ตึกถล่ม ! ไฟไหม้โรงงานเย็บผ้าส่งออกบางคอแหลม
December 31, 2008
ไฟไหม้รง.เย็บผ้าส่งนอก ย่านบางคอแหลมวอด ตึกถล่ม ! พนักงานนับร้อยหนีกระเจิงงานเลี้ยงปีใหม่ คาดเสียหายหลายร้อยล้านบาท ตร.เตรียมเรียกเจ้าของ สอบหาสาเหตุเช้าวันนี้ ขณะที่ ผอ.บางคอแหลมประกาศเป็นพื้นที่”ภัยพิบัติ”ประกาศปิดกิจการ-รื้อถอนใน 60 วัน
เมื่อเวลา 23.30 น.วันที่ 30 ธ.ค.พ.ต.ท.ฤกษณะ จันทร์ประเสริฐ สารวัตรเวรสอบสวน สน.วัดพยาไกร รับแจ้งเกิดเหตุไฟไหม้โรงงานเย็บผ้าส่งออกนอก ภายในซอยเจริญกรุง 85 แยกซอยสุดประเสิรฐ 4 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กทม.จึงประสานเจ้าหน้าที่รถดับเพลิงจากนั้นรุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์สูง 7 ชั้น เป็นโรงงานเย็บเสื้อผ้าส่งออกชื่อบริษัทเพรสซิเด้นท์นิตติ้ง แอ็นด์การ์เม้นท์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 817 ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ พบว่าไฟกำลังลุกไหม้อย่างรุนแรงและลามไปทุกชั้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากมีผ้า เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้เร่งระดมน้ำจากรถดับเพลิงกว่า 20 คันเข้าใส่เพื่อควบคุมเพลิงแต่ก็ไม่เป็นผล เปลวไฟยังคงลุกโชนอย่างต่อเนื่อง และได้ลุกลามไปยังอาคารด้านหน้าที่เพิ่งต่อเติมขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในอาคาร 7 ชั้น เป็นโกดังเก็บเสื้อผ้า จึงเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีในการติดไฟ แม้เวลาจะผ่านไปแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ ขณะเดียวกันก็ได้มีการประสานให้นำรถดับเพลิงบริเวณใกล้เคียงมาช่วยเสริมอีก จำนวนมาก ท่ามกลางไฟที่ยังไหม้โหมลุกลามไปทั้งตัวอาคาร และเวลาประมา 03.30 น.โครงเหล็กเต็นท์ผ้าใบก็ได้ล้มลงมาทำให้มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 1 ราย กระทั่งเวลาประมาณ 03.45 น.เจ้าหน้าที่ได้ระดมฉีดน้ำเข้าใส่จนสามารถความคุมเพลิงไว้ได้ เหลือเพียงเปลวควันที่พวยพุ่งขึ้นมา แต่หลังจากนั้นประมาณ 15 นาที ไฟก็ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งที่อาคารหลังแรก เจ้าหน้าที่ต้องรีบระดมฉีดน้ำเข้าใส่อีกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ ขณะที่ผนังพื้นภายในอาคารได้ร่วงลงมาตั้งแต่ชั้น 7 ลงมากองบริเวณชั้นล่างจนเห็นโครงเหล็กของอาคาร นอกจากนี้ ผนังด้านหลังอาคารก็ได้ร่วงลงมาเป็นระยะ ๆ ถูกเจ้าหน้าที่ดับเพลิงบาดเจ็บเล็กน้อย 3 ราย
ต่อมา เวลา 04.25 น.ไฟได้ลุกไหม้อย่างรุนแรงอีกครั้งทั้ง 2 อาคาร พร้อม ๆ ผนังปูนในอาคารก็ได้ร่วงลงมาเป็นระยะ ๆ พร้อมกับถุงผ้าขนาดใหญ่จำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่ยังคงฉีดน้ำเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง แต่ก็เริ่มหยุดฉีดน้ำเนื่องจากยังมีผ้าจำนวนมากอยู่ในอาคารเพราะหากยังฉีด น้ำก็ยังไม่สามารถควบคุมได้ จึงทำเพียงฉีดน้ำเลี้ยงไม่ให้ไฟลุกลามเท่านั้น
จากการสอบปากคำพนักงานบริษัทเบื้องต้นทราบว่า เวลาประมาณ 18.00 น.ทางบริษัทได้จัดงานเลี้ยงปีใหม่ให้กับบรรดาพนักงานบริเวณด้านหน้าอาคารดัง กล่าว กระทั่ง เวลาประมาณ 23.20 น.ขณะที่งานเลี้ยงกำลังจะเลิก ก็ได้ยินเสียงดังตูมออกมาจากอาคารสูง 7 ชั้น จำนวน 2 ครั้งจากนั้นก็มีเปลวไฟพวยพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากชั้น 3 เมื่อมองขึ้นไปก็พบว่าไฟไหม้ลุกท่วม คนงานชายพยายามจะขึ้นไปดับไฟ แต่เมื่อจะเดินขึ้นไปก็พบว่าไฟได้ลุกไหม้ลามไปยังชั้นอื่น ๆ แล้ว
พนักงานบริษัทดังกล่าวยังกล่าวว่า บริษัทดังกล่าวประกอบกิจการเย็บเสื้อผ้าส่งออกต่างประเทศ มีนายง่า แซ่เล้า อายุ 50 ปี เป็นเจ้าของ โดยเปิดมาหลายสิบปีแล้ว ทราบว่าโรงงานดังกล่าวมี 2 โรงงาน สำหรับโรงงานที่เกิดเพลิงไห้มีพนักงานทั้งหมดกว่า 200 คน เมื่อเกิดเพลิงไหม้ขึ้นมาก็รู้สึกกลัวว่าบริษัทจะเจ๊งและพนักงานจะต้องออก กันเป็นจำนวนมาก
นายวันชัน ถนอมทรัพย์ ผอ.บางคอแหลมที่เดินทางมาอำนวยการควบคุมเพลิง กล่าวว่า การควบคุมเพลิงครั้งนี้ต้องใช้รถดับเพลิงประมาณ 100 คัน เนื่องจากเป็นโรงงานขนาดใหญ่ภายในอาคาร 7 ชั้นและ 4 ชั้น โดยเก็บผ้าเต็มทุกชั้น มีคนงานประมาณ 100 คน จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดไฟไหม้ทางบริษัทได้จัดงานเลี้ยงปีใหม่ ก็เห็นไฟลุกไหม้ที่ชั้น 3 พนักงานชายจึงช่วยกันใช้ถังดับเพลิงฉีดเข้าใส่แต่ก็ควบคุมไม่ได้ จึงรีบแจ้งหน่วยดับเพลิงบางคอแหลม แต่เมื่อไปถึงก็พบว่าไฟไหม้ลุกลามเร็วมาก จึงสั่งให้พนักงานออกจากอาคารทั้งหมด จากนั้นจึงเข้าสำรวจก็พบว่าไฟไหม้ลุกลามจากอาคาร 4 ชั้นไปยังอาคาร 7 ชั้นแล้วลุกลามไปยังโกดังที่ตั้งอยู่ติดกัน
ผอ.บางคอแหลมกล่าวต่อว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ใช้เวลาระดมฉีดน้ำตั้งแต่ห้าทุ่มเศษจนถึงตีห้าจึง สามารถควบคุมเอาไว้ได้ในวงจำกัด ไม่ให้ลุกลามไปยังชุมชนที่ตั้งอยู่ใกล้เคียง และเวลาประมาณ 04.00 น.ก็พบอาคารที่ถูกไฟไหม้มีอาการโกร่งตัวจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ออกมา แต่ก็ยังเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้บาดเจ็บเล็กน้อน 3-4 ราย อย่างไรก็ตาม ในวันนี้จะประกาศให้เป็นพื้นที่ “ภัยพิบัติ”พร้อมกับสั่งปิดและให้รื้อถอนภายใน 60 วัน ส่วนมูลค่าความเสียหายคาดว่าจำนวนมาก
พ.ต.ท.ฤกษณะกล่าวว่าขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนว่าต้นเพลิงเกิดจากอะไร ส่วนมูลค่าความเสียหายคาดว่าหลายล้านบาท อย่างไรก็ตามวันนี้จะให้เจ้าหน้าที่นำเชือกมากั้นเป็นเขตพื้นที่อันตราย และจะประสานให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบสาเหตุที่ชัดเจนอีก ครั้ง ก่อนจะเรียกเจ้าของบริษัทมาสอบปากคำถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไป
ที่มา คมชัดลึก
โดม รับโลกกลม ควง มิว ไหว้พระเจอแม่พลอยจริง
December 30, 2008
หลังจากที่อัลบั้มใหม่ใกล้ออกเต็มทีแล้ว สำหรับ หนุ่ม “โดม ปกรณ์ ลัม” ก็มีข่าวอีกแล้ว ว่าควงสาว “มิว” ดูมดูมเกิร์ลสุดเซ็กซี่ ล่าสุดหนุ่มเผยความสัมพันธ์แล้วว่า ตนและสาวมิวแค่พี่น้องเท่านั้น
“คือตัวผมเองนะครับ เป็นคนที่ไหว้หลวงพ่อโสธรตลอด ผมนับถือหลวงพ่อโสธรครับ แล้วที่ผมไปไหว้เพราะอัลบั้มของผมกำลังจะออก เผอิญตอนนั้นเนี่ยน้องเขาได้ยินผมว่าอยากไปไหว้ เขาก็เลยไปไหว้ด้วย และก็มีเพื่อนๆโดมก็ไปด้วยกันหลายคนครับ ไม่ได้ไปกันสองคนแน่นอน”
“โดมกับมิวก็เป็นแค่เพื่อนกันครับ ก็ไม่ได้พัฒนาเป็นแฟนหรือว่าอะไร ก็เป็นเพื่อนกันครับ อย่างข่าวที่ออกมาว่าผมไปดูคอนเสิรต์ ผมก็ไม่ได้ดูด้วยกันนะครับ ต่างคนก็ต่างไปดูแต่หลายคนอาจจะเห็นผมในที่เที่ยวที่เดียวกัน หรือว่านั่งคุยกันมันก็เป็นข่าวขึ้นมาได้ครับ”
“ในส่วนของมิวนี่ผมก็ไม่เคยพูดอะไรกับพลอยเท่าไรเลยครับ เพราะพลอยเขาก็ไม่ได้ถามอะไร เพียงแต่ตอนนั้นมีข่าวมาว่ารู้จักกัน ในความเป็นเพื่อนกันผมก็ไม่จำเป็นต้องโกหกอะไรพลอย ผมก็บอกเขาตรงๆว่าใช่รู้จัก เคยไปเที่ยวด้วยกันสองที แต่คนเรามันรู้ครับ ว่าจะหยุดกับคนนี้แค่เพื่อนหรือเปล่า จะชอบหรือว่าจะจีบต่อไหม แต่สำหรับมิวเอง เราเป็นเพื่อนกันแน่นอนแหละครับ”
หลังจากที่ “โดม” ไปออกรายการ “ราตรีสโมสร” ทั้งการให้สัมภาษณ์และท่าทียังดูเหมือนตัดใจจากสาวพลอย ไม่ได้ โดมบอกที่ทำไปไม่ใช่ประชด แต่ยอมรับยังมีความรู้สึกดีๆให้กันอยู่
“คือโดยส่วนตัวผมไม่ได้ทำไปเพื่อประชดใครนะครับ ผมมองในแนวที่ว่ามันจบแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าจะประชดไปทำไม ถ้าในส่วนตรงนี้ความรู้สึกดีๆ ยังมีให้กันอยู่ ผมไม่จำเป็นต้องไปเล่นบทประชดเยาะเย้ยคนนั้นคนนี้ เพราฉะนั้นถ้าเกิดวันหนึ่งมาคบกันจริงๆ ก็ไม่ต้องไปพูดถึงคนนั้น หรือถ้ามันเป็นไปไม่ได้ก็บอกกันตรงๆ จะได้ไปมองคนอื่น”
“ไม่ได้รอนะครับ แต่หมายถึงว่าต้องดูกันไป บอกไม่ถูกครับ คือผมก็ไม่ได้ไปไอ้นี่เขานะครับ เพราะผมเองก็มีส่วนไม่ดีมาแต่ต้นอยู่แล้ว แต่ท้ายที่สุดแล้วมันคุยกันได้มันทำความเข้าใจกันได้มันก็ดี เพราะฉะนั้นก็อย่าไปทำอะไรให้ใจมันขุ่นมัวเลยครับ”
ส่วนความรู้สึกของแม่พลอยนั้นหนุ่มโดมไม่เคยโกรธกันอยู่แล้ว แถมบอกรักแม่พลอยอีกด้วย แม้ว่าอีกฝ่ายจะให้สัมภาษณ์ตำหนิโดมพูดเพื่อให้ตัวเองดูดี ทั้งที่เพิ่งควงสาวไปไหว้พระมาก็ตาม
“มีอะไรก็บอกพลอยตลอดเวลาครับ มีอะไรก็บอกกันตลอด บังเอิญโดมไปเจอคุณแม่พลอยพอดีด้วยครับ ก็ยังไหว้ ยังทักทายกันอยู่คุณแม่พลอยยังอวยพรบอกให้อัลบั้มใหม่ของผมขายดี แล้วข่าวที่ว่าคุณแม่พลอยโกรธก็ไม่เป็นความจริงเลยนะ และตลอดเวลาที่คุณแม่เขารู้จักผมมา เขาดูแลผมดีมาโดยตลอด มีความรู้สึกดีดีให้กัน ผมกล้าพูดได้เลยว่าผมรักคุณแม่พลอยเหมือนคุณแม่ผม”
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
ลิงค์ที่เกี่ยวข้องคลื่นซัดด.ญ.7ขวบลงทะเลพ่อเข้าช่วยสังเวย 2 ศพ
December 30, 2008
ดาบตำรวจ พร้อมบุตรสาววัย 7 ขวบ เที่ยวหาดเขาพลายดำช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ ถูกน้ำซัดออกทะเลท่าจมน้ำดับทั้งคู่ ส่วนน้าชายอาการสาหัส เผยอ่างเก็บน้ำเปิดประตูระบาย ทำน้ำทะลักกลืนร่าง
(30ธ.ค.) เวลา 07.00 น. ร.ต.ท.อภิวัฒน์ พันธ์เลิศขจร ร้อยเวรสอบสวน สภ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งเหตุพบศพเด็กลอยน้ำที่ชายหาด ม.8 ต.ขนอม อ.ขนอม รับแจ้งแล้วจึงพร้อมด้วยแพทย์และมูลนิธิใต้เต็กตึ้งขนอมรุดไปตรวจสอบ และพบศพผู้ตายทราบชื่อในเวลาต่อมาคือ ด.ญ.ปนัดดา จันทร์ทอง อายุ 7 ขวบ อยู่บ้านเลขที่ 55 ม.5 ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เจ้าหน้าที่จึงนำศพขึ้นมาบนฝั่งเพื่อทำการชันสูตรต่อไป
จากการสอบสวนของตำรวจทราบว่า จากเหตุการณ์เดียวกันมีผู้เสียชีวิตอีกคนคือ ด.ต.จรินทร์ จันทร์ทอง อายุ 40 ปี บิดาของ ด.ญ.ปนัดดา รวมเป็น 2 ศพ โดยเหตุเกิดที่บริเวณหาดเขาพลายดำ อ.สิชล นครศรีธรรมราช เขตรอยต่อกับ อ.ขนอม ซึ่งก่อนเกิดเหตุเมื่อเย็นวันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมา ด.ญ.ปนัดดา พร้อมด้วย ด.ต.จรินทร์ บิดา และญาติหลายคนเดินทางมาเที่ยวหาดเขาพลายดำช่วงเทศกาลปีใหม่ 2551
จาก นั้น ด.ญ.ปนัดดา ก็ได้ลงไปเล่นน้ำที่ลำห้วยเล็กๆไหลมาจากภูเขาลงสู่ทะเล ซึ่งไม่น่าจะเกิดอันตรายร้ายแรง แต่แล้วจู่ๆ คลื่นลูกใหญ่ได้ซัดเข้าฝั่งไปที่บริเวณ ด.ญ.ปนัดดา เล่นน้ำอยู่ในลำห้วย พัดเอาร่างของ ด.ญ.ปนัดดา ออกไปในทะเลต่อหน้าต่อตา ด.ต.จรินทร์ และญาติพี่น้อง หลังเกิดเหตุ ด.ต.จรินทร์ และพี่ชายซึ่งเป็นลูกของ ด.ญ.ปนัดดา จะกระโดดลงไปให้การช่วยเหลือ ปรากฏว่าทั้ง ด.ต.จรินทร์ กับพี่ชายหมดแรง ถูกคลื่นซัดจมในทะเล แต่ได้มีเจ้าหน้าที่มูลนิธิใต้เต็กตึ้งสิชลที่ได้รับแจ้งเหตุไปให้การช่วย เหลือ ด.ต.จรินทร์ และพี่ชายขึ้นจากน้ำได้ก่อนรีบนำส่ง รพ.สิชล แต่ปรากฏว่า ด.ต.จรินทร์ ได้สิ้นใจตายในเวลาต่อมา ทำให้เหตุการณ์ดังกล่าวเสียชีวิต 2 ศพ คือ ด.ต.จรินทร์ และด.ญ.ปนัดดา สองพ่อลูก ส่วนผู้เป็นลุงนั้นรอดชีวิต
พ.ต.อ.เชาวศิลป์ บุญประดิษฐ์ ผกก.สภ.สิชล นครศรีธรรมราช กล่าวว่า สำหรับ ด.ต.จรินทร์ นั้นเป็นตำรวจสังกัดอยู่ที่ สภ.ร่อนพิบูลย์ นครศรีธรรมราช ได้พาครอบครัวและญาติพี่น้องไปเที่ยวปีใหม่ที่หาดเขาพลายดำ สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัด เป็นหาดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ทุกสัปดาห์จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาพักผ่อนตลอด จนเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันจนทำให้เสียชีวิตถึง 2 รายดังกล่าว
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนักท่องเที่ยว ถึงกับหวาดผวาไม่กล้าลงเล่นน้ำที่ชายหาดเขาพลายดำ และทยอยเดินทางไปดูจุดที่เกิดเหตุซึ่งพบว่าเป็นจุดที่น้ำจากลำห้วยที่ไหลลง มาจากภูเขาลงทะเล เป็นจุดที่ไม่น่าจะเป็นอันตรายใด ๆ ในการเล่นน้ำ และน่าจะเป็นจุดที่ปลอดภัยที่สุด ในขณะที่น้องเขยของ ด.ต.จรินทร์ ที่กระโจนลงไปช่วย ด.ญ.ปนัดดา พร้อม ๆกับ ด.ต.จรินทร์ จนจมน้ำหายไปและได้รับการช่วยเหลือนำส่ง รพ.สิชล อาการปลอดภัยแพทย์อนุญาตให้กับบ้านได้แล้ว
ในวันเดียวกันนี้ญาติ ๆ ของ ด.ต.จรินทร์ ได้นำศพ ด.ต.จรินทร์ และ ศพ ด.ญ.ปนัดดา บุตรสาวมาตั้งบำเพ็ญกุศลคู่กันที่บ้านเลขที่ 55 หมู่ 5 ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของญาติพี่น้องและพรรคพวกเพื่อนฝูง โดยเฉพาะบรรดาข้าราชการตำรวจทั้งจาก สภ.ร่อนพิบูลย์ และ สภ.ใกล้เคียงต่างเดินทางไปร่วมแสดงความอาลัย เคารพและบำเพ็ญกุศลศพสองพ่อลูกอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการตั้งศพสองพ่อลูกคู่กัน ในลักษณะศพ ด.ต.จรินทร์ ตั้งด้านบนส่วนศพ ด.ญ.ปนัดดา ตั้งด้านล่าง
นางประทีป จันทร์ทอง อายุ 42 ปี ภรรยาและมารดาของ ด.ญ.ปนัดดา กล่าวว่าตนมีบุตรกับ ด.ต.จรินทร์ 2 คนเป็นบุตรสาวทั้งคู่ ด.ญ.ปนัดดา เป็นบุตรคนสุดท้อง ในวันเกิดเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ญาติ ๆ ได้เดินทางกลับมาจากกรุงเทพหลายคน จึงชวนกันไปเที่ยวที่เขาพลายดำ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังเขตรอยต่อ อ.สิชล-อ.ขนอม ซึ่งตนก็ไปด้วย ด.ญ.ปนัดดา พร้อมหลาน ๆ อีก 2 - 3 คนลงเล่นน้ำในแอ่งน้ำลำห้วยที่ไหลลงมาจากภูเขา โดยมีน้ำอยู่แค่ครึ่งเข่าเท่านั้น
แต่ขณะที่เด็กๆเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานปรากฎว่า มีน้ำก้อนใหญ่ไหลทะลักลงมาจากภูเขาอย่างรวดเร็วเด็กๆ พากันวิ่งหนี โดย ด.ญ.ปนัดดา พยายามจะวิ่งหนี แต่ปรากฎว่าทรายริมตลิ่งพังทลายลงมาอย่างน่ากลัว ระดับน้ำเดิมที่ลึกประมาณครึ่งเข่ากลับมีระดับสูงขึ้นจนท่วมหัวเด็ก ในขณะที่ในทะเลก็มีคลื่นใหญ่พัดโถมขึ้นมาสมทบก่อนจะม้วนหอบร่าง ด.ญ.ปนัดดา ลงทะเล จมหายไปต่อหน้าต่อตา
“ ด.ต.จรินทร์ พร้อมด้วยนายเกรียงไกร ทองศรี อายุ 32 ปี น้องเขยจึงกระโจนลงไปช่วย แต่ ด.ต.จรินทร์ และ ด.ญ.ปนัดดา จมน้ำตายดังกล่าว ” นางประทีป กล่าวอย่างโศกเศร้า
ทางด้านนายเกรียงไกร ทองศรี อายุ 32 ปี กล่าวว่าตนและ ด.ต.จรินทร์ สามารถที่จะจับร่าง ด.ญ.ปนัดดา ยกชูขึ้นเหนือน้ำแต่เนื่องจากเท้ายืนไม่ถึงพื้น ประกอบกับคลื่นแรงมากตนและ ด.ต.จรินทร์ จึงหมดแรงก่อนจะจมหายไปทั้ง 3 คน มารู้สึกตัวอีกครั้งที่ รพ.สิชล และทราบว่า ด.ต.จรินทร์ เสียชีวิตและ ด.ญ.ปนัดดา หลานสาวยังค้นหาศพไม่พบ และมาทราบในเวลาต่อมาว่าเจ้าหน้าที่ได้พบศพ ด.ญ.ปนัดดาแล้วลอยห่างจากที่เกิดเหตุไม่มากนักแต่อยู่ในเขตสอบสวนของ สภ.ขนอม
“ทราบจากพยาบาลและเจ้าหน้าที่ของ รพ.รวมทั้งเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ว่า สายน้ำลำห้วยดังกล่าวนั้นไหลมาจากน้ำตกท้องยางบนภูเขา ซึ่งตามปกติได้มีการทำฝายเก็บกักน้ำเอาไว้ด้านบน และจะเปิดระบายน้ำลงทะเลเป็นครั้งคราว โดยทราบว่าขณะที่เด็ก ๆ เล่นน้ำอยู่นั้นได้มีการเปิดฝายกั้นน้ำทำให้น้ำทะลักลงมาจนเกิดเหตุขึ้นดัง กล่าว และทราบว่าในจุดนี้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาด เจ็บมาแล้วหลายราย สงสัยว่าทำไมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบในพื้นที่ จึงไม่มีการประกาศเตือนหรือเปิดหวอส่งสัญญาณให้นักท่องเที่ยวด้านล่างทราบ ล่วงหน้าว่า จะเปิดฝายกั้นน้ำด้านบน ไม่ใช่นึกจะปล่อยน้ำก็ปล่อยลงมาอย่างนี้ “ นายเกรียงไกร กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับศพของสองพ่อลูกจะตั้งบำเพ็ญกุศลไปจนถึงวันที่ 3 ม.ค. 52 เป็นคืนสุดท้ายและจะฌาปนกิจศพพร้อมกันในวันที่ 4 ม.ค.52 ณ ฌาปนสถานวัดชะเมา อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
ที่มา คมชัดลึก
ลิงค์ที่เกี่ยวข้องเสื้อแดงฉลองใหญ่ค่ำนี้ เที่ยงคืนแยกย้ายกลับภูมิลำเนา
December 30, 2008
กลุ่มคนเสื้อแดง เลิกม็อบตามนัด “วีระ” ประกาศม้วนเสื่อเที่ยงคืน นัดอีกทีหลังปีใหม่ “สุนัย” แฉ “มาร์ค” โกงตั้งแต่เป็นส.ส.สมัยแรก
(30ธ. ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังแถลงนโยบายรัฐบาลที่กระทรวงต่างประเทศ เสร็จสิ้นลงกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ(นปช.) ที่ปักหลักชุมนุมอยู่ที่หน้ารัฐสภาก็ลดจำนวนลงเป็นจำนวนมาก โดยช่วงเย็นได้ปิดเวทีชั่วคราวที่ประตูปราสาทเทวริทธิ์ แล้วให้มวลชนมารวมกันที่เวทีด้านถ.อู่ทองใน ซึ่งยังเปิดเวทีปราศรัยอย่างดุเดือดโดยมีแกนนำนปช.และส.ส.พรรคเพื่อไทยสับ เปลี่ยนกันขึ้นเวที
นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.นครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย ได้ขึ้นเวทีแฉนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า ทำผิดกฎหมายตั้งแต่ ส.ส.สมัยแรก โดยตนค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตพบว่านายอภิสิทธิ์เป็นรัฐมนตรีสมัยแรกเมื่อ มี.ค.ปี 2535 ซึ่งในปีนั้นรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ส.ส.ต้องสังกัดพรรค แต่ปรากฏว่านายอภิสิทธิ์ มีชื่อสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ในเดือนมิ.ย.ปี 2535 ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ได้ตรวจสอบการเป็นสมาชิกของนาย อภิสิทธิ์ว่าถูกกฎหมายหรือไม่
ขณะ ที่นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำนปช. ให้สัมภาษณ์ว่า การย้ายที่ประชุมแถลงนโยบายจากรัฐสภาไปยังกระทรวงการต่างประเทศนั้น มีข้อสงสัยทางกฎหมายว่าทำได้หรือไม่ และการแถลงครั้งนี้มีผลโดยสมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งส่งผลกระทบถึงการเป็นรัฐบาลด้วย หลังจากนี้หากได้เข้าบริหารประเทศแล้ว มีคนร้องเรียนการใช้งบประมาณรัฐบาล ก็จะทำให้เกิดปัญหา นปช.ไม่เคยขัดขวางการประชุมแถลงนโยบายเพียงแต่ให้นายอภิสิทธิ์ เดินเท้าเข้ามาเท่านั้นแต่การไม่เข้ามาประชุมก็เพราะว่าไม่สามารถตอบคำถาม ได้ว่าเหตุใดจึงไม่ยุบสภา
“คืนนี้มีการร้องรำทำเพลงเล็กน้อยและเวลา 24.00 น. จะประกาศยุติการชุมนุม จะให้มวลชนพักผ่อนช่วงปีใหม่จากนั้นจะนัดหมายประชาชนมาชุมนุมกดดันรัฐบาลใหย ุบสภาโดยทันที โดยเตรียมการที่จะเคลื่อนไหวคัดค้านการประชุมอาเซียน ซัมมิท โดยจะฟ้องประเทศในอาเซียนว่ารัฐมนตรีต่างประเทศของไทยเป็นผู้ก่อการร้ายไม่ ใช่ตัวแทนของประเทศไทย” นายวีระ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประกาศยุติการชุมนุมในคืนนี้ทำให้กลุ่มนปช.ได้ปักหลักชุมนุมเป็นเวลา 3 วันตามที่ได้ประกาศไว้ล่วงหน้า
ลิงค์ที่เกี่ยวข้องแบ่งงานรองนายกฯ สุเทพ ผงาดรองฯ1คุมความมั่นคง
December 30, 2008
มติครม.แบ่งงานรองนายกฯ“สุเทพ”ผงาดนั่งรอง 1 คุม กลาโหม-คมนาคม-มหาดไทย-ตร.-สำนักข่าวกรอง-การขอพระราชทานอภัยโทษ“กอร์ป ศักดิ์”คุมเศรษฐกิจ“สาทิตย์”คุมกรมประชาสัมพันธ์-อสมท.ด้าน“วีระชัย”คุมกอง ทุนหมู่บ้านและสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ
(30ธ.ค.) นายสาทิตย์ วงษ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงหลังประชุมครม.ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบ เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรับมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีและมอบหมายมอบอำนาจให้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนกัน โดยครม.ได้เห็นชอบให้รองนายกรัฐมนตรีปฎิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ตามลำดับคือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ และ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ โดยหากเกี่ยวข้องกับการอนุมัติงบประมาณที่อยู่ในอำนาจนายกรัฐมนตรีต้องได้ รับความเห็นชอบจากนายกรับมนตรีก่อน
นายสาทิตย์ กล่าวว่า สำหรับการแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรีในการกำกับดูแล โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงวัฒนธรรม สำนักเลขาธิการครม. สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
นอก จากนี้ยังมีอำนาจกำกับดูแลและลงนามในเอกสารทีเกี่ยวข้อง กับการขอพระราชทานอภัยโทษ การขอแปลงสัญญาติเป็นไทย การดำเนินคดีทางปกครอง การสั่งการว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน การลงนามมอบอำนาจให้พนักงานอัยการดำเนินคดีปกครองกรณีที่มีการฟ้องนายก รัฐมนตรีในการสั่งการตามกฎหมาย
นอกจากนี้ยังอำนาจเกี่ยวกับการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และลงนามในประกาสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับพระบรมราชโองการในเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย การสถาปนาอิสริยยศ อิสริยศักดิ์ สมณศักดิ์ การแต่งตั้งประธานศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด
สำหรับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ กำกับบริหารกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ ยกเว้นการอนุมัติงบประมาณ ส่วนพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รับผิดชอบ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงแรงงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม
นายสาทิตย์ กล่าวว่า ส่วนของตนในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรับมนตรี รับผิดชอบ สำนักปลัดสำนักนายกรับมนตรี กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา บริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน)
ส่วนนายวีระชัย วีระเมธีกุล รับผิดชอบ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง โดยมีอำนาจในการสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนหมู่บานและชุมชนเมืองแห่งชาติ สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ที่มา คมชัดลึก
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง