“กษิต” ลุยแหลกฉะ “แม้ว” ขี้ขลาดท้าโต้วาทีทุกที่ได้ทั้งไทย-อังกฤษ อย่าทำตัว “หน้าตัวเมีย” แจงเคยรับเงินจริง แต่เป็นการที่ผู้ใหญ่ให้ผู้น้อย และไม่เคยนำไปใช้ส่วนตัวทำบุญหมด เผยเคยรักกันแต่ขัดแย้งเรื่องอุดมการณ์ไม่เคยขอตำแหน่ง ท้าคืนพาสปอร์ต-บัตรปชช.แน่จริงบอกมาอยู่ที่ไหน จะได้ไปเอาถูก
“กษิต” ซัด “เอ็งหนีสภา” ขี้ขลาด
เมื่อเวลาประมาณ 16.10 น. นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ แถลงข่าวตอบโต้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ขอท้าพ.ต.ท.ทักษิณ อย่าเก่งแต่พูดคนเดียว คนที่ไม่กล้าไปสภา หนีสภาอยู่ตลอดเวลา ออกวิทยุทีวีทุกวันเสาร์พูดอยู่คนเดียว ทำไมไม่ให้ผู้นำฝ่ายค้านพูดในสภา
“ก็เอ็งหนีสภาอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยเล่นในระบบ” นายกษิต กล่าว และว่า นายใหญ่มาเล่นเองอย่างนี้ก็ยินดี อย่าปล่อยลิ่วล้อเล่น เกะกะเสียเวลา ขอบอกตรงนี้ว่าตนพร้อมทุกเวที ขอท้าโต้วาที จะเอาทีไหนก็ได้ ซีเอ็นเอ็น บีบีซี อัลจาซีราห์ ที่ไหนก็ได้ ที่ที่พ.ต.ท.ทักษิณ อวดอ้างว่ามีเพื่อนสนิทรู้จักอย่างดี หรือจะเป็นสเตเดียมที่แมนฯซิตี้ก็ได้ อย่าเอาแต่พูดคนเดียวเอาของจริงมาพูดกัน
แจงรับเงินไปทำบุญ อย่าบิดเบือนความจริง
เรื่องต่อมาคือการกล่าวหาว่า ตนรับเงินจากพ.ต.ท.ทักษิณ สมัยเป็นทูตนั้น ก็ขอเรียนว่าเป็นธรรมดาที่ผู้ใหญ่จะต้องมีเมตตากับผู้น้อย การให้เงินข้าราชการเด็กๆ เป็นธรรมเนียมที่ทำมาตลอด ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้ให้เงินตนในหลายประเทศ ซึ่งยืนยันว่าตนไม่เคยเอาไปใช้เอง แต่ไปใช้ในการทำบุญตลอด ถามว่าเมื่อใส่บาตรแล้วจะเอาของออกจากบาตรหรืออย่างไร ยืนยันว่าไม่ได้ใช้แม้แต่บาทเดียว ดังนั้น กรุณาอย่าบิดเบือนข้อเท็จจริง เงินทุกบาทก็เคยได้เรียนว่าไปใช้ทำอะไรแล้วด้วย
ยกตัวอย่างที่อินโดนีเซีย ที่พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างนั้นตนก็นำเงินดังกล่าวไปมอบให้กับชาวประมงไทยที่ถูกจับไปช่วยเหลือเขา ไปแจกหมด ให้วัดไทยที่อินโดฯ ด้วย มีผู้เสียชีวิตที่นั่นตนก็นำไปให้
“ถามว่าจะไปทวงคืนในนรกหรือสวรรค์หรืออย่างไร” นายกษิต กล่าวและว่า ที่เยอรมันก็เช่นกัน หญิงไทยหากินมีชีวิตลำบากที่นั่นตนก็นำเงินเหล่านี้ไปช่วย แม้แต่เหตุพายุแคทริน่าถล่มที่สหรัฐก็เช่นกัน สมัยตนเป็นทูตสหรัฐ ก็นำเงินตรงนี้ไปช่วยเหลือ เงินดังกล่าวเป็นเงินเพียงเล็กๆ น้อยๆ ผ่านมือไม่กี่แสนบาท พ.ต.ท.ทักษิณ จะทวงคืนหรือไม่ จะทวงคืนจากบาตรหรือไม่เพราะได้ทำบุญช่วยคนไปแล้ว แต่เอาเงินบุญมากระทืบตนให้จมแผ่นดินหรือไร
“ผมไม่ต้องการอะไรจากคุณทักษิณ ที่จะให้โน่นนี่ ผมไม่ต้องการ เพราะแค่นี้ก็พอกินพอใช้ตามสภาพ” รมว.ต่างประเทศ กล่าว
ให้บอกมาอยู่ไหน พร้อมไปเอาพาสปอร์ตอยู่แล้ว
ส่วนประเด็นที่สามคือ เรื่องคืนพาสปอร์ต ขอเรียนว่าถ้าอยากจะคืนจริงก็ช่วยบอกสถานที่ที่จะไปเอาด้วย อย่าทำกำกวม ทำตัวเป็นตุ๊ดตู่ ยินดีจะบินไปหา แล้วถ้าสละสัญญาชาติไทยได้ด้วยก็ยิ่งดี เพราะอยู่ไปก็รกแผ่นดิน ถ้าไม่ใช้ก็กรุณาส่งคืน ให้บอกมาว่าจะให้ไปรับที่ไหน
ขณะที่เรื่องของตำแหน่งที่ว่าขอแล้วไม่ให้นั้น นายกษิต กล่าวว่า ส่วนเรื่องตำแหน่งนั้น ก่อนหน้านี้ยอมรับว่าเป็นแฟนพ.ต.ท.ทักษิณ เราเคยแชร์อุดมการณ์กันเมื่อปี 1994 สมัยตนเป็นทูตอินโดนีเซีย ท่านเป็นรมว.ต่างประเทศ ตอนนั้นชอบพอกัน
“ผมก็หลงรักท่านเช่นเดียวกับคนอื่น เพราะเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศที่พูดจากันรู้เรื่อง ทำให้เป็นแฟน กระทั่งมีการชักชวนให้ลงเลือกตั้งในนามพรรคพลังธรรมกัน ซึ่งตนก็เคยได้ให้คำแนะนำเรื่องนโยบานยต่างๆ ไปในสมัยนั้น เพราะคิดว่าเราควรจะร่วมมือกันสร้างประเทศไทยให้เป็นเลิศได้ ก็ติดต่อกันตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนเป็นทูตเยอรมัน” นายกษิต กล่าว
รับเคยรักกัน แต่ขัดแย้งเรื่องความคิดไม่ใช่ส่วนตัว
จากนั้นพ.ต.ท.ทักษิณ ก็เว้นว่างการเมืองไป แต่ก็ยังพูดคุยเรื่องอุดมการณ์กัน กระทั่งพ.ต.ท.ทักษิณเอ่ยปากว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลจะให้มาช่วยราชการ ซึ่งหลังจากที่ตนได้หยุดหน้าที่ทางราชการก็ได้รับมอบหมายงานหลายชิ้น เช่นเรื่องคดีเพชรซาอุฯ ซึ่งตนก็เสนอให้ปฏิรูปกรมตำรวจ แต่กลับได้รับคำตอบว่า นั่นเป็นบ้านผม หลายเรื่องที่มอบหมายให้ทำกลับถูกเพิกเฉย ไม่อยากจะฟัง ซึ่งตนก็มาคิดได้ว่าสิ่งที่คุยกันไว้ ไม่มีการทำตามที่เสนอ ที่ไม่พอใจไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของอุดมการณ์ที่ไม่ตรงกัน
“เพราะผมเห็นว่าระบอบทักษิณ ไม่มีธรรมาภิบาล และผมก็พร้อมที่จะสู้ ไม่ได้สู้กันในทางลับ แต่สู้กันบนที่แจ้ง บนท้องถนนตลอดเวลา” นายกษิต กล่าวและว่า นี่คือที่มาที่ไปว่าเราเคยรักกันแล้ววันหนึ่งก็แตกคอ เพราะเห็นไม่ตรงกันในเรื่องการบริหารบ้านเมือง ไม่ใช่เรื่องไม่ชอบพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการส่วนตัว
“ไม่มีอะไรจะเล่นแล้วหรือ ถึงทำตัวเป็นหนอนในโคลนตม เน่าเฟะ แล้วจะกระทืบผมจมแผ่นดิน คุณทักษิณหมดปัญญาแล้วหรือที่ใช้ลิ่วล้อขุดคุ้ยผม เปียโนผมก็ยังอยู่ที่บ้าน ซื้อมามือสอง หนักหัวใครหรือเปล่า ถ้าอยากเรียนผมก็พร้อมสอน ราคาแสนต้นๆ ถ้าผิดเพราะไม่กรอกในใบแสดงทรัพย์สินก็ลงโทษได้เลย ผมอยู่บ้านทาวน์เฮาส์สื่อมวลชนก็เห็น ผมไม่ได้เล่นแอบซ่อนอะไร ขอให้เลิกทำตัวเป็นหนอนทั้งคุณทักษิณ และลิ่วล้อ ผมยืนยันผมกล้าพูดในความจริงไม่งั้นไม่มายืนตรงนี้ ไม่มาเป็นรัฐมนตรี ไม่เถียงในที่แจ้งอย่างนี้” รมว.บัวแก้ว กล่าว
อัดแหลกหน้าตัวเมีย ท้าคืนพาสปอร์ต
“ขอท้าพ.ต.ท.ทักษิณ อีกครั้ง ที่ไหนก็ได้ทุกเวที เอากันไหมครับ แต่ขอว่าอย่ามาข่มขู่ประชาชน หรือจะเอากองทัพที่เป็นกุ๋ยมาข่มขู่สังคมไทย หรือผมได้ ผมไม่กลัว ผมขอท้าด้วย” นายกษิต กล่าว และว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ขี้ขลาดเก่งแต่พูดคนเดียว หนีสภา หนีโต้วาที หนีศาล แล้วใหลิ่วล้อมาบอกว่าตนเป็นผู้ก่อการ้าย ถามว่าเรียนมาเสียสูงอย่างนี้ยังแยกไม่ออกหรือว่าผู้ก่อการร้ายกับการพูดเพื่อสังคมบนเวทีสาธารณะต่างกันอย่างไร อย่ามาสาดโคลนกัน
“ดีแล้วที่ส่งพาสปอร์ตคืน ขอให้ช่วยส่งบัตรประชาชนมาด้วย แล้วอย่ามาตอแยประเทศไทย สังคมไทยต้องการเดินหน้า และไม่ต้องการคนที่มาจากระบบประชาธิปไตยแต่ทำตัวเป็นเผด็จการ เป็นฮิตเลอร์ อย่าทำตัวเป็นมนุษย์ขี้ขลาด หรือหน้าตัวเมีย ความจริงผมก็ไม่อยากจะใช้คำนี้ แต่ถึงที่สุดก็คงต้องใช้ เพราะเป็นคนไม่กล้าเผชิญกับความเป็นจริง” นายกษิต กล่าวและว่า ผมมีแค่นี้ มีเกียรติประวัติ อย่าได้หยามกันหรือเล่นสกปรกกันเลย ที่เคยพูดในสภาว่าจะสู้ไม่ถอย สู้จนชีวิตจะหาไม่ ไม่ต้องมาหลบๆ ซ่อนๆ แต่ก็ต้องขอโทษที่ใช้เวทีกระทรวงต่างประเทศพูด เพราะไม่ได้เกี่ยวกับนโยบาย แต่คิดว่าคงรอเวลาไม่ได้
ส่วนเรื่องอื่นๆ คงไม่ต้องมาแจงอะไร เพราะครอบคลุมแล้ว แต่ขอท้าอีกครั้งว่า แน่จริงเวทีซีเอ็นเอ็นก็ได้ เลือกมาเลยที่ไหนก็ได้ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเป็นภาษาอาหรับที่พ.ต.ท.ทักษิณไปบ่อยๆ หรืออยู่มานานแล้วคงต้องขอเวลาหน่อย เพราะยังไม่ได้เรียน ส่วนคำถามอื่นขออนุญาตไม่ตอบ
หลังจากที่มีฝนตกกระจายทั่วกรุงเทพมหานคร และปริมลฑล ทั้งยังมีลมกระโชกแรงในหลายพื้นที่ เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน และลมพัดแรง ทำบ้านเรือน และป้ายโฆษณาเสียหายหลายจุด โดยจุดที่เกิดอุบัติเหตุรถชนกันมากที่สุด คือ ถ.พระราม 4 ขาออก ช่วงกลางสะพานไทย-เบลเยียม มีรถชนท้ายกัน 14 คัน และที่บริเวณอุโมงค์ห้วยขวางมุ่งหน้า ถ.รัชโยธิน มีรถชนกันรวม 5 คัน ขณะที่บริเวณหน้าศาลอาญามีรถกระบะวีโก้เสียหลักพุ่งชนราวสะพานขวางช่องทางจราจร โดยจุดที่เกิดเหตุทั้งหมด ส่งผลให้รถติดขัดอย่างหนัก ขณะที่วงเวียน ถ.ราชพฤกษ์ เกิดเหตุรถบรรทุกขนาดใหญ่เสียหลักพลิกตะแคง 1 คัน ห่างกันไม่มากนักพบว่ามีรถกระบะพลิกคว่ำอีก 1 คัน และจากการตรวจสอบไปยังอีกหลายจุดทั่วกรุงเทพมหานคร พบว่า ยังมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอีกหลายจุด ส่วนใหญ่จะเป็นการชนท้ายกัน 2-3 คัน มีความเสียหายเล็กน้อยเท่านั้น แต่ในทุกจุดก็ส่งผลให้รถติดขัดทั่วกรุงเทพมหานคร ขณะที่ฝนก็ยังตกลงมาอย่างหนักทั่วกรุงเทพมหานคร โดยที่พื้นที่ลาดพร้าวช่วงซอย 101 เกิดลูกเห็บขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 ซ.ม. ตกลงมา ทั้งยังมีประชาชนอีกหลายพื้นที่แจ้งว่ามีลูกเห็บตกลงมาในพื้นที่เช่นกัน
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ที่บริเวณสนามหลวง 2 หรือตลาดนัดธนบุรี มีฝนตกหนัก และลมแรงพัดเต็นท์ของพ่อค้าแม่ค้า และสิ่งของปลิวเกลื่อนตลาด บรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างเก็บทรัพย์สินหนีฝนอย่างชุลมุนวุ่นวาย
“กฤษฏ์ – ลีเดีย” เบี้ยวไกล่เกลี่ย หมอดูเผยอีกฝ่ายไม่มาแล้วตนจะไปทำไม แหล่งข่าวตั้งข้อสังเกตมูลเหตุหมอหนุ่มฟ้องกลับอาจจะได้คนหนุนหลังดีกรีระดับ “คุณหญิง” อดีตภรรยาผู้ยิ่งใหญ่ที่มีข่าวพัวพันกับนักร้องหญิง ชี้ ทนายของหมอคอนเฟิร์มเคยว่าความให้กับอดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชน
ทำเอาศาลต้องรอเก้ออีกครั้ง สำหรับความพยายามในการไกล่เกลี่ยคดีความที่หมอดู “กฤษฏ์ ศุภกฤษฏ์ ปทุมศรีวิโรจน์” เจ้าของฉายาจอมคอนเฟิร์มให้ทนายยื่นฟ้องร้องนักร้องสาวค่ายอาร์เอส “ลีเดีย ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา” จำเลยที่หนึ่ง และแฟนหนุ่ม “แมทธิว ดีน ฉันทวานิช” จำเลยที่ 2 ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยเรียกค่าเสียหายทดแทนเป็นจำนวน 100 ล้านบาท
ซึ่งในวันนี้ (30) ถือเป็นการนัดไกล่เกลี่ยครั้งที่ 2 หลังจากเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมา ที่การไกล่เกลี่ยต้องล้มเหลวไป เนื่องจากทางฝ่ายนักร้องหญิงมิได้มาตามที่ศาลนัดหมาย โดยปรากฏว่า ในวันนี้เองการไกล่เกลี่ยคดีความดังกล่าวก็ต้องล้มเหลวลงไปอีกครั้ง เหตุเพราะทั้งสองฝ่ายต่างมิได้เดินทางมาที่ศาลแต่อย่างใด
สอบถามไปยังหมอดูจอมคอนเฟิร์มถึงการเบี้ยวนัดในครั้งนี้เจ้าตัวได้ตอบเพียงแบบสั้นๆ ว่า เหตุที่ตนไม่ไปก็เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่มาอย่างแน่นอน ก็เลยไม่รู้ว่าจะไปทำไม…“ผมจะไปทำไมครับ ฝ่ายนั้นยังไม่มาเลย เขาไม่มาแล้วผมจะไปทำไมครับ”
ในส่วนของคดีความที่หมอดูหนุ่มได้ยื่นฟ้องร้องต่อ นางสาวศันสนีย์ วนะไชยเกียรติ มารดาของนักร้องหญิงในข้อหาฐานความผิดต่อเสรีภาพนะครับ และคดีแพ่งที่ศาลแพ่งรัชดาความผิดฐานละเมิดโดยเรียกสินไหมทดแทนความเสียหายจำนวน 100 ล้านบาทนั้น จะมีนัดไกล่เกลี่ยกันอีกทีในวันที่ 18 พ.ค.นี้ ที่ศาลแพ่งจังหวัดนนทบุรี
สำหรับเรื่องราวความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายในครั้งนี้ เกิดขึ้นมาจากการที่ทางหมอดูจอมคอนเฟิร์มได้ทำนายทายทักดวงของนักร้องหญิง ว่า มีเกณฑ์ตั้งท้องผ่านรายการโทรทัศน์ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับมารดาของนักร้องหญิงเป็นอย่างมาก ถึงขั้นเดินขึ้นไปบนเวทีในงานเลี้ยงงานหนึ่งที่หมอดูหนุ่มเป็นแขกรับเชิญ ก่อนจะทำการต่อว่าต่อขานการกระทำของอีกฝ่าย พร้อมให้หมอดูชื่อดังก้มกราบที่เท้าเพื่อเป็นการขอขมา
หลังเหตุการณ์ในวันนั้นไม่นาน มารดาของนักร้องหญิงจึงได้ส่งทนายยื่นฟ้องหมอดูจอมคอนเฟิร์มเป็นจำนวนเงิน 50 ล้านบาท ก่อนที่หมอดูหนุ่มจะส่งทนายยื่นเรื่องฟ้องกลับทั้งทางแพ่งและคดีอาญาเรียกเงินเป็นจำนวนที่สูงถึง 200 ล้านบาท ด้วยเหตุผลที่ว่า ทนไม่ได้ที่ทั้งทางนักร้องหญิง, แฟนหนุ่ม และมารดายังคงมีการพูดจาสัมภาษณ์ให้ร้ายดูหมิ่นตนเองอยู่ตลอดเวลาทั้งที่ตนได้ออกปากว่าเสียใจและขอโทษในสิ่งที่ได้กระทำไปแล้ว
โดยการลุกขึ้นมาฟ้องกลับของหมอดูหนุ่มในครั้งนี้ ได้สร้างความแปลกใจให้กับหลายคนเป็นอย่างมาก เนื่องจากตั้งแต่ที่เกิดเรื่องขึ้นมาหมอดูหนุ่มอยู่ในภาวะที่ยอมคู่กรณีมาโดยตลอด ทั้งการพร้อมที่จะก้มลงกราบที่เท้าของมารดานักร้องหญิงเพื่อขอขมา, ทั้งภาพที่เขาร้องไห้ฟูมฟายออกทีวี บอกว่า เสียใจกับสิ่งที่ได้ทำนายไป หรือแม้กระทั่งการออกปากว่าตนเองคงจะไม่มีปัญญาไปหาเงินมาชดใช้ต่ออีกฝ่ายได้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวคนหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตว่า งานนี้หมอดูหนุ่มอาจจะไม่ได้ไปได้ของดีอะไรมาแต่อย่างใด หากแต่เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะได้ “คนหนุนหลัง” มาเสียมากกว่า โดยแหล่งข่าวคนเดิมได้ตั้งข้อสังเกตว่าทนายที่ว่าความให้กับหมอดูหนุ่มในครั้งนี้อย่างนาย “สาคร ศิริชัย” นั้นก็คือทนายที่ว่าความให้กับนาย “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ที่ถูก นายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ กำนันตำบลจันจว้า อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงรายฟ้องก่อนที่ นายยงยุทธ จะถูก กกต.(คณะกรรมการเลือกตั้ง) แจกใบแดง อันนำมาซึ่งการยุบพรรคพลังประชาชนนั่นเอง
“เป็นที่รู้กันดีว่า ทาง นายยงยุทธ เองมีความสนิทสนมกับคนระดับ “คุณหญิง” อดีตภรรยาผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของบ้านเรา แล้วก็เป็นที่รู้ดีว่าทางนักร้องหญิงที่ถูกฟ้องนั้นก็มีข่าวซุบซิบนินทาถึงความสัมพันธ์กับอดีตผู้ยิ่งใหญ่คนนั้นอยู่โดยตลอด งานนี้อาจจะเป็นการเอาคืนกันก็ได้ ใครจะไปรู้”
“ทำไมอยู่ดีๆ หมอดูหนุ่มถึงลุกขึ้นมาฟ้องทั้งๆ ที่ไม่มีวี่แววมาก่อนแถมยังบอกว่ามีหลักฐานพร้อม แล้วทำไมพอถูกฟ้องนักร้องหญิงถึงต้องโวยว่าถูกผู้ใหญ่รังแก ทั้งที่ก่อนหน้าเจ้าตัวก็ค่อนข้างมั่นใจว่าจะเอาชนะคดีอีกฝ่ายได้ ที่สำคัญ ทนายก็มีตั้งเยอะทำไมถึงบังเอิญเป็นคนๆ นี้” แหล่งข่าวคนเดิมตั้งข้อสงสัย
ก็คงจะต้องรอดูกันต่อไปว่างานนี้จะลงเอยกันเช่นไร
“พลอย ลิตเติ้ลวอยซ์” โผ่ลควงแฟนไปกินข้าว เจอดักสัมภาษณ์ เจ้าตัวเปิดใจครั้งแรกเสียใจกับการกระทำของตัวเอง สุดเสียใจพ่อแม่โดนถาม “ทำไมลูกทำตัวแบบนี้” ขอโทษแฟนๆ ที่ทำตัวไม่ดีๆ ลั่นจะไม่จะทำอีกแล้ว ปฏิเสธข่าวเข้าไปกอด “ป๊อบ” ต่อหน้า “แพม” ไม่ขอพูดถึงเรื่องอดีตให้ดูกันเอาเองว่าอันไหนเรื่องจริง อันไหนละคร
หลังจากที่ “พลอย ณัฐชา สวัสดิ์รักเกียรติ” นักร้องสังกัดแกรมมี่ตกเป็นข่าวเปิดศึกด่า “แพม ปานพิมพ์ เตชะธนชัยพัฒน์” นักแสดงเดอะกิ๊ก ค่ายโมโนฟิล์มใน hi 5 ถึงขั้นขึ้น มึง-กู สัตว์เลื้อยคลาน จวกว่าเป็น “อีตัว” แถมยังถากถางว่าทำศัลยกรรมมาทั้งตัว เนื่องจากไม่พอใจที่แพมนำรูป “ป๊อบ ทศพล สมิงวัน” นายแบบอดีตแฟนของแพม ซึ่งขณะนี้กำลังคบหากับพลอยโพสขึ้นใน hi5 จนแพมทนไม่ไหวออกมาโวยวายผ่านสื่อพร้อมแจ้งความดำเนินคดีกับนักร้องคนดังในข้อหาหมิ่นประมาท จนกลายเป็นข่าวใหญ่โตขึ้นหน้าหนึ่งทุกฉบับ
ซึ่งที่ผ่านมาทางด้านนักร้องคนดังก็เก็บตัวเงียบไม่ออกงานไม่แถลงข่าว เล่นบทขอมดำดินหลบหน้าสื่อมวลชนอยู่พักใหญ่ แต่ล่าสุด “พลอย” กับ “ป๊อบ” ก็ได้ควงคู่กันมาทานอาหารย่านถนนพระอาทิตย์บังเอิญผู้สื่อข่าวเอเอสทีวีบันเทิงผู้จัดการออนไลน์ไปพบจึงทำการบันทึกภาพ และรอให้ทั้งคู่ทานอาหารเสร็จจึงตรงเข้าไปขอสัมภาษณ์ ทำเอาพลอยตกใจเล็กน้อยแต่ก็ยอมให้สัมภาษณ์โดยดี ก่อนที่จะน้ำตาซึมออกมาด้วยความรู้สึกอัดอั้นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ที่ผ่านมาคือพลอยก็เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เดือดร้อนพลอยยังไม่เท่าไหร่แต่สิ่งที่เดือดร้อนมากที่สุดคือ คุณพ่อคุณแม่ต้องเดือดร้อนด้วย พลอยก็รู้สึกแย่กับสิ่งที่พลอยทำ พอมันเกิดเรื่องกลายเป็นทุกอย่างมันเยอะขึ้นๆ เรื่องจริงเรื่องไม่จริงมันเต็มไปหมดเลย ถ้าเกิดพลอยออกไปพูดพลอยพูดทีหลังคนเราฟังเรื่องแรก พอฟังเรื่องที่สองก็คงคิดว่าเป็นการแก้ตัวอยู่แล้ว พลอยคิดว่าต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์”
“พลอยก็ยอมรับและรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่พลอยทำ แต่เรื่องอื่นๆ มันก็หลายเรื่องมาก พลอยไม่อยากจะพูดอะไรแล้วคือเรื่องมันผ่านไปแล้ว ตอนนั้นเหมือนพลอยใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ พลอยก็เสียใจแล้วก็โมโหซึ่งมันก็คงไม่ใช่ทางออกที่ดี และไม่ว่าเรื่องมันจะเป็นเพราะพลอยหรือเพราะใคร หรือว่ามันเกิดอะไรขึ้น พลอยว่าให้มันผ่านไปดีกว่าค่ะ พลอยไม่อยากจะพูดอะไรอีกแล้วว่ามันเกิดมาจากสาเหตุอะไร”
ไม่ขอตอบถึงสาเหตุที่ทำให้ “พลอย” ฉุนขาดจนต้องออกมาด่า “แพม” ในhi 5 ด้วยคำพูดที่รุนแรง
“พลอยไม่อยากจะพูดอะไรอีกแล้ว เพราะยิ่งพูดคนก็ยิ่งคิดว่าเราแก้ตัว ไม่ว่ามันจะเป็นยังไงก็ตามเรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว และพลอยก็ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจจริงๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามถ้าพลอยรอบครอบกว่านี้ ถ้าพลอยคิดก่อน ถ้าพลอยไม่หงุดหงิดไม่โมโหก็คงไม่เกิดเรื่องนี้ พลอยคิดว่าเป็นเพราะพลอยดีกว่าที่ทำให้เรื่องมันบานปลายมาขนาดนี้ แต่ไม่พูดดีกว่าว่าเพราะอะไรมันถึงเกิด เพราะว่าเราก็โตๆ กันแล้วเดี๋ยวก็คงจะเข้าใจเอง”
“ตอนนั้นพลอยใช้อารมณ์ด้วยค่ะ พลอยก็เสียใจที่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจทำอะไรหลายๆ อย่าง พลอยก็รู้สึกเรื่องของคุณพ่อคุณแม่ แต่พี่ๆ ผู้ใหญ่ในแกรมมี่ก็เข้าใจไม่มีใครว่าอะไร มันก็คือช่วงชีวิตที่ทุกคนก็เคยผ่านมา แต่สิ่งที่พลอยเสียใจมากที่สุดคือเรื่องคุณพ่อคุณแม่”
ไม่หวั่นคนอื่นมองไม่ดีที่ใช้คำพูดหยาบคาย แต่รู้สึกแย่ถ้าคนอื่นมองคุณพ่อคุณแม่ไม่ดี
“ถ้ามองพลอยไม่ดีพลอยไม่ค่อยกลัว แต่ถ้าเกิดมองคุณพ่อคุณแม่มันก็รู้สึกแย่”(เสียงสั่น)
การเป็นศิลปินดาราทำให้หลายๆ คนคาดหวังว่าจะต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีกับเยาวชน แต่การที่ “พลอย” ใช้คำพูดหยาบคายออกมาเป็นชุดแบบนี้ ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า เหมาะสมหรือไม่กับการเป็นแบบอย่างของเยาวชน และสุดท้ายแล้วพลอยจะรับผิดชอบกับการกระทำของตนเองอย่างไร
“พลอยเสียใจ เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้คนรอบข้าง ทำให้คุณพ่อคุณแม่เดือดร้อน(น้ำตาคลอ) และก็เสียใจ พลอยอยากจะขอโทษทุกคนที่ทำให้เกิดเรื่องมันวุ่นวายไปหมด ขอโทษแฟนคลับขอโทษคนที่เคยชื่นชอบพลอย ขอโทษที่ทำให้ผิดหวัง ตอนนั้นพลอยใช้อารมณ์ในการตัดสินใจจริงๆ พลอยไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นแบบนี้ พลอยไม่อยากจะพูดว่าเพราะใครอะไรแบบไหน เอาเป็นว่าพลอยก็เสียใจกับสิ่งที่พลอยทำ สำหรับพลอยคงไม่มีเกิดขึ้นอีกแล้ว แต่ก็ขึ้นกับฝ่ายนั้นว่าเขาจะทำอะไรยังไง”
รับปากจะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงแบบนี้เกิดขึ้นอีก
“ต่อไปนี้เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว ต่อไปพลอยจะไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบไหน พลอยจะไม่ใช้อารมณ์อีกแล้วค่ะ”
จากการที่ “พลอย” ใช้คำพูดหยาบคายจนกลายเป็นข่าวดัง ทำให้หลายๆ คนถึงกับช็อกเลยทีเดียว แทบไม่น่าเชื่อว่านักร้องภาพลักษณ์สดใสเรียบร้อยน่ารักจะมีการใช้คำพูดที่รุนแรง เป็นเหตุให้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วเรื่องนี้พลอยไม่ตอบ ได้แต่กล่าวขอโทษ
“ก็ขอโทษทุกๆ คนที่ทำให้ทุกคนรู้สึกแย่กับพลอย คิดว่าต่อไปคงไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว”
เผยฟีดแบคจากเหตุการณ์ครั้งนี้กับตัวเองไม่เท่าไหร่ แต่เสียใจที่มีคนไปถาม “คุณพ่อคุณแม่” ว่าทำไมลูกถึงทำตัวแบบนี้
“ฟีดแบคมันก็มีบ้างอยู่แล้ว เพราะอย่างแรกพลอยไม่เคยออกมาพูด และพลอยก็เลือกที่จะไม่ออกมาพูดดีกว่า คนอื่นก็มีสิทธิ์ที่จะเข้าใจจากสื่อที่ออกมาว่าจะเป็นยังไง ซึ่งเราก็ว่าอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ก็เอาเป็นว่าพลอยรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่พลอยทำก็แล้วกัน ทุกคนจะคิดยังไงพลอยก็ทำอะไรไม่ได้ แต่สิ่งที่พลอยแคร์คนที่พลอยแคร์ก็คือคุณพ่อคุณแม่มากที่สุด พลอยก็เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น พลอยคิดว่าคนก็ต้องใช้ชีวิตต่อไปพลอยก็ต้องไปทำงานตามปกติ”
เมื่อช่วงสายของวันที่ 18 มี.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าที่วัดสว่างอารมณ์ (แคแถว) ต.ขุนแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม มีสาวไทยซึ่งเป็นภรรยาชาวต่างชาติ ถูกหวยล็อตโต้ของเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศฮอลแลนด์ จำนวน 2 ใบๆ ละ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ รวมเป็นเงินประมาณ 4 ล้านบาท ได้มาแก้บนและสะเดาะเคราะห์ที่วัดสว่างอารมณ์ จึงเดินทางไปตรวจสอบ
ที่บนศาลาการเปรียญวัดสว่างอารมณ์ มีการเลี้ยงอาหารเพลพระสงฆ์ทั้งวัด โดยสั่งโต๊ะจีนจากในตัว จ.นครปฐม มาเลี้ยง ผู้สื่อข่าวได้พบกับนางณัฐชดา แอนเดอร์สัน อายุ 56 ปี บ้านอยู่ถนนสุขุมวิท 103 อุดมสุข 26 เขตบางนา กทม. เป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงครั้งนี้ เผยว่า ตนและสามี คือ นาย ซี.เอฟ.แอนเดอร์สัน ปัจจุบันอายุ 76 ปี ชาวเดนมาร์ก อดีตเป็นกัปตันเครื่องบินสายการบิน เอส.เอ.เอส. พำนักอยู่ที่เมืองอัมสเตอร์ดัม หลังจากเกษียณแล้วได้มาอยู่ในประเทศไทยกับตน และจะกลับประเทศฮอนแลนด์ปีละครั้ง เพราะยังมีบ้านอยู่ที่นั่นและจะต้องไปเสียภาษีปีละ 1 ครั้ง
นางณัฐชดา กล่าวต่อว่า นายแอนเดอร์สัน สามีเป็นคนชอบเล่นการพนันและจะเป็นสมาชิกกับบริษัทรับแทงหวยล็อตโต้ในหลายประเทศ เช่น ล็อตโต้อเมริกา อังกฤษ อิตาลี ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และฮอลแลนด์ โดยเป็นสมาชิกของบริษัทรับแทงล็อตเตอรี่หรือเรียกว่าล็อตโต้ ของเมืองอัมสเตอร์ดัม มาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว แต่ละเดือนทางบริษัทรับแทงจะส่งใบแทงมาให้กรอกหมายเลขที่จะแทง 7 หลัก ทางอินเทอร์เน็ต เมื่อกรอกหมายเลข 7 หลักระบุจำนวนเงินแทงลงไปแล้ว ทางบริษัทผู้รับแทงก็จะส่งใบแทงกลับมา พร้อมกับมีใบสมนาคุณซึ่งเป็นโบนัสสำหรับผู้ที่เสี่ยงโชคกับบริษัทให้กลับมา ซึ่งในบัตรสมนาคุณนั้นจะมีช่องปิดตัวเลขเพื่อให้ผู้ที่ได้รับขูดเหมือนบัตรโทรศัพท์ ให้ขูด 6 ช่อง ในแต่ละช่องจะมีตัวเลขหลักหน่วยจนถึงหลักแสน หากตัวเลขตรงกัน 3 ช่อง ก็ถือว่าถูกรางวัลโบนัสตามที่บริษัทรับแทงกำหนดไว้ และหากว่าในงวดนั้นไม่ถูกก็จะนำรางวัลไปทบเพื่อเป็นรางวัลครั้งต่อไป เหมือนเป็นการเชิญชวนหรือล่อให้คนแทง
นางณัฐชดา กล่าวต่อว่า หวยล็อตโต้ต่างประเทศจะออกเดือนละ 2 ครั้ง ตนกับสามีก็จะดูว่างวดไหนที่มีรางวัลมากก็จะแทงกัน โดยงวดที่ตนถูกนั้น เป็นงวดของเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา โดยก่อนที่จะรับใบสมนาคุณที่ทางบริษัทรับแทงจะส่งมา ตนอ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเจอว่ามีภรรยาชาวต่างชาติรายหนึ่งมานอนในโลงทำพิธีบังสุกุลเป็นบังสุกุลตาย แล้วไปซื้อล็อตเตอรี่ถูกรางวัลถึง 4 ล้านบาท เลยเดินทางมาเข้าร่วมพิธี ให้หลวงพ่อแป๊ะ เจ้าอาวาสเป็นคนทำพิธีให้ โดยสั่งไว้ว่าให้คิด แต่สิ่งดีๆ และอโหสิกรรมให้กับสิ่งที่เลวร้าย ตนบนไว้ขอให้โชคดีถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 ขอให้ร่ำรวย
ภรรยาชาวต่างชาติที่โชคดีรายนี้กล่าวต่อว่า หลังจากเสร็จพิธีแล้วได้เดินทางกลับบ้านที่ กทม. จากนั้น 2 วัน สามีก็นำใบสมนาคุณที่บริษัทล็อตโต้เมืองอัมสเตอร์ดัมส่งมาให้ทั้งหมด 3 ใบ พร้อมบอกว่า ชอบเดินทางไปวัดนัก ลองเอาใบสมนาคุณไปขูดเลขดูเผื่อโชคดี พร้อมบ่นว่าเป็นสมาชิกมากว่า 10 ปี แล้วยังไม่เคยเห็นถูกเลขเลย เมื่อตนขูดดูพบว่ามีเลข 50,000 ดอลลาร์ ตรงกันรวม 3 ช่องอยู่ 1 ใบ เมื่อสามีรู้ถึงกับเฮลั่นบ้าน จากนั้นสามีก็วิ่งขึ้นไปบนห้องนอนหยิบใบสมนาคุณของเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ที่ยังไม่ได้ขูดเลขมาให้ขูดอีก 3 ใบ ปรากฎว่ามีเลข 50,000 ดอลลาร์ตรงกัน 3 ช่อง อีก 1 ใบ ถึงกับดีใจกันทั้งบ้าน
“ใบสมนาคุณระบุว่าหากถูกรางวัลต้องมารับภายใน 1 ปี ไม่เช่นนั้นจะหมดสิทธิ์ สามีจึงโทรศัพท์แจ้งไปยังบริษัทรับแทงที่อัมสเตอร์ดัม ซึ่งเจ้าหน้าที่บริษัทที่รับสายได้ตอบรับให้นำใบสมนาคุณ พร้อมเอกสารสมาชิกมาแสดงเพื่อรับรางวัลก่อนที่จะหมดเขต เมื่อ 3-4 วันก่อน สามีจึงนำเอกสารพร้อมทั้งใบสมนาคุณเดินทางไปยังอัมสเตอร์ดัม เพื่อรับเงิน” นางณัฐชดา กล่าว
พร้อมกันนี้ นางณัฐชดา ได้ถ่ายเอกสารใบสมนาคุณดังกล่าวไว้ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันและเก็บไว้ดูว่าถูกจริง และแสดงให้ผู้สื่อข่าวดู และบอกว่าถือโอกาสมาทำบุญเลี้ยงพระก่อน หากสามีเดินทางกลับมาจากรับรางวัลก็จะนำเงินมาถวายให้วัดอีก 200,000 บาท เพื่อสมทบทุนซ่อมแซมพระอุโบสถต่อไป