หนึ่งใน music idol และ king of pop ไมเคิล แจ๊คสัน เสียชีวิตกระทันหันแล้ว
(more…)
เมื่อ รตท.ลลิน หรือ หมวดพริกปืนพลิ้ว (แอน ทองประสม) เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านก็ได้ทราบว่า อารียา หรือ ขิง (เจนสุดา ปานโต) น้องของเธอกำลังตั้งท้องกับหนุ่มกรุงเทพฯที่เธอไปพบตอนเปิดบู๊ทขายผ้าไหม ซึ่งเขาทิ้งเธอไปอย่างไม่มีเยื่อใยทำให้ขิงเสียใจเป็นอย่างมาก สร้างความกลุ้มใจให้กับกำนันแพร้ว (ไพโรจน์ ใจสิงห์) และ พุดซ้อน (กาญจนา จินดาวัฒน์) ผู้เป็นแม่ ลลินพยายามถามความจริงจากน้องสาวแต่ไม่สำเร็จ ทางด้านผู้ใหญ่ก็พยายามแก้ปัญหาโดยให้ขิงแต่งงานกับ บุญช่วย หรือ ผู้ใหญ่แฮ้ว (เบญจพล เชยอรุณ) แต่เธอปฏิเสธเสียงแข็งไม่ยอมแต่งเด็ดขาด ผู้ใหญ่แฮ้วจึงหันมาสนใจลลินแทน แต่ก็ต้องอกหักเช่นเคย
พริกแอบเข้าไปค้นห้องของขิงแล้วเจอนามบัตรของ จอมทัพ ทรัพย์มหาศาล (ชาคริต แย้มนาม) เธอจึงเดินทางไปกรุงเทพฯเพื่อจะเอาเรื่องกับผู้ชายคนนี้ พริกบุกเข้าไปในบริษัทแล้วทำร้ายจอมทัพต่างๆนานาโดยไม่รู้ว่า ที่จริงแล้ว จอมพล (กรรชัย กำเนิดพลอย) พี่ชายของเขาต่างหากที่ทำร้ายน้องสาวเธอ แต่แทนที่จอมทัพจะโกรธที่โดนทำร้าย เขากลับชอบใจในความแสบของลลิน เมื่อเขาบอกเรื่องนี้กับจอมพล เขาถูกขอร้องให้ช่วยปิดความลับเรื่องนี้ไว้ ซึ่งจอมทัพก็ยอมช่วยและสวมรอยเป็นจอมพลเสียเอง
ลลินและ รตอ.ภัทร (อรรคพันธ์ นะมาตร์) คู่หูที่แอบชอบเธออยู่ ถูก น้ำเพชร (กัญญา รัตนเพชร์) นักข่าวอาชญากรรมตามตื้อขอสัมภาษณ์ แต่ทั้งคู่ไม่ยอม ทำให้ภัทรไม่ชอบน้ำเพชรมากจนต้องทะเลาะกันทุกครั้งที่เจอ แต่จริงๆแล้วน้ำเพชรคอยหาข่าวจากกองปรามเพื่อช่วยเหลือ อิทธิพล นักธุรกิจผู้มีเบื้องหลังเป็นเจ้าของบ่อนคาสิโนยักษ์และธุรกิจผิดกฎหมาย เพราะเขามีบุญคุณกับเธออย่างปฏิเสธไม่ได้
พริกมาคุยกับคุณหญิงเลอลักษณ์ (จินตหรา สุขพัฒน์) แม่ของจอมทัพเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบให้กับขิง แต่กลับถูกตอกกลับว่า น้องเธอใจง่าย ทำให้พริกโกรธมาก จอมทัพยื่นข้อเสนอที่จะดูแลอารียาและลูก แต่สิ่งที่พริกต้องการเพียงอย่างเดียว คือ เขาต้องไปขอแต่งงานและดูแลขิงที่ร้อยเอ็ด พริกหาวิธีการต่างๆมากลั่นแกล้งจอมทัพเพื่อบีบเขาให้ทำตาม แต่นั่นทำให้เขารู้สึกชอบลลินขึ้นมา เธอใช้วิธีการมอมยาเขาแล้วพาตัวไปร้อยเอ็ด เลยทำให้รู้ความจริงเพราะขิงบอกว่า ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนที่ทำเธอท้อง ลลินรู้สึกผิดกับจอมทัพมาก แต่ก็ยังยืนยันที่เอาเรื่องกับจอมพลอยู่ดี แต่ชายหนุ่มกลับหนีไปเที่ยวต่างประเทศกับ แพททริเซีย หรือ แพตตี้ (ปวีณา ตันท์ศรีสุโรจน์) ลลินเลยไปทะเลาะกับคุณหญิงเลอลักษณ์แทน และนั่นเป็นสาเหตุทำให้เธอถูกพักงาน
จอมทัพรู้สึกผิดที่แม่ของเขาทำให้ลลินเดือดร้อนเลยไปเยี่ยมเธอบ่อยๆ ทำให้คุณหญิงไม่พอใจมาก ยิ่งลลินเห็นแบบนั้นเธอยิ่งทำตัวใกล้ชิดจอมทัพมากขึ้น คุณหญิงเลอลักษณ์จึงให้ นวลสมร (ดารณีนุช โพธิปิติ) เจ้าของร้านเพชรจอมหลอกลวงช่วยโดยการให้ลูกสาวของเธอ ศรียุดา (พิมพ์อักษิพร วินโกมินทร์) ดึงจอมทัพออกจากลลิน คุณหญิงให้ลูกชายหมั้นกับศรียุดาและยังส่งข่าวนี้ไปหาลลิน เธอจึงจัดฉากให้เข้าใจว่า เธอกับจอมทัพได้เสียกันซึ่งชายหนุ่มก็ยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง แต่นอกจากอยากแกล้งว่าที่แม่สามีแล้ว ลลินยังต้องการหาช่องทางที่จะสืบคดีอีกด้วย
ไม่นานนักงานแต่งงานของทั้งคู่ก็เกิดขึ้น ท่ามกลางความความไม่พอใจของคุณหญิงเลอลักษณ์ ลลินไม่หยุดความสะใจแต่เพียงเท่านี้ เริ่มยั่วคุณหญิงต่อไปทันทีที่เข้าไปอยู่ในบ้าน วันหนึ่งลลินและภัทรถูกอิทธิพลไล่ล่า จอมทัพตามไปไปช่วยลลินจนถูกยิง เหตุการณ์คราวนี้ทำให้คุณหญิงเลอลักษณ์ยิ่งเกลียดเธอมากขึ้นและพยายามบีบให้ลลินเลิกกับลูกชายให้ได้ แต่จอมทัพไม่ยอมเพราะเขารักลลินจริงๆ ทำให้เธอรู้สึกผิดมากที่แต่งงานกับเขาเพียงเพราะต้องการแก้แค้นและสืบคดี
จอมพลถูกแพตตี้หลอกเอาเงินแล้วไปมีชู้ ทำให้เขาเสียใจและคิดถึงอารียาขึ้นมา เลยเดินทางไปขอคืนดีกับเธอ แต่เขาก็ต้องผ่านบทพิสูจน์มากมายของกำนันแพร้วที่ทดสอบว่าที่ลูกเขยจอมกะล่อนตัวดี ทางด้านลลินและจอมทัพทั้งคู่เริ่มใกล้ชิดกันมากขึ้นๆทุกวัน เพราะจอมทัพต้องการปกป้องลลินจึงเรียนการใช้ปืนจากเธอ ทำให้ลลินรู้สึกรักจอมทัพแต่ก็ยังปากแข็ง
นวลสมรและอิทธิพลจะทำการหลอกขายเพชรปลอมกันในงานเลี้ยงประมูลเพชร หมวดพริกและภัทรจึงวางแผนจับโจรกันในคราวนี้ ภัทรเห็นว่าคดีใกล้สำเร็จแล้วเลยตัดสินใจบอกรักและขอผู้หมวดคนเก่งแต่งงาน ในระหว่างนั้นจอมทัพมาเห็นทั้งคู่กำลังจับมือกันเลยเข้าใจผิด แต่ที่จริงแล้วพริกบอกปฏิเสธภัทรและให้เขาเห็นถึงความรักของน้ำเพชรที่มีต่อเขา คุณหญิงเห็นว่า งานนี้ทั้งคู่คงเลิกกันแน่ๆจึงป่าวประกาศไปทั่ว พริกรู้เรื่องก็เจ็บใจแกล้งง้อจอมทัพและควงเขามางานอย่างเปิดเผย ลลินทำตัวน่ารักมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้จอมทัพรู้สึกมีความสุข แต่ขณะนั้นพอ อิทธิพล เดินเข้ามาในงาน การจับกุมตัวคนร้ายรายใหญ่ก็เกิดขึ้น คุณหญิงเลอลักษณ์เกือบถูกเขายิงตายเพราะถูกจับเป็นตัวประกัน แต่ลลินช่วยเหลือไว้ได้ทันทำให้คุณหญิงมองเธอเปลี่ยนไป
จอมทัพมาได้ยินขณะที่ผู้กำกับปรีชากล่าวชมลลินว่า เธอทุ่มเทให้กับการทำงานมากถึงขนาดยอมแต่งงานปลอมๆ ทำให้เขาเสียใจมากแล้วหนีไปต่างหวัด พอลลินรู้เรื่องก็รู้สึกผิดมากและกลัวเขาไม่ยกโทษให้ แต่อารียาให้กำลังใจทำให้เธอไปตามง้อจอมทัพที่หัวหิน ที่นั่นลลินเจอจดหมายลาตายจ่าหน้าซองถึงเธอไว้ พอออกไปที่ทะเลก็เห็นชาวประมงลากศพจอมทัพขึ้นมา ลลินเสียใจร้องไห้ฟูมฟายจนกระทั่งได้ยินเสียงระเบิดหัวเราะของจอมทัพ เลยรู้ว่าโดนเขาหลอก
ตำรวจสาวจอมเก่งต้องสยบให้กับนักธุรกิจหนุ่มด้วยความรัก เธอแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกับจอมทัพจริงๆ ไม่นานหลังจากนั้นภัทรก็แต่งงานกับน้ำเพชรเช่นกัน พอขิงคลอดลูกสาวแล้ว คุณหญิงเลอลักษณ์ก็มารับหลานและพากลับไปอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ จากนั้นทุกคนในบ้าน ทรัพย์มหาศาล ก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเพราะต่างก็มีความรักและความเข้าใจให้แก่กันและกัน
เรื่องราวของกลุ่มวิชาชีพนักข่าวสาว 2 คน โดยคนหนึ่งถือเป็นนักข่าวมืออาชีพเก๋าขั้นเทพของวงการข่าว ซึบากิ ฮารุกะ ส่วนอีกหนึ่งสาว อาซุกะ โนโซมิ เดิมเธอเป็นเพียงนักข่าวพยากรณ์อากาศ ที่ถูกดึงมาเป็นผู้ช่วยของฮารุกะ เนื่องจากสถานีโทรทัศน์ CNB Television จะทำรายการข่าว The News จึงได้เรียกตัว ซึบากิ ฮารุกะ นักข่าวสาวที่ขึ้นชื่อว่าหญิงเหล็กของวงการข่าวญี่ปุ่นในยุค 8 ปีที่แล้ว กลับมาร่วมงานหลังจากที่เธอต้องอัปเปหิไปเป็นนักข่าวที่นิวยอร์ค ด้วยเหตุผลในเรื่องการขัดผลประโยชน์เมื่อ 8 ปีก่อน
ซีรีส์ญี่ปุ่นที่จะสะท้อนแวดวง “นักข่าว”
ข่าวเปรียบเสมือนขุมสมบัติที่ไร้แผนที่ ไม่มีใครรู้ว่าซ่อนอยู่ตรงไหน ซึ่งเราต้องค้นหา? และต้องอาศัยสัญชาตญาณของนักข่าวเพื่อหามันให้เจอ
การกลับมาของ ซึบากิ สร้างความโกลาหลให้กับทีมที่เธอจะร่วมงานอยู่ไม่น้อยด้วยท่าทางที่เป็นหญิงมั่นและไม่ยอมใคร จึงทำให้ซึบากิ ดูเป็นคนที่ทำงานด้วยลำบาก คนที่หนักใจที่สุดเห็นจะเป็น อาซุกะ ที่ไม่เข้าใจว่าทำไม ซึบากิ จึงเลือกเธอมาเป็นผู้ช่วย แถมยังบังคับให้อยู่ด้วยตลอด 24 ชม. และพักในห้องที่แสนคับแคบ (ห้องเก็บเสื้อผ้า) ในบ้านของ ซึบากิ
เรื่องราวสนุกสนานจึงเกิดขึ้นกับทีมข่าวและสถานี CNB “TOP ANCHOR” ซีรีส์ไม่ใช่แค่ให้ความบันเทิงในเรื่องของการก้าวไปเป็นนักข่าวมืออาชีพของโนโซมิ ที่มีสาวแกร่งอย่างฮารุกะ คอยเป็นเหมือนพี่เลี้ยงเท่านั้นแต่ยังทำให้เห็นการทำงานของทีมข่าวที่นอกจากจะต้องทำงานเป็นทีม ไม่ว่าจะคนเขียนสคริปต์ ตากล้องโปรดิวเซอร์ จนกระทั่งคนอ่านข่าว ซีรีส์ยังสะท้อนให้เห็น การทำหน้าที่อย่างมีจรรยาบรรณของอาชีพนักข่าว ที่ไม่ใช่เพียงนำเสนอข่าวโดยไม่กลั่นกรองเนื้อหา หรือหวังเพียงการขายข่าวจนไม่สนใจสังคมหรือผลกระทบของข่าวที่นำเสนอ
มีหลายตอนถ่ายทอดให้เราได้เห็นถึงการนำเสนอที่ส่งผลกระทบต่อคนดู เช่น ข่าวการประท้วงของชาวบ้านกับหน่วยงานราชการ อาซุกะ สัมภาษณ์ และถ่ายภาพเฉพาะเด็กและคนแก่ที่ได้รับความเดือดร้อนเพื่อมาออกข่าว แต่พอซึบากิเห็นก็บอกให้แก้ใหม่เพราะนักข่าวไม่ควรจะชี้นำให้คนรับข่าวเชื่อว่าผิดหรือถูก นักข่าวจะต้องนำเสนอในข้อมูลที่เป็นจริง ให้ครบถ้วนถึงทุกมุมมองและข้อมูลต้องมีให้ครบถ้วน (บางตอนทีมงานจะต้องไปหาข้อมูลเสมือนนักสืบเลยทีเดียว)
รางวัลการันตีคุณภาพ Awards: รางวัล Drama Academy Award ประจำฤดูใบไม้ผลิปี 2006
Best Actress: อามามิ ยูกิ
เวลาออกอากาศ: ทุกวันพุธและพฤหัสบดี เวลา 20.20 ทางทีวีไทย
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายภุชงค์ นุตราวงศ์ รองเลขาธิการ กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม แถลงว่า ที่ประชุมกกต.ได้พิจารณากรณี ร.อ.(หญิง) เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ซึ่งถูกศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ซึ่ง กกต.ได้ส่งเรื่องนี้ให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่วินิจฉัยว่าจะขาดคุณสมบัติหรือไม่ และตามมาตรา 48 ของพ.ร.บ.เทศบาล แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2496 และแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 12 พ.ศ.2546 กำหนดว่าเมื่อมีข้อบังคับเกี่ยวกับความเป็นนายกเทศมนตรีฯ สิ้นสุดลง เพราะขาดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามพ.ร.บ.ดังกล่าวให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้วินิจฉัย ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดยังไม่แน่ใจเรื่องข้อกฎหมาย เนื่องจากเป็นกรณีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงถามข้อกฎหมายไปยังกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้กฤษฎีกาตีความในเรื่องนี้และกฤษฎีกาได้เรียกทางกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นและกกต.ไปชี้แจง แต่จนถึงขณะนี้กฤษฎีกายังไม่มีการตีความใดๆออกมา
อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้กกต.มองว่า ร.อ.(หญิง) เดือนเต็มดวง ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกเทศมนตรีฯแล้ว ดังนั้น ที่ประชุม กกต.จึงมีมติเอกฉันท์ให้ทางสำนักวินิจฉัยและคดีรวบรวมเอกสารไปยื่นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพื่อให้มีคำสั่งเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว
พันธมิตรฯ ประชุมแกนนำทั่วประเทศ มีมติเลือก สมศักดิ์ โกศัยสุข เป็นหัวหน้าพรรคชั่วคราว ส่วน สุริยะใส กตะศิลา เป็นเลขาธิการฯ ตั้งชื่อพรรค ‘การเมืองใหม่’ อีก 3 เดือนได้หัวหน้าพรรคตัวจริง ‘สนธิ’ ยัน ไม่เป็นทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ขอทำหน้าที่ตรวจสอบ …
เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (2 มิ.ย.) ที่บ้านพระอาทิตย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกอบด้วยนายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา พร้อมด้วยสมาชิกสภาพันธมิตรฯ จำนวน 21 คน จากทั่วประเทศได้มาประชุมหารือ เพื่อพิจารณาการก่อตั้งพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรค ตามแนวทางของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยใช้เวลาประชุมกว่า 3 ชั่วโมง จากนั้น นายสมศักดิ์ แถลงหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติให้จัดตั้งพรรคการเมือง โดยใช้ชื่อว่า ‘พรรคการเมืองใหม่’ ตัวย่อ ก.ม.ม. หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า NEW POLITICS PARTY (NPSP) ซึ่งมีผู้ร่วมก่อการตั้งพรรคจำนวน 21 คน เป็นชาย 8 คนผู้หญิง 13 คน ส่วนคณะกรรมการบริหารพรรค มีจำนวนทั้งสิ้น 8 คน มีตนเป็นหัวหน้าพรรค นางภินันทน์ โชติรสเศรณี นายสมศักดิ์ อิสมันยี เป็นรองหัวหน้าพรรค นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรค นายพิชิต ไชยมงคล รองเลขาธิการพรรค นางลักขณา ดิษยะศริน เหรัญญิกพรรค นางภาณุมาศ พรหมสูตร นายทะเบียน พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมณ์ โฆษกพรรค นายสุทธิ อัชฌาศัย กรรมการบริหารพรรค
นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในวันที่ 4 มิ.ย. เวลา 10.00 น.จะนำรายชื่อผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไปจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ถนนแจ้งวัฒนะ โดยผู้ก่อตั้งทั้งหมดรวมทั้งกรรมการ ถือเป็นตำแหน่งชั่วคราว จนกว่าจะมีการกำหนดโครงสร้างพรรค โดยคัดเลือกบุคคลจากหลากหลายอาชีพรวมทั้งภาคประชาชน ก่อนที่จะขอมติเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารตัวจริงอีกครั้ง คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน ทั้งนี้เป็นไปตามกฎหมายพรรคการเมือง ส่วนที่ทำการพรรคชั่วคราว จะตั้งอยู่เลขที่ 93/360 หมู่ 5 แขวงอนุสาวรีย์ชัย เขตบางเขน กทม.ไปก่อน จนกว่าจะได้ที่ทำการถาวร ในส่วนของจุดขายของพรรคนั้น จะเน้นบุคคลที่เป็นคนดีมีประวัติโปร่งใสต่อต้านคอรัปชั่น และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของพรรคให้มากที่สุด ส่วนเรื่องการทาบทามบุคคลที่มีชื่อเสียงมาร่วมงานกับพรรคนั้น ต้องเปิดให้ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้เสนอรายชื่อมา เพื่อร่วมพิจารณากับแกนนำ ทั้งนี้ไม่รู้สึกหนักใจกับการคาดหวังของประชาชน เพราะที่ผ่านมาได้ทำงานหนักกว่านี้
แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวต่อว่า ในระยะเริ่มแรก แม้จะไม่มีบุคคลที่มีชื่อเสียงมาร่วมงาน ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการตั้งพรรค เพราะหากปล่อยให้คนที่มีเงินและคนรู้จักมาร่วมงานโดยหวังที่จะนำเงิน 500 ล้านมาให้ คงเป็นไปไม่ได้ เพราะมันจะต้องมีเงื่อนไขตามที่พันธมิตรฯ วางไว้ การตั้งพรรคการเมืองครั้งนี้ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างไรก็ตาม หากตั้งพรรคการเมืองนี้ จะไปรอดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับบุคลากรเป็นสำคัญ โดยจะเน้นคุณภาพ ไม่ได้เน้นว่าจะได้ ส.ส.กี่เสียง
ด้าน นายสุริยะใส ว่าที่เลขาธิการพรรค ก.ม.ม. กล่าวว่า รายชื่อผู้ก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ทั้ง 21 คน ได้ผ่านความเห็นชอบจาก 5 แกนนำฯ แล้ว สำหรับสีที่จะใช้เป็สัญลักษ์ของพรรคมีสองสี คือ สีเขียว หมายถึงความเป็นธรรมทางการเมือง การมีการเมืองที่สะอาด ไร้มลพิษ ส่วนสีเหลือง หมายถึง อุดมการณ์และการเทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัติย์ ส่วนโลโก้ พรรคนั้นยังอยู่ในระหว่างการปรับปรุง แต่จะมีความชัดเจนในวันที่ 4 มิ.ย.นี้
นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวว่า การตั้งพรรคของกลุ่มพันธมิตรฯ ถือเป็นมิติใหม่ในทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ควรจะดีใจ แสดงให้เห็นว่า สีเหลืองคือ พรรค ก.ม.ม. สีแดง มีพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว และจะเป็นจุดเริ่มต้นให้พรรคการเมืองในปัจจุบันให้ไปปรับเปลี่ยนตัวเอง การตั้งพรรค ก.ม.ม.ได้ทำอย่างโปร่งใส จะเห็นได้ว่ามีผู้หญิงเข้ามาร่วมมากกว่าผู้ชาย ไม่ได้เอาญาติพี่น้อง หรือ พรรคพวกมานั่งเป็นกรรมการบริหารพรรคเหมือนพรรคการเมืองในปัจจุบัน หลังจากนี้ไปอีกไม่เกิน 60 วันเชื่อว่าจะมีบุคคลเข้ามาสมัครเพิ่มขึ้นอีก และจะเปิดประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 1 เพื่อเสนอชื่อหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคเข้ามาแข่งขันกัน ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าใครจะได้เป็นหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหาร ซึ่งแตกต่างกับพรรคการเมืองทั่วไป หลังจากประชุมใหญ่แล้วจะมีการแถลงนโยบายท่าทีเรื่องการต่อต้านทุจริตคอรัปชั่นและเรื่องพลังงาน เช่น กรณี ปตท. ส่งออกก๊าชแอลพีจี ได้กำไร 8 พันล้าน แต่เงินเข้ารัฐเพียง 51% ที่เหลือ 49% เป็นของผู้ถือหุ้น ขณะที่ในบ้านเราต้องใช้ก๊าซในราคาแพง ถ้าหากพรรคได้เป็นรัฐบาลจะไม่ดำเนินการเช่นนี้ เช่นเดียวกับรถเมล์ 4,000 คัน หากเป็นรัฐบาลจะประกาศชัดเจนเลยว่า ไม่เอาโครงการนี้
‘พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังเป็นองค์กรสูงสุดเหนือพรรคการเมืองใหม่ พรรคการเมืองที่ตั้งมาครั้งนี้เป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้ทำงานในทางการเมือง วันใดก็ตามที่พรรค ก.ม.ม. เริ่มเพี้ยนไปจากอุดมการณ์ พันธมิตรฯ ก็จะเริ่มถอยห่าง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาคประชาชนยังคงมีบทบาทควบคุมกติกาคนที่เข้ามาเล่นการเมือง’ นายสนธิกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ามีการเสนอชื่อนายสนธิ จะมีปัญหาในแง่กฎหมายหรือไม่ นายสนธิ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นคดีล้มละลายของตนได้จบไปแล้ว แต่ในแง่ส่วนตัวจะขอพิจารณาลึกซึ้งกว่านี้ก่อน ซึ่งการขอเวลาก็ไม่ได้กลัวว่าจะถูกโจมตี เนื่องจาก ตนอาจจะรับเป็นหัวหน้าพรรคก็ได้ เพราะรับมาแล้วอาจจะไม่ลงสมัครเลือกตั้งก็ได้ และเมื่อพรรคได้ ส.ส.แล้วตนก็อาจจะลาออกก็ได้ ซึ่งบทบาทแบบนี้เป็นการไม่ยึดติดกับตำแหน่ง และเมื่อถึงวันนั้นตนก็จะมีคำตอบให้กับสังคม
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้กำหนดกติกาเงื่อนไขที่จะร่วมงานกับพรรคการเมืองอื่นอย่างไร นายสนธิ กล่าวว่า ในแง่ส่วนตัวถ้าพรรคการเมืองที่จะร่วมงานกันมีพฤติกรรมน่าสงสัยและส่งเทียบเชิญเข้าร่วมรัฐบาล ตนก็จะไม่รับจะอยู่เฉยๆ ไม่เป็นทั้งฝ่ายค้ไานและรัฐบาล ขอทำหน้าที่ตรวจสอบ หากรัฐบาลทำดีก็สนับสนุน
เมื่อถามว่า ตอนนี้ได้ทาบทามบุคคล ที่มีชื่อเสียงให้เข้ามาร่วมงานบ้างหรือยัง นายสนธิ กล่าวว่า อยู่ในระหว่างการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งจะต้องมีการถามสมาชิกก่อนว่ารับได้หรือไม่ ถ้ารับได้ก็จะไม่นำมาร่วมงาน ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข่าวว่าจะทาบทาม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร.มาเข้าพรรคหรือไม่ นายสนธิ กล่าวว่า ยังไม่มี ตอนนี้เป็นเพียงเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งจะมีความชัดเจนอีกครั้งในการเลือกกรรมการบริหารพรรคตัวจริง