โชเฟอร์แท็กซี่วัย 41 ปี ยิง ด.ญ.วัย 14 ดับคาบ้าน ก่อนระเบิดสมองตัวเองตายตาม เหตุหลงรักฝ่ายหญิง แต่รู้ว่ามารดาจะพาเด็กหนีไปอยู่ที่อื่นจึงชิงลงมือ แม่เด็กเผยก่อนเกิดเหตุร้าย ฝ่ายชายเคยขู่มาแล้วว่าจะฆ่าให้ตาย
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 27 ก.พ. พ.ต.ท.อภิชาติ ศรีทองกุล พนักงานสอบสวน สภ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ได้รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกยิงด้วยอาวุธปืนเสียชีวิตจำนวน 2 ราย เหตุเกิดที่บ้านเลขที่ 37 หมู่ 4 ต.วัดสำโรง อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น ก่อนเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุนทรลาภ ผกก.พ.ต.ท.ประทีป พันธ์หว้า รอง ผกก.สส.และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนจำนวนหนึ่ง
ภายในที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นลานกว้างหลังบ้านไม้ชั้นเดียว เจ้าหน้าที่พบศพนายวิชัย กาญจนประดิษฐ์ อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 96 หมู่ 17 ต.บ่อสุพรรณ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด .38 เข้าที่ขมับซ้าย 1 นัด โดยข้างลำตัวพบอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ ตกอยู่จำนวน 1 กระบอก และใกล้กันยังพบปลอกกระสุนปืนขนาด .38 ตกอยู่จำนวน 2 ปลอกจึงได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน
นอก จากนี้ยังทราบว่ามีผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย คือ ด.ญ.มัลลิกา คณาวงษ์ อายุ 14 ปี นักเรียนหญิงชั้น ม.2 โรงเรียนภัทรญาณ ซึ่งถูกนายวิชัยใช้อาวุธปืนกระบอกเดียวยิงเข้าที่หน้าอก 1 นัด ญาติได้ช่วยกันนำส่งโรงพยาบาลห้วยพลู และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ ขณะที่ ด.ญ.มัลลิกา กำลังออกจากห้องน้ำหลังบ้าน นายวิชัย ซึ่งยืนรออยู่ได้ใช้อาวุธปืนยิงเข้าที่หน้าอก 1 นัด จน ด.ญ.มัลลิกา หรือน้องแนน ล้มลงนอนกองอยู่กับพื้นหน้าห้องน้ำ จากนั้นนายวิชัย จึงเดินห่างออกมาพร้อมใช้อาวุธปืนกระบอกเดียวกันยิงศรีษะตัวเอง 1 นัด เพื่อฆ่าตัวตายตาม
นางจำเนียร เนโส อายุ 71 ปี ยายของ ด.ญ. มัลลิกา เล่าว่า นายวิชัย ผู้ตายเป็นเพื่อนของสามีลูกสาวตน ซึ่งมีอาชีพขับรถแท็กซี่ด้วยกัน ซึ่งนายวิชัยได้มาขอพักอาศัยอยู่ที่บ้านนานประมาณ 1 ปี แล้ว ซึ่งต่อมาลูกสาวตนได้เลิกกับสามี นายวิชัยก็ไม่ยอมย้ายออกไป ก็ยังอาศัยอยู่ที่บ้าน และช่วยจ่ายเงินค่ากับข้าวบ้าง ให้เงินเด็กไปโรงเรียนบ้าง ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่านายวิชัยเป็นใครมาจากไหน ซึ่งช่วงหลังตนสังเกตเห็นว่านายวิชัยมีท่าทีชอบหลานสาวตน แต่ด.ญ.มัลลิกา ไม่ได้มีความสัมพันธ์ด้วยเพราะยังเด็กอยู่มาก ไม่คิดว่านายวิชัยจะมายิงหลานสาวตนและมายิงตัวตายเช่นนี้
นางภัทรพร คณาวงษ์ อายุ 38 ปี มารดาของน้องแนน กล่าวว่า หลังจากที่นายวิชัย ได้มาอาศัยอยู่ที่บ้าน ตนก็สังเกตเห็นว่านายวิชัยมีท่าทีชอบลูกสาวตน ตนจึงเรียกนายวิชัยมาคุย ให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น เพราะลูกสาวตนเริ่มโตเป็นสาวแล้ว ซึ่งนายวิชัยก็ไม่ยอมไปและบอกว่าหลงรักบุตรสาว และจะไม่ยอมย้ายไปไหน ตนจึงบอกว่าถ้านายวิชัยไม่ไป ปิดเทอมนี้ตนก็จะพาลูกสาวไปอยู่ที่อื่นแทน
“นายวิชัย ได้ไปเที่ยวพูดกับคนอื่นๆว่าได้เสียกับลูกสาวแล้ว ซึ่งตนไม่เชื่อว่าจะเป็นความจริง และได้พยายามไล่ให้นายวิชัยไปอยู่ที่อื่น ซึ่งนายวิชัยได้ขู่ว่า หากพาด.ญ.มัลลิกา ย้ายหนีไป เขาจะฆ่าให้ตาย ซึ่งวันนี้เป็นวันแรกที่ปิดเทอม และเช้าวันนี้ลูกสาวอาบน้ำเสร็จ ออกมาจากห้องน้ำนายวิชัยก็ใช้อาวุธปืนยิงทันที ” มารดาผู้เสียชีวิต ระบุ
พ.ต.ท.อภิชาติ ศรีทองกุล พนักงานสอบสวน กล่าวว่า จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนหน้านี้ นางภัทรพร ได้อยู่กินกับสามีเก่า คือบิดา ด.ญ.มัลลิกา ซึ่งต่อมา บิดาของเด็กเสียชีวิต นางภัทรพร จึงได้สามีใหม่มีอาชีพขับรถแท๊กซี่รับจ้าง ซึ่งได้นำนายวิชัย เพื่อนร่วมอาชีพเดียวกัน มาอาศัยอยู่ที่บ้าน จนกระทั่งต่อมา นางภัทรพร ได้แยกทางกับสามี แต่นายวิชัยก็ยังไม่ยอมย้ายออกไป เนื่องจากว่าหลง บุตรสาวของนางภัทรพร ซึ่งนางภัทรพร เองก็ได้พยายามที่จะให้นายวิชัยย้ายออกจากบ้านหลายครั้ง แต่นายวิชัยก็ไม่ยอมไป อีกทั้งนายวิชัย ยังได้พูดจาข่มขู่ว่า ถ้านางภัทรพร พาลูกสาวหนีออกไป จะฆ่าให้ตาย ซึ่งนางภัทรพร ก็ได้เข้าแจ้งความไว้เมื่อประมาณปลายเดือนมกราคม 2552 ที่ผ่านมา
ที่มา คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์เดลี่ เทเลกราฟ ของอังกฤษ รายงานว่า เด็กสาววัย 16 ปีชาวอังกฤษ ถูกปลดออกจากงานในสำนักงาน หลังจากผู้จัดการของบริษัท เห็นข้อความว่า ” น่าเบื่อ ” ในเฟซบุ๊ค ที่บ่งบอกความรู้สึกของเธอที่มีต่องานที่ทำ
คิมเบอร์ลีย์ สวอนน์ เด็กสาวที่ต้องตกงานกระทันหัน กล่าวว่า เธอถูกผู้จัดการสำนักงานของบริษัทไอเวลล์ มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ โลจิสติกส์ ในเมืองแคล็กตัน เรียกไปพบ และยื่นจดหมายที่มีข้อความว่าเธอถูกปลดออกจากงาน หลังจากเธอเรียกงานที่เธอทำว่า ” น่าเบื่อ ” ในเฟซบุ๊ค
ข้อ ความในจดหมาย ระบุด้วยว่า หลังจากเห็นข้อความในเฟซบุ๊ค เกี่ยวกับงานที่คุณทำ ทางบริษัทรู้สึกว่าจะเป็นการดีกว่าที่จะเลิกจ้างคุณให้เป็นพนักงานของบริษัท เพราะคุณไม่มีความสุขและไม่สนุกกับงานที่ทำ และให้มีผลโดยทันที ซึ่งสวอนน์ ได้กล่าวว่า เธอไม่ได้ใส่ชื่อบริษัทลงไป เธอแค่เขียนความรู้สึกว่างานน่าเบื่อในเฟซบุ๊คของตัวเอง และคนเหล่านี้ต่างหากที่มาสอดรู้สอดเห็นและวุ่นวายกับเรื่องหยุมหยิมมากเกิน ไป
ที่มา คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์เซาธ์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานวานนี้ (27ก.พ.)ว่า มีโอกาสน้อยมากที่ตำรวจฮ่องกงจะเข้าจับกุมตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนที่เขาจะขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (เอฟซีซี) ในฮ่องกงวันจันทร์ที่ 2 มี.ค.นี้
ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังรอการประสานจากกงสุลไทยในฮ่องกง รายงานข้อมูลที่แน่ชัด กรณีพ.ต.ท.ทักษิณได้รับเชิญจากเอฟซีซีไปปาฐกถาพิเศษ โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศประสานกับอัยการ ดำเนินการติดตามอดีตนายกรัฐมนตรีกลับมาดำเนินคดีในไทย ขณะระบุว่า หากข้อกฎหมายระหว่างประเทศสามารถดำเนินการได้ ก็พร้อมประสานกับทางการจีน เพื่อขอให้ส่งตัวพ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาดำเนินคดีในไทย
ทั้งนี้ ภายใต้หลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” นั้น ฮ่องกงรักษาระบบทางกฎหมายของตนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวผู้ร้ายข้าม แดนภายใต้กฎหมายพื้นฐานของฮ่องกง แต่ไทยมีข้อตกลงการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกับจีนเท่านั้น ขณะที่โฆษกสำนักงานความมั่นคงของฮ่องกงยืนยันว่า ฮ่องกงไม่มีสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกับไทย
ด้านนางมาร์กาเร็ต อึ้ง โหงย-ยี่ ประธานสำนักงานคณะกรรมการยุติธรรมและบริการทางกฎหมายของฮ่องกง กล่าวว่า จะถือเป็นเรื่องพิเศษพอสมควร
หากรัฐบาลฮ่องกงเห็นชอบกับคำขอของรัฐบาลไทย ถ้าไม่มีการทำสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนร่วมกัน
นางมาร์กาเร็ตกล่าวต่อไปว่า และแม้ไทยกับฮ่องกงมีการทำสนธิสัญญาร่วมกัน แต่คดีที่จะทำให้มีการส่งตัวกลับนั้น จะต้องเป็นคดีที่ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้อง
ร่วมกัน และได้รับการยอมรับในเขตอำนาจศาลของฮ่องกง “คุณไม่สามารถส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเพียงเพราะเหตุผลทางการเมือง”
ในแง่ของฮ่องกงแล้ว “การที่เราจะอนญาตให้เขาอยู่ต่อได้หรือไม่ จะขึ้นอยู่กับข้อกำหนดในการออกวีซ่า” นางมาร์กาเร็ตกล่าว
ด้านนายเอิร์นสท์ เฮิร์บ ประธานเอฟซีซี กล่าวว่าเอฟซีซีรับเป็นเจ้าภาพจัดปาฐกถาพิเศษในครั้งนี้ เพราะเห็นว่าพ.ต.ท.ทักษิณเป็นบุคคลสาธารณะซึ่งมุมมองของเขาเป็นที่สนใจของ ประชาชน “เขายังคงมีอิทธิพลอย่างมากต่อหนึ่งในประเทศสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้”
ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางเยือนฮ่องกงบ่อยครั้ง และเมื่อปีที่แล้วน.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวคนเล็กของเขา ได้ซื้อบ้านหรูหราในเขตโฮ มาน ทินในราคา 45 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง
ที่มา คมชัดลึก
เมื่อเวลา 20.15 น.วันนี้ (26 ก.พ.) พ.ต.ต.เจริญสิทธิ์ จงอิทธิ พนักงานสอบสวน (สบ 2) สน.พลับพลาไชย 1 รับแจ้งเหตุมีหญิงผูกคอตายชีวิตภายในบ้านเลขที่ 67/1 ซอยแม้นศรี 2 แขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน แพทย์นิติเวชจากโรงพยาบาลตำรวจ และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง
ที่เกิดเหตุเป็นบ้านเช่าชั้นเดียว จากการตรวจสอบภายในห้องนอนหลังบ้าน เจ้าหน้าที่พบศพ น.ส.จริยา ปิ่นหอม อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10 ซอยจุฬา 2 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน นักศึกษาชั้น ปวช.ปีที่ 3 โรงเรียนวิมลพาณิชยการ สภาพศพสวมเสื้อทับสีขาว นุ่งกระโปรงนักเรียนสีกรมท่า ใช้เชือกไนล่อนสีขาวกับผ้าขนหนูสีฟ้า ผูกคอตัวเองกับระแนงไม้บนเพดาน ขาลอยอยู่เหนือที่นอน แพทย์สันนิษฐานว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่เกิน 3 ชั่วโมง
จากการตรวจสอบในห้องที่เกิดเหตุพบสมุดโน้ตเขียนถึงพ่อกับแม่ด้วยลาย มือผู้ตายว่า “หนูขอโทษพ่อแม่ที่ทำให้พ่อกับแม่ต้องทุกข์ใจเสียใจเพราะหนู หนูรู้ว่าทำผิดแต่หนูไม่รู้จะทำยังไง หนูอยากเลิกกับเขา แต่เขาไม่ยอมเลิกกับหนู เขาทำร้ายหนูทุกอย่างเพื่อให้ได้หนูมา จนหนูต้องยอม หนูไม่อยากให้เขาทำร้าย เรื่องทุกอย่างเกิดจากตัวหนูเอง หนูจึงไม่อยากให้ใครต้องมาโดนแบบหนู แต่เหมือนยิ่งอยู่ หนูก็ยิ่งเจ็บ ยิ่งทรมานใจทุกวัน พอหนูไม่ทำตามที่เขาพูด หนูก็โดนทำร้าย หนูขอโทษที่ไม่ยอมเชื่อฟังที่พ่อกับแม่พูด หนูอยากแก้ไขในสิ่งที่ทำผิดไป แต่หนูไม่มีโอกาสแก้ตัวเลยสักครั้งเดียว ตอนนี้หนูสู้ต่อไม่ไหวแล้ว ไม่มีแรงแล้ว หนูเจ็บเหลือเกิน หนูไม่อยากทำแบบนี้เลย หนูขอโทษ ขอโทษ หนูรักพ่อกับแม่มาก” เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน
จากการสอบสวนนายสมพงศ์ ปิ่นหอม อายุ 42 ปี อาชีพช่างกลึงซึ่งเป็นพ่อผู้ตาย ให้การทั้งน้ำตาว่า ตนมีลูก 2 คน ผู้ตายเป็นลูกคนโต และกำลังจะจบชั้น ปวช.ในภาคการศึกษานี้ ส่วนลูกสาวคนเล็กอายุ 2 ขวบ ฝากให้ญาติเลี้ยงอยู่ที่ จ.ศรีสะเกษ โดยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตนกับภรรยาแยกย้ายออกจากบ้านไปทำงานกันตามปกติ ส่วนลูกสาวมาบอกว่า วันนี้มีสอบที่โรงเรียน และที่สำคัญวันนี้ยังเป็นวันเกิดครบรอบ 19 ปีอีกด้วย
นายสมพงศ์ กล่าวต่อว่า จนช่วงเย็นเลิกงาน ตนก็กลับมาถึงบ้านช่วงหัวค่ำก็พบว่าลูกสาวตัวเองผูกคอตายไปเสียแล้ว ส่วนสาเหตุที่ลูกต้องทำแบบนี้ตนไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร จำได้เพียงว่าลูกสาวเคยพาแฟนหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันชื่อ โอ๊ต มาหาที่บ้าน จากนั้นเมื่อประมาณปีที่ผ่านมาลูกก็บอกตนว่าได้เลิกกับแฟนคนนี้ไปแล้ว
ด้าน พ.ต.ต.เจริญสิทธิ์ กล่าวว่า เบื้องต้นตนจะส่งศพผู้ตายให้สถาบันนิติเวชทำการผ่าพิสูจน์อย่างละเอียดเสีย ก่อน ส่วนสาเหตุการฆ่าตัวตายนั้น เบื้องต้นสันนิษฐานว่าน่าจะมาจากเรื่องชู้สาว อย่างไรก็ตามจะประสานเพื่อนๆ สนิทของผู้ตายที่โรงเรียนมาสอบปากคำกันอย่างละเอียดอีกครั้งว่าเนื้อความใน จดหมายที่ผู้ตายเขียนเอาไว้หมายถึงแฟนหนุ่มหรือใครแน่
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
ถึงกับน้ำตาคลอเบ้าเลยทีเดียว สำหรับสาวลีโอ “นุ้ย เกศริน เอกธวัชกุล” หลังออกมาเปิดใจว่าได้เลิกรากับ “ดีเจเชาเชา เชาวลิต ศรีมั่นคงธรรม” เป็นที่เรียบร้อย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าเป็นเพราะ “ต๊อด พ.ท.วินธัย สุวารี” เข้ามาพัวพัน ทั้งที่มีข่าวคบหาอยู่กับนักแสดงรุ่นใหญ่ “แก้ว อภิรดี ภวภูตานนท์” อยู่แล้ว จนเป็นเหตุให้ดีเจหนุ่มเกิดความระแวง

อย่างไรก็ตามกับเรื่องนี้ สาวนุ้ยออกโรงชี้แจงถึงสาเหตุว่า เป็นเพราะทนความขี้หึงของฝ่ายชายไม่ไหว ก่อนปัด กรณีที่ผู้พันต๊อดประกาศเบรกสัมพันธ์กับนักแสดงรุ่นใหญ่ไม่เกี่ยวกับตน
“ตั้งแต่ หลังสุพรรณหงส์ค่ะ (22 ก.พ.) ซึ่งไม่นานนี้เอง นุ้ยก็เลยยังพูดอะไรมากไม่ได้ เพราะว่าหลังสุพรรณหงส์กลับบ้านไปก็ไม่สบาย เข้าโรงพยาบาลเขา(เชาเชา) ก็ไม่ได้มาเยี่ยม แต่นุ้ยก็ไม่ได้บอกใครด้วยว่าเข้าโรงพยาบาล ก็ไม่รู้ว่าเขาทราบหรือไม่เพราะไม่ได้คุยกัน บางครั้งเราเหนื่อยแล้ว เราก็พูดหลายครั้งแล้วว่าเราเหนื่อย เราท้อ พอเถอะ อยากให้เขาเข้มแข็ง แต่ในเรื่องนี้พอพูดว่าเราเหนื่อยแล้วเขาก็เข้าใจ”
“เรื่อง โดนพี่เชาซ้อมนี่ยิ่งไม่ใช่ใหญ่เลยค่ะ พี่เชาเขาเป็นสุภาพบุรุษ เขาไม่ทำร้ายผู้หญิงแน่นอน และที่นุ้ยเข้าโรงพยาบาลเพราะตัวเองเครียดเอง สุขภาพไม่ดีเอง ก็เครียดเรื่องพี่เชาด้วยส่วนหนึ่ง ที่ทำให้นุ้ยเข้าโรงพยาบาล”
“ก็อยากให้ไปถามพี่เชาดูเองค่ะ แต่ตอนนี้ไม่ได้คุยกันแล้วจริงๆ แต่มันแค่แป็บเดียวก็เลยยังไม่อยากจะพูดอะไร เพราะตัวนุ้ยเองตอนนี้รู้สึกได้เลยว่าอยากอยู่คนเดียว นุ้ยก็บอกไปแล้วว่าเหนื่อย แต่ว่าพี่เขาก็เป็นคนดีนะคะ คอยเทคแคร์ทุกอย่าง แต่ว่าเรารู้สึกว่าเป็นพี่น้องกันดีกว่า เราทะเลาะกันมาโดยตลอด พอมาถึงงานสุพรรณหงส์หรือเจอเรื่องนเรศวรเมื่อไหร่ เป็นเรื่องทุกที ฉะนั้นเราก็รูสึกว่า เราต้องเป็นอย่างนี้ตลอด ถ้านเรศวรมีต่อภาค 2-3 ไม่รู้จะจบวันไหน แล้วถ้ายังเป็นอย่างนี้อยู่มันก็ต้องทะเลาะกันอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนหว่าหนังจะฉาย”
“ปกติ เขาเป็นคนบอกก่อน แต่ครั้งนี้นุ้ยเป็นคนบอกว่านุ้ยพอแล้ว เพราะคำพูดของเขาบางคำเขาอาจจะไม่เข้าใจ (เสียงสั่นน้ำตาคลอ) แต่สำหับนุ้ยบางทีนุ้ยฟังแล้วมันเชือดเฉือน แต่ไม่ถึงกับว่าเขาไม่ดีนะคะ เขาดี แล้วเขาก็รู้ด้วยว่านุ้ยรัก แต่ ณ ตอนนี้เขาอยู่คนเดียวน่าจะดีกว่า แล้วนุ้ยอยู่คนเดียวก็น่าจะดีกว่าแค่นั้นเองค่ะ”
“พอ เราบอกแบบนั้น เขาก็ตามใจค่ะ เขาก็บอกว่าพูดเองนะ ประมาณนี้ค่ะ ก็รู้สึกว่าครั้งนี้เขาไม่ง้อเหมือนทุกครั้ง เพราะปกติเขาเป็นฝ่ายพูด พูดว่าเลิกกัน พอเถอะ แล้วนุ้ยต้องง้อ แต่ครั้งนี้คิดว่าเขาก็คงต้องง้อมั้ง แต่ว่ารอจนเข้าโรงพยาบาลก็ไม่ได้ง้อ ไม่ได้คุย ต่างฝ่ายต่างไม่โทรมันก็เลยห่างกันไปเองค่ะ”
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์