ในหลวงเสด็จฯพร้อมด้วยพระราชินี ทรงประกอบพิธียกฉัตรขาว 7 ชั้น
October 20, 2008
ในหลวง”เสด็จฯพร้อมด้วย”พระราชินี”ทรงประกอบพิธียกฉัตรขาว 7 ชั้น”สัปตปฎลเศวตฉัตร”ขึ้นสู่ยอดพระเมรุวันนี้ ในพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ เทิดพระเกียรติอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ เผยพระราชครูพราหมณ์กำหนดฤกษ์ศุภมงคลตั้งแต่เวลา 16.59-17.29 น. นายกฯพร้อมด้วยเหล่าข้าราชบริพาร และข้าราชการรับเสด็จ ด้าน”สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ”เสด็จฯยังหอประชุมจุฬาฯ ทรงเป็นประธานบูชาครูด้านดนตรี-นาฏศิลป์ไทยที่จะใช้บรรเลงในพระราชพิธีพระศพ ส่วนการซ้อมริ้วขบวนอิสริยยศก็ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย ท่ามกลางประชาชนที่มารอดูท่าม กลางสายฝนจนกระทั่งจบพิธี
เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 19 ต.ค. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำ เนินทรงเป็นประธานในพิธีบูชาครูด้านดนตรี และนาฏศิลป์ แก่ผู้ร่วมบรรเลงประโคมและการแสดงมหรสพสมโภช ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ณ หอประชุมจุฬาลง กรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีนายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร ศ.น.พ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เฝ้าฯรับเสด็จ พร้อมเหล่าศิลปิน นักเรียน นักศึกษาที่จะแสดงในวันงานพระราชพิธี เข้าร่วมบูชาครูประมาณ 500 คน

จากนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ยังภายในหอประชุมจุฬาฯ ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย วงดนตรีไทยบรรเลงเพลงสาธุการ ทรงกราบ และเสด็จฯไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายสักการะพระรูปสมเด็จพระเจ้าพี่ นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ทรงกราบ จากนั้นทรงจุดธูปเทียนท้ายที่นั่งบูชาครู ทรงสุหร่ายทรงโปรยข้าวตอกดอกไม้ที่เครื่องดนตรีไทย ทรงวางพวงมาลัยที่หน้าตะโพน เสด็จฯไปยังโต๊ะเครื่องสังเวย ทรงจุดธูปหางปักที่เครื่องสังเวยเสร็จแล้วประทับพระราชอาสน์
นาย เกรียงไกร กราบบังคมทูลรายงานและขอพระราชทานพระราชานุญาตเบิกนายสิริชัยชาญ ฟักจำรูญ ผู้ประกอบพิธีบูชาครู ต่อมาผู้ประกอบพิธีบูชาครู เริ่มพิธีบูชาครู โดยใช้ระยะเวลากว่า 1 ชั่วโมง จึงเสร็จพิธี หลังจากเสร็จพิธี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงกราบพระรัตนตรัย พระรูปสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ และโต๊ะบูชาครู จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ
นายสิริชัยชาญ กล่าวว่า การประกอบพิธีในครั้งนี้ เพื่อบูชาครูและขอพรจากบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ ขอให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ผู้แสดงในงานมหรสพ และขอให้การดำเนินงานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ซึ่งเป็นไปตามโบราณราชประเพณี ทั้งนี้พิธีบูชาครูดนตรี นาฏศิลป์เป็นพิธีที่สำคัญมากของศิลปินที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ แสดงถึงความกตัญญูของศิษย์ที่มีต่อครู ขณะเดียวกันก็เชื่อกันว่า นอกจากมีครูที่เป็นมนุษย์แล้ว ยังมีครูที่เป็นเทพเจ้า ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดสรรพวิชาการ เช่น พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม เป็นต้น ดังนั้นพิธีบูชาครูจึงมีความสำคัญ และได้รับการสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน
“ในฐานะที่สมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯ มีพระราชดำริให้จัดมหรสพทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ พระองค์ทรงแนะนำให้เหล่าศิลปินนักแสดง ของกรมศิลปากร ค้นคว้าตำราวิชาการต่างๆเพื่อศึกษาการจัดพิธีมหรสพ เพราะนักแสดงต้องใช้เวลามากกว่า 11-12 ชั่วโมงในการแสดง ทำให้กรมศิลปากรได้ค้นพบตำราดนตรีไทยของครูที่ได้บันทึกไว้เป็นโน้ตสากล ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2479 เพื่อนำมาใช้บรรเลงในพิธีมหรสพดังกล่าว นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ เป็นล้นพ้น ที่พระองค์ได้ทรงแนะนำเรื่องดังกล่าว” นายสิริชัยชาญ กล่าว
ด้านนายเกรียงไกร กล่าวว่า ผู้ที่มาเข้าเฝ้าฯต่างปลาบปลื้มและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานในพิธีบูชาครู ก่อนการแสดงมหรสพสมโภชในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่ นางเธอฯ ซึ่งพิธีบูชาครู จะทำให้ศิษย์ได้แสดงถึงความกตัญญู ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้จะทำให้เกิดความสิริมงคลในการทำงานและ ขอให้การจัดมหรสพครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่จะเริ่มพิธีในเวลา 09.30 น. ฝนได้โปรยปรายมาอย่างหนักอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อถึงเวลาที่สมเด็จพระเทพฯได้เสด็จพระราชดำเนินมาถึงยังหอประชุม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเริ่มพิธีบูชาครูฝนได้หยุดตกท้องฟ้าเปิดแจ่มใส มีแสงแดดรำไรอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้เข้าร่วมพิธีในหอประชุม วิพากษ์วิจารณ์ถึงความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพระราชพิธีพระราช ทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในวันที่ 20 ต.ค.นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินทรงยกสัปตปฎลเศวตฉัตรยอดพระเมรุ ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง ในเวลา 16.45 น. ตามที่พระราชครูวามเทพมุนี หัวหน้าเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ได้กำหนดฤกษ์ศุภมงคล เวลา 16.59 น. เป็นปฐมฤกษ์ ไปจนถึงเวลา 17.29 น. เป็นที่สุดแห่งฤกษ์ โดย”สัปตปฎลเศวตฉัตร” ที่กรมศิลปากรได้จัดทำขึ้น เป็นฉัตรขาว 7 ชั้น พระอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ มีลักษณะเป็นฉัตรผ้าทรงกลม 7 ชั้น สูง 4.55 เมตร คันฉัตรทำด้วยสเตนเลสทาสีทอง กำพูฉัตรเป็นไม้กลึงแกะสลักปิดทอง ระบายฉัตรแต่ละชั้นเป็นผ้าลินินสีขาวทับซ้อนกัน 3 ชั้นไล่ระดับ ชายผ้าทุกชั้นขลิบแถบดิ้นสีทองโดยรอบ ที่โครงระบายฉัตรชั้นที่ 1 ห้อยดอกจำปาสีทอง 8 สาย สายละ 8 ดอก ส่วนยอดฉัตรเป็นไม้กลึงปิดทองสูง 1.16 เมตร
ด้าน น.อ.อาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปา กร ในฐานะประธานคณะทำงานในการจัดสร้างพระเมรุของกรมศิลปากร กล่าวว่า ขณะนี้คณะทำงานได้ดำเนินการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว โดยในเวลา 16.59 น. วานนี้(19 ต.ค.) คณะทำงานได้ยกโครงตรียอดสัปตปฎลเศวตฉัตร เข้าประจำจุดทางด้านทิศใต้ของพระเมรุ ซึ่งเป็นการดำเนินตามฤกษ์ศุภมงคล หลังจากนี้ก็จะเหลือเพียงเก็บงานเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งนี้จากเหตุการณ์ที่มีฝนตกหนักในช่วงเช้าวันที่ 19 ต.ค.นั้น ทำให้ทางคณะทำงานก็จะได้เตรียมพร้อมเพื่อป้องกันเหตุน้ำท่วมขังที่อาจจะเกิด ขึ้นด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับหมายกำหนดการพระราชพิธี ในวันที่ 20 ต.ค.นั้น ในเวลา 16.00 น. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลา โหม ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการจัดงาน พระบรมวงศานุวงศ์ องคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนผู้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพร้อมกัน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง จากนั้นในเวลา 16.45 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราช ดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระที่นั่งทรงธรรม ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง
เวลา 17.00 น. รถยนต์พระที่นั่งเทียบที่หน้าพระที่นั่งทรงธรรม แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี จากนั้น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ นายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร และคณะกรรมการ เฝ้าฯรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชปฏิสันถารกับคณะกรรมการ และเสด็จประทับพระราชอาสน์ ที่มุขหน้าพระที่นั่งทรงธรรม
นายสมชาย กราบบังคมทูลรายงาน และเบิกคณะกรรมการสร้างพระเมรุ ต่อมาโหรหลวงทำพิธีบูชาฤกษ์ ที่ศาลบูชาเทวดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปยังที่ประดิษฐานสัปตปฎลเศวตฉัตร ทรงเจิมสัปตปฎลเศวตฉัตร อธิบดีกรมศิลปากร ถวายสายสูตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงถือสายสูตร ยกยอดสัปตปฎลเศวตฉัตร ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย ประโคมสังข์ แตรและดุริยางค์ จากนั้นเจ้าหน้าที่ยกเชิญเศวตฉัตรสวมบนปลียอด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานสายสูตรให้อธิบดีกรมศิลปากร รับไปผูกไว้ที่เสาบัวกลุ่ม จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรพระเมรุ และเสด็จพระราชดำเนินกลับโดยรถยนต์พระที่นั่ง
ที่สนามหลวง สถานที่จัดงานพระราชพิธีพระราช ทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ซึ่งกองทัพบก ได้จัดซ้อมริ้วขบวนพระอิสริยยศ ในสถานที่จริงเป็นครั้งที่ 2 โดยจัดซ้อมทั้งสิ้นรวม 5 ริ้วขบวนจาก 6 ริ้วขบวน เคลื่อนขบวนจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ออกถนนท้ายวัง ผ่านถนนสนามไชย ถนนราชดำเนินใน และถนนกลางท้องสนามหลวง เข้าสู่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมีทหารทั้ง 3 เหล่าทัพ ประกอบด้วยกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ จำนวนกว่า 3,000 นาย ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงต่างๆ ราชนิกุล ครู นักเรียน โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ร่วมริ้วขบวน
สำหรับกำหนดการเริ่มซ้อมริ้ว ขบวน เริ่มขึ้นในเวลา 07.00 น. แต่เนื่องจากมีเมฆครึ้มหนาและฝนตกหนักลงมาในเวลา 07.00 น. ทำให้เริ่มซ้อมริ้วขบวนช้าออกไปเล็กน้อย ทั้งนี้ริ้วขบวนที่ 1 เริ่มตั้งขบวนพระราชพิธี ด้านท้ายวัง พระบรมมหาราชวัง จากนั้นอัญเชิญพระโกศออกจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ขึ้นบนพระยานมาศสามลำคาน เคลื่อนออกจากประตูเทวาภิรมย์ ด้านท้ายวังไปตามถนนมหาราช เลี้ยวซ้ายเข้าแยกท้ายวัง จากนั้นเมื่อเคลื่อนมาถึงพระมหาพิชัยราชรถ ได้อัญเชิญพระโกศเทียบเกรินบันไดนาค เลื่อนพระโกศยกฉัตรขึ้นประจำพระมหาพิชัยราชรถ ทั้งนี้ในวันพระราชพิธีจริง บริเวณนี้เป็นจุดที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทอดผ้าไตร 20 ไตร จำนวน 4 เที่ยว จากนั้นเสด็จฯ กลับพลับพลายก
จากนั้นพนักงานภูษามาลา ถวายบังคม ประคองพระโกศ พนักงานเริ่มกว้านพระโกศขึ้นเสมอบนพระมหาพิชัยราชรถ เลื่อนเกรินเชิญพระโกศขึ้นสู่บุษบกพระมหาพิชัยราชรถ เคลื่อนพระโกศเข้าประจำในพระมหาพิชัยราชรถ และพลฉุดชักราชรถจากกรมสรรพาวุธทหารบก ถวายบังคม 3 ครั้ง แล้วยืน ขบวนเริ่มเคลื่อนเข้าสู่เขตมณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ได้เข้าร่วมการฝึกซ้อมริ้วขบวนที่ 2 โดยเดินนำหน้าพระมหาพิชัยราชรถ รวมทั้งทหารม้า 1 คู่ นำขบวน และเมื่อพระมหาพิชัยราชรถเคลื่อนผ่านทหารกองเกียรติยศ เพื่อเทียบเกรินบันไดนาค เชิญพระโกศลงเกริน พระยานมาศสามลำคานเทียบรอ เลื่อนพระโกศประดิษฐานบนพระยานมาศ เคลื่อนเข้าสู่พระเมรุ เวียนซ้ายพระเมรุ 3 รอบ จากนั้นพระโกศประดิษฐานบนพระเมรุ ตั้งบนจิตกาธาน เป็นอันเสร็จพิธีซ้อมริ้วขบวน 1, 2 และ 3 ในภาคเช้า
ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เวลา 10.00 น. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้เดินทางมาถึงพระที่นั่งทรงธรรม อาคารประกอบพระเมรุ พร้อมทั้งนั่งชมการซ้อมพระราชพิธี ร่วมกับ น.อ.อาวุธ เงินชูกลิ่น ประธานคณะทำงานจัดสร้างพระเมรุฯ และนายธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ระหว่างนั้นนายสมชาย ได้กล่าวทักทายกับผู้สื่อข่าว ว่า ตั้งใจมาชมการซ้อมขบวนพระราชพิธีตั้งแต่ขบวนที่ 1 และร่วมซ้อมเดินในริ้วขบวนที่ 3 ซึ่งได้เคยซ้อมในริ้วขบวนที่ 4 ไปแล้ว เมื่อวันที่ 12 ต.ค. ที่ผ่านมา และตั้งใจว่าในการซ้อมแต่งกายเหมือนจริงในวันที่ 2 พ.ย. จะเดินทางมาร่วมซ้อมทุกริ้วขบวนตั้งแต่เวลา 07.00 น
ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ขณะที่นายสมชาย ยังนั่งรออยู่ที่พระที่นั่งทรงธรรม เพื่อรอซ้อมริ้วขบวนที่ 3 ระหว่างนั้น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ได้เดินเข้ามานั่งพักภายในพระที่นั่งทรงธรรม หลังจากซ้อมริ้วขบวนที่ 2 เสร็จเรียบร้อยแล้ว นายสมชายได้ลุกขึ้นกล่าวทักทาย พร้อมทั้งพูดคุยกันเล็กน้อย ก่อนที่จะกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ได้เดินตามเข้าไป และนั่งที่เก้าอี้โดยมีระยะห่างจากเก้าอี้ของนายกรัฐมนตรี 3 ตัว และได้พูดคุยกันเป็นระยะ ต่อมานายกรัฐมนตรีได้ลุกเดินไปนั่งเก้าอี้ติดกับพล.อ.อนุพงษ์ และพูดคุยกันด้วยเสียงที่เบามาก เมื่อถึงเวลาของการซ้อมริ้วขบวนที่ 3 ผู้สื่อข่าวได้พยายามถามนายกรัฐมนตรีว่าได้พูดคุยกับพล.อ.อนุพงษ์ เรื่องอะไรบ้าง แต่นายกรัฐมนตรี ไม่ขอตอบคำถามดังกล่าว จากนั้นได้เดินเข้าซ้อมในริ้วขบวนที่ 3 โดยยืนอยู่ในตำแหน่งติดกับพล.อ.อนุพงษ์ ด้วย
สำหรับภาคบ่ายเป็นการ ซ้อมริ้วขบวนฯที่ 4-5 เริ่มเวลา 14.00 น.เป็นริ้วขบวนอัญเชิญพระโกศ พระอัฐิ โดยพระที่นั่งราเชนทรยาน พร้อมอัญเชิญพระสรีรางคารโดยพระวอสีวิกากาญจน์ โดยทหารบรรเลงเพลงมหาฤกษ์ ก่อนจะเชิญพระโกศพระอัฐิเข้าสู่ถนนกลางท้องสนามหลวง เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนราชดำเนิน ใน เคลื่อนสู่ถนนหน้าพระลาน เข้าประตูวิเศษไชยศรี ในพระบรมมหาราชวัง ส่วนริ้วขบวนที่ 5 เป็นการเชิญพระโกศ พระอัฐิ โดยพระที่นั่งราเชนทรยาน ใช้เส้นทางจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทไปยังพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

ผู้ สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการซ้อมริ้วขบวนครั้งที่ 2 ว่า ในช่วงเช้าเวลา 07.00 น. ได้มีฝนตกลงมาอย่างหนักเป็นเวลานานกว่า 2 ชั่วโมง แต่กำหนดการซ้อมยังคงเป็นไปตามเดิม โดยขณะที่ริ้วขบวนที่ 1 เคลื่อนมาถึงบริเวณด้านหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และอัญเชิญพระโกศเข้าประจำพระมหาพิชัยราชรถเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างหนักกลับเบาเม็ดลงและซาหายไปเมื่อพระมหา พิชัยราชรถเคลื่อนเข้าสู่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เป็นที่ฮือฮาของประชาชนที่มาเฝ้าชมจำนวนมาก แม้ว่าจะบางตากว่าการซ้อมริ้วขบวนครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากฝนตก แต่ประชาชนก็ไม่ย่อท้อ ยังคงกางร่มหรือบางรายสวมเสื้อกันฝนเดินฝ่าสายฝน เพื่อเข้าไปชมริ้วขบวนใกล้ๆ
ด้านพระราชครูวามเทพมุนี หัวหน้าพราหมณ์เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ กล่าวภายหลังการซ้อมพระราชพิธีฯ ว่า การซ้อมริ้วขบวนพระราชพิธี เป็นไปด้วยความราบรื่นและเป็นมงคล เนื่องจากตั้งแต่เช้าได้เกิดฝนตกหนัก แต่เมื่อริ้วขบวนพระโกศเคลื่อนสู่พระมหาพิชัยราชรถ ฝนก็หยุดตกทันที แสงอาทิตย์ส่องสว่าง นำพระมหาพิชัยราชรถสู่พิธีการซ้อมได้อย่างลุล่วงด้วยดี คิดว่าเพราะพวกเรามีปณิธานที่ดีมาก มีความตั้งใจ ถึงจะมีฝนตกหนัก แต่ก็ไม่มีอุปสรรค ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ ส่วนในวันที่ 20 ต.ค. ซึ่งจะมีพระราชพิธียกสัปตปฎลเศวตฉัตร ยอดพระเมรุ นั้น ในช่วงเช้า เวลา 09.00 น. จะมีการบวงสรวงเพื่อบอกกล่าวเทพยดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์และครูช่าง ให้ประทานพรอันเป็นมงคลให้พระเมรุนี้เป็นสถานที่ส่งเสด็จสมเด็จพระเจ้าพี่ นางเธอฯ ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ส่วนช่วงเย็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธียกสัปตปฎลเศวตฉัตรยอดพระเมรุ ในฤกษ์ศุภมงคล เวลา 16.59 น. เป็นปฐมฤกษ์ ไปจนถึงเวลา 17.29 น. เป็นที่สุดแห่งฤกษ์
นายธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ กล่าวว่า ตนได้เข้ามาดูแลการประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับพิธีการตาม โบราณราชประเพณี รวมทั้งจัดระเบียบการถ่ายภาพแก่สื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ในวันพระราชทานเพลิงพระศพ คาดว่าจะมีสื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจมาทำข่าวเป็นจำนวนมาก เพราะถือเป็นโบราณราชประเพณีที่สำคัญ หนึ่งเดียวของโลก โดยนายกรัฐมนตรี ได้กำชับว่าให้ดูแลพระราชพิธีนี้ให้ดี เพราะมีความสำคัญที่สุด และจะมีการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ เพื่อรายงานความคืบหน้าและเตรียมความพร้อมในงานพระราชพิธีของคณะกรรมการทุก ฝ่าย ในวันที่ 29 ต.ค.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การซ้อมริ้วขบวนอิสริยยศ พิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ในวันเดียวกันนี้ มีประชาชนมาร่วมชมเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางสายฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่ก็รอดูการซ้อมขบวนอิสริยยศจนครบทั้ง 5 ริ้วขบวน
ที่มา ข่าวสด