือกนายยุรนันท์ มีสัดส่วนไม่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มตัวอย่างที่เป็นชายกับกลุ่มตัวอย่างที่ เป็นหญิง คือ ร้อยละ 17.0 ต่อร้อยละ 17.5� ดร.นพดลกล่าว

ดร.นพดลกล่าวว่า เมื่อจำแนกตามกลุ่มช่วงอายุ พบประเด็นที่น่าพิจารณาคือ ม.ล.ณัฎฐกรณ์ได้รับการสนับสนุนแรงจากกลุ่มช่วงอายุ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มตัวอย่างที่อายุต่ำกว่า 20 ปี กลุ่มตัวอย่างที่อายุระหว่าง 20-29 ปี และกลุ่มตัวอย่างอายุ 40-49 ปี คือ ร้อยละ 33.8 ต่อร้อยละ 39.4 และร้อยละ 39.4 ตามลำดับ ขณะที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ได้รับการสนับสนุนแรงจากกลุ่มช่วงอายุสองกลุ่ม คือ กลุ่มคนอายุ 30-39 ปี และกลุ่มคนอายุ 50 ปีขึ้นไป คือ ร้อยละ 40.8 และร้อยละ 39.5 ตามลำดับ เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษา พบว่า ม.ล.ณัฎฐกรณ์ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มตัวอย่างที่มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญา ตรี และปริญญาตรี ในสัดส่วนที่เท่ากัน คือ ร้อยละ 37.4 ขณะที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ได้รับการสนับสนุนมากที่สุดจากกลุ่มตัวอย่างที่มีการศึกษา สูงกว่าปริญญาตรี คือร้อยละ 61.7 และปริญญาตรีร้อยละ 42.0 ขณะที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มตัวอย่างที่มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีอยู่ ร้อยละ 32.8 ตามลำดับ

ดร.นพดลกล่าวว่า กลุ่มอาชีพที่สนับสนุน ม.ล.ณัฎฐกรณ์ คือ กลุ่มข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 42.7 กลุ่มแม่บ้านรวมทั้งผู้เกษียณอายุ ร้อยละ 38.8 และกลุ่มรับจ้างใช้แรงงานทั่วไป ร้อยละ 38.6 ขณะที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 41.2 กลุ่มผู้ค้าขายส่วนตัว ร้อยละ 40.1 และกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 37.4 ตามลำดับ สำหรับปัญหาเร่งด่วนของคนกรุงเทพฯ ที่กลุ่มตัวอย่างอยากให้แก้ไขคือ ปัญหาจราจร ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง

ด้าน ม.ล.ณัฏฐกรณ์ได้ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวผลโพลที่มีคะแนนนิยมเป็น อันดับหนึ่ง โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ปนเสียงหัวเราะว่า “ผมไม่ขอพูดอะไรตอนนี้ และไม่ได้มีใครสั่งไม่ให้ผมพูดด้วย”

ขณะที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าวว่า ไม่เป็นห่วงเรื่องนี้ ถึงแม้จะเป็นผู้สมัครหน้าใหม่แต่ก็ยังดีใจที่ยังอยู่อันดับที่สอง ขอแสดงความยินดีกับ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ด้วย ที่นำมาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนตัวนั้นไม่ชอบนำใครอยู่แล้ว แต่ก็ไม่อยากตกอันดับ หรือถูกทิ้งห่างมากนัก เรื่องนี้ไม่ได้หนักใจ เพราะเข้าใจว่าการสำรวจนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังเหลือเวลาอีกยาวนาน

ด้านนายยุรนันท์ พร้อมทีมงานได้ออกหาเสียงเป็นครั้งแรกบริเวณป้ายรถเมล์ ลานวิคตอรี่ พอยท์ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งได้รับการต้อนรับจากประชาชนที่เดินทางสัญจรไปมา ต่างเข้ามาขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึก โดยนายยุรนันท์กล่าวว่า การเลือกลงพื้นที่ครั้งแรกที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เนื่องจากถือเป็นสะดือ หรือจุดศูนย์กลางของกรุงเทพฯ ที่มีผู้คนหลากหลายอาชีพ ทุกเพศทุกวัยสัญจรไปมามากมาย ส่งผลให้การจราจรพลุกพล่าน จากจุดนี้จึงต้องการนำเสนอนโยบายด้านจราจร โดยจะปรับปรุงระบบขนส่งมวลชนให้เป็นระบบอย่างแท้จริง คือ จะมีเพิ่มรถขนส่งมวลชนให้เพียงพอกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะจัดทำโครงการรถประจำทางสาธารณะของ กทม.ขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อให้คน กทม.ได้สัญจรไปมาฟรี

“จะต้องให้ทุกคนได้ใช้ระบบรถไฟฟ้าอย่างทั่วถึง คือ ให้มีความสะดวกสบายสามารถรับส่งคนจากประตูบ้านไปยังสถานีรถไฟฟ้าแต่ละสถานี ได้ เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ซึ่งในต่างประเทศระบบเหล่านี้มีความรัดกุมและสะดวกสบายมาก ขณะเดียวกันยังมีนโยบายรองรับสถานการณ์เศรษฐกิจตกต่ำในปี 2552 โดย กทม.จะทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการประสานงานให้คน กทม.สามารถกู้เงินดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารของรัฐได้สะดวกขึ้น เพื่อลดปัญหาการกู้ยืมเงินนอกระบบ เบื้องต้นจะเป็นผู้ประสานงานระหว่างธนาคารออมสิน”นายยุรนันท์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีนายยุรนันท์ได้นัดพบกับนายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.พรรคพลังประชาชน เพื่อหารือถึงนโยบายการจราจร ก่อนจะมีการแถลงข่าวเรื่อง “นโยบายจราจร” ที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ตากสิน ตั้งเต่เวลา 14.30 น. แต่ภายหลังการหารือร่วมกัน นายประภัสร์ไม่ได้ร่วมแถลงข่าวด้วย

โดยนายประภัสร์ให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่า ไม่ได้เป็นหนึ่งในทีมงานของนายยุรนันท์ เพราะต้องเข้าคัดสรรผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในสัปดาห์หน้า ทำให้ไม่มีเวลาในการเข้าร่วมงานอย่างเต็มที่ แต่เมื่อมีการขอข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางแก้ปัญหาจราจรด้วยรถไฟฟ้าก็ยินดีเสมอ และไม่ว่าจะเป็นผู้สมัครรายใดก็พร้อมจะให้ข้อมูลทุกคน

ที่มา ข่าวสด