ระเบิดข้างตึกไทยคู่ฟ้า ตำรวจระบุเป็นระเบิดปิงปองพันธมิตร

January 8, 2009



เกิดเหตุระเบิดข้างตึกไทยคู่ฟ้า ภายในทำเนียบรัฐบาล ไม่ใครบาดเจ็บ ตำรวจระบุเป็นระเบิดปิงปอง คาดเป็นของเดิมที่พันธมิตรฯทิ้งไว้ก่อนสลายการชุมนุม “เทพเทือก” เชื่อไม่ใช่เป็นการท้าทายรัฐบาล

บึ้มปริศนาข้างตึกไทยคู่ฟ้า

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 มกราคม ระหว่างที่มีการประชุมฝ่ายความมั่นคงขึ้น ภายในตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ได้เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นจากบริเวณท่อระบายน้ำข้างตึกสันติไมตรี เยื้องสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีกลุ่มควันสีขาวคละคลุ้ง และมีเจ้าหน้าที่ทำเนียบคนหนึ่งยืนมึนงงอยู่ใกล้บริเวณที่เกิดเหตุ ทราบชื่อภายหลังว่านายธีรชัย ช่างประดับ เจ้าหน้าที่ฝ่ายอาคารสถานที่

พยานที่เห็นเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่กองสถานที่ 3 คนมาจัดเตรียมสถานที่ไว้จัดงานวันเด็ก ระหว่างนั้นนายธีรชัยเดินเข้าไปขยับฝาท่อปูนที่เผยออยู่ให้ลงล็อค แต่ทำไม่สำเร็จ จึงยกฝาท่อเหล็กที่อยู่ข้างๆ มาทุบถึง 3 ครั้ง ขณะที่เตรียมจะทุบครั้งที่ 4 ก็มีเสียงคล้ายระเบิดดังขึ้น แต่นายธีรชัยไม่ได้รับบาดเจ็บ เพียงแต่ยืนมึนงงอยู่พักหนึ่ง ก่อนตั้งสติแล้วเดินหนีไป

“สาทิตย์”บอกเจอ”แจ๊คพ็อต”

หลังเกิดเหตุผู้สื่อข่าวในทำเนียบและข้าราชการต่างแตกตื่น พร้อมกับวิ่งมาดูเหตุการณ์ แต่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ท่อระบายน้ำ ขณะที่นายพงษ์ศักดิ์ ศิริวงษ์ ผู้อำนวยการกองสถานที่และความปลอดภัยทำเนียบ รุดมาตรวจเหตุด้วยสีหน้าตื่นตระหนก พร้อมระบุว่าติดต่อหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดหรือหน่วยอีโอดี และกองพิสูจน์หลักฐานให้มาเคลียร์พื้นที่แล้ว เชื่อว่าการจัดงานวันเด็กไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ส่งทีมรักษาความปลอดภัยส่วนตัวลงดูที่เกิดเหตุด้วย พร้อมระบุว่า เสียงระเบิดดังเข้าไปถึงในห้องทำงาน ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมกล่าวว่า “แจ๊คพ็อตเลย นั่งกันอยู่หมด ทั้ง ผบ.ทบ. ผบ.ตร. แล้วก็นายกฯ ระเบิดตูม” จากนั้นกลับขึ้นตึกไป

ตร.ระบุระเบิดปิงปองของ”พธม.”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อีก 20 นาทีต่อมา พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 (ผบก.น.1) เดินทางมาตรวจที่เกิดเหตุโดยยกฝาท่อขึ้น ปรากฏว่ามีถุงพลาสติคห่อวัตถุประเภทหนึ่งวางอยู่ นอกจากนี้ยังพบเศษพลาสติคสีเขียว คาดว่าน่าจะเป็นเปลือกระเบิดตกอยู่ด้วย โดย พล.ต.ต.อนันต์กล่าวว่า น่าจะเป็นระเบิดปิงปอง ที่หลงเหลือจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อานุภาพไม่ร้ายแรง ไม่มีสะเก็ด และไม่มีใครบาดเจ็บ

จากนั้นนายตำรวจระดับสูงหลายคนทั้ง พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.ต.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล (ผบช.ส.) พร้อมตำรวจจากกองพิสูจน์หลักฐานและเก็บกู้วัตถุระเบิดก็ยกโขยงมาตรวจที่เกิด เหตุ พร้อมกั้นที่เกิดเหตุด้วยเชือกสีเหลือง

สั่งตรวจท่อน้ำทิ้ง-ป้องกันวันเด็ก

พล.ต.อ.จงรักให้สัมภาษณ์ว่า ที่ผ่านมาตำรวจเคลียร์พื้นที่รอบทำเนียบหลายครั้ง โดยใช้สุนัขตำรวจดมกลิ่นด้วย แต่ที่เกิดเหตุเป็นท่อน้ำครำจึงอาจกลบกลิ่นวัตถุระเบิด ดังนั้นจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบทำเนียบโดยละเอียดอีกครั้ง โดยเน้นที่ท่อน้ำทิ้ง

“เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเกิดจากระเบิดปิงปองลูกเล็กๆ ที่ทำอันตรายใครไม่ได้ เพราะไม่มีสะเก็ดระเบิด ให้ความมั่นใจกับเด็กๆ และผู้ปกครองได้ว่างานวันเด็กที่ทำเนียบจะปลอดภัย”พล.ต.อ.จงรักกล่าว

พล.ต.ต.ธีระเดชกล่าวว่า สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลประจำทำเนียบรัฐบาลสำรวจรอบทำเนียบและลงไป ดูในร่องน้ำ ท่อระบายน้ำ และคลองรอบทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่เย็นวันเดียวกันนี้ถึงวันพรุ่งนี้ เพื่อให้เกิดความแน่ใจถึงความปลอดภัยในวันเด็กแห่งชาติ ที่จะมีเด็กมาทำเนียบรัฐบาลจำนวนมาก

ยันไม่เกี่ยวดิสเครดิตรัฐบาล

พล.ต.ต.ธีระเดชกล่าวว่า คาดว่าเป็นระเบิดเก่าช่วงที่มีการชุมนุมก่อนหน้านี้ ไม่เกี่ยวกับการดิสเครดิตรัฐบาล

พล.ต.ต.สุรพล พินิจชอบ ผบก.กองพิสูจน์หลักฐาน กล่าวว่า จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ เบื้องต้นประเมินว่าไม่มีเจตนาวางระเบิด น่าจะเป็นระเบิดที่หลงเหลือจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ซึ่งจะประสานกับหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดมาตรวจพิสูจน์ในวันที่ 9 มกราคมต่อไป อาจจะมีระเบิดหลงเหลืออยู่บ้างตามซอกมุมต่างๆ แต่ตามจุดใหญ่ๆ คงไม่มีหลงเหลือแล้ว ส่วนชนิดของระเบิด น่าจะเป็นระเบิดปิงปอง แต่ตัวเปลือกอาจใช้ฝาขวดมาใส่ดินระเบิดแรงดันต่ำ แล้วพันด้วยเทปกาว มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่ถึง 1 นิ้ว มีอานุภาพไม่ร้ายแรง แต่มีแรงดันต่ำ แค่โดนกระแทกเล็กน้อยก็อาจระเบิดได้ จะเก็บเขม่า เปลือกวัตถุต้องสงสัย และดินบริเวณท่อระบายน้ำไปตรวจสอบในห้องแล็บ คาดว่าใช้เวลา 1-2 วันน่าจะทราบผลว่าเป็นระเบิดชนิดใด

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุระเบิด ตนก็ประชุมร่วมกับนายกฯด้วย ซึ่งที่ประชุมก็ไม่มีใครตกใจ แต่ทุกคนสงสัยว่าเป็นเสียงอะไร อย่างไรก็ตามคงไม่ใช่เรื่องการท้าทายอำนาจรัฐหรืออะไร

ที่มา มติชน

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง


กรมที่ดินกลับลำไม่ถอนที่ดิน “ศรีสุบรรณฟาร์ม” 48 แปลงแล้ว

January 8, 2009

กรมที่ดินกลับลำไม่ถอนที่ดิน “ศรีสุบรรณฟาร์ม” 48 แปลงแล้ว อ้างศาลวินิจฉัยออก น.ส.3 ก.ถูกต้อง รอคดีถึงที่สุดค่อยว่าอีกที เผยสมัย “เฉลิม” เคยบี้จนโดนเพิกถอนไปแล้ว แต่อยู่ระหว่างอุทธรณ์ อธิบดียันไม่มีการเมืองบีบ รับ มท.2 เรียกคดีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์มาดูอีกรอบ คาดตีชิ่ง”เสนาะ” ััััััััััััััััั

นายอนุ วัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ อธิบดีกรมที่ดิน เปิดเผยเมื่อวันที่ 8 มกราคม ถึงความคืบหน้าในการเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินของบริษัท ศรีสุบรรณฟาร์ม จำกัด ของครอบครัวนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ที่ จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 48 แปลงว่า กรม ที่ดินได้มีคำสั่งไม่เพิกถอน น.ส.3ก ของที่ดิน 48 แปลงแล้ว เนื่องจากศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้วินิจฉัยว่า การออก น.ส.3ก สำหรับที่ดินพิพาทถูกต้องตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนดโดยชอบแล้ว กรมที่ดินต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล และเห็นควรรอฟังผลของคำพิพากษาถึงที่สุดเกี่ยวกับ น.ส.3ก ทั้ง 48 แปลงก่อน สำหรับที่ดินอีก 11 แปลง ศาลมีคำพิพากษาโดยมิได้วินิจฉัยถึงความชอบด้วยกฎหมายของ น.ส.3ก เมื่อข้อเท็จจริงจากการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ปรากฏว่า น.ส.3ก ทั้ง 11 แปลงออกไปโดยไม่ชอบด้วยมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เนื่องจากออกให้แก่บุคคลซึ่งมิใช่เจ้าของหรือครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน รองอธิบดีกรมที่ดินซึ่งอธิบดีมอบหมายจึงมีอำนาจสั่งเพิกถอน

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุที่การเมืองเปลี่ยนมีผลต่อการพิจารณาหรือไม่ นายอนุวัฒน์กล่าวว่า ตอนรับตำแหน่งก็อยู่ในรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยว แต่ต้องรับฟังการพิจารณาของศาล และความเห็นก็จบลงก่อนที่จะได้รัฐบาลใหม่

“ผมยอมรับว่ากดดัน แต่ได้ยึดหลักในการทำงานทำให้ผ่านมาได้ ส่วนสาเหตุที่ผมเข้าพบท่านถาวร (นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย) เพื่อสรุปข้อมูลให้รับทราบว่า มีอะไรบ้าง และดำเนินการอย่างไร รวมไปถึงที่ดินของสนามกอล์ฟอัลไพน์ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะท่านมีหน้าที่ในการกำกับดูแลกรมที่ดิน ส่วนตัวเห็นว่าการจะเพิกถอนโฉนดคงทำไม่ได้ เพราะกระบวนการได้จบสิ้นไปแล้ว แต่ความผิดวินัยอาญาก็จะดูว่าทำได้หรือไม่” นายอนุวัฒน์กล่าว

เวลา 16.30 น. นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ เข้ารายงานความคืบหน้ากรณีที่ดินบริษัทศรีสุบรรณฟาร์มต่อนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จากนั้นให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีการเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินของคน ตระกูล �ชิดชอบ� โดยเฉพาะนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เขาชะโดง จ.บุรีรัมย์ว่า จำได้แปลงหนึ่งเนื้อที่มีประมาณ 4 ไร่ แต่ไปออกโฉนดถึง 10 ไร่ อยู่ใกล้กับที่ดินของนายชัย กรมที่ดินเสนอให้เพิกถอนแล้ว แต่จำรายละเอียดไม่ได้ อีกกลุ่มหนึ่งกำลังรอการรถไฟแห่งประเทศไทยส่งพระราชกฤษฎีกาที่ออกโฉนดทับที่ การรถไฟฯมายืนยัน ล่าสุดยังไม่ตอบกลับมา

“เรื่องที่ดินของนักการเมืองทำไปตามข้อเท็จจริง เพราะถ้าเรามีอะไร เราจะเป็นฝ่ายโดนเอง ต้องยืนไปตามกฎหมาย เขาก็ไม่ได้ตามขู่อะไร สมมติถ้าผมสั่งเอาใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีหลักอิง ผมโดน ป.ป.ช.เอาผิด ผมยอมพ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดินดีกว่าจะไปเป็นจำเลยในชั้น ป.ป.ช. ผมไม่เล่นด้วยหรอก” นายอนุวัฒน์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ วันที่ 9 เมษายน 2551 นายบุญเชิด คิดเห็น รองอธิบดีกรมที่ดิน ในฐานะรักษาการอธิบดีกรมที่ดิน มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามความในประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 และเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2551 กรมที่ดินแถลงข่าวว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าว มีมติให้เพิกถอนสิทธิ น.ส.3ก ของบริษัท ศรีสุบรรณฟาร์ม จำกัด ระบุว่าการออกเอกสารสิทธิดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และแจ้งให้บริษัทศรีสุบรรณฟาร์ม จำกัด และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียทราบเพื่อให้โอกาสคัดค้านการเพิกถอนภายใน 30 วัน ทางบริษัทศรีสุบรรณได้ยื่นอุทธรณ์ไปยังกรมที่ดิน เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในยุค ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเป็นนโยบายลำดับต้นๆ ที่ ร.ต.อ.เฉลิมสั่งให้กรมที่ดินดำเนินการ จนเป็นเหตุให้นายสุเทพยื่นฟ้อง ร.ต.อ.เฉลิม ฐานละเมิด เรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้ยื่นฟ้องคดีอาญาฟ้อง ร.ต.อ.เฉลิม ฐานประมาทหมิ่นหาว่าครอบครองที่ดินโดยทุจริต

รายงานข่าวจากกระทรวงมหาดไทยแจ้งว่า สนามกอล์ฟอัลไพน์เดิมเป็นที่ดินของนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ซึ่งทำพินัยกรรมยกกรรมสิทธิ์ที่ดิน 2 แปลง เนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ ให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหาร ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสมัยนั้น(นายเสนาะ เทียนทอง)มีคำสั่งไม่อนุญาตให้วัดรับที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ธรณีสงฆ์ จนกระทั่งมีการซื้อขายเปลี่ยนมือมาถึงบริษัท อัลไพน์กอล์ฟที่มีกลุ่มนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราชเป็นผู้ถือหุ้น ทำเป็นสนามกอล์ฟ พ่วงหมู่บ้านหรู ก่อนขายให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรในท้ายสุด ปัจจุบันคฤหาสน์ของนายเสนาะก็อยู่ในสนามกอล์ฟนี้ด้วย คาดว่า พรรคประชาธิปัตย์ปัดฝุ่นเรื่องนี้ขึ้นมาอีกเพราะต้องการกระทบชิ่งไปถึงนาย เสนาะ

ที่มา มติชน

เกิดเหตุระเบิดสนั่น ทำเนียบรัฐบาล หลังห้องทำงาน อภิสิทธิ์

January 8, 2009

วันนี้( 8 ม.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า เมื่อเวลา 13.57 น. ได้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวคล้ายระเบิดเกิดขึ้นที่ด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งตรงกับห้องทำงานของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ภายในทำเนียบฯ ทำให้ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายใน รวมถึงสื่อมวลชนที่ทำข่าวอยู่ในทำเนียบฯ ต่างตื่นตระหนก และวิ่งเข้าไปดูยังจุดเกิดเสียง

เบื้องต้น จากการตรวจสอบ พบว่าจุดเกิดเหตุเป็นท่อระบายน้ำด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า เยื้องกับตึกสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.) โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบฯที่ประสบเหตุ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ ได้เข้าตรวจเช็คฝาท่อระบายน้ำต่างๆ ภายในทำเนียบฯ เห็นฝาท่อจุดดังกล่าวตกลงไปจึงดึงฝาท่อขึ้น เพื่อที่จะทำความเรียบร้อยปรากฏว่า มีเสียงดังสนั่นเกิดขึ้น แต่ไม่มีสะเก็ดระเบิด มีเพียงเสียงเท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในทำเนียบฯ กำลังตรวจเช็ครายระเอียดอีกครั้งว่าเป็นระเบิดชนิดใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดเหตุระเบิดเป็นที่น่าสังเกตุว่า ไม่ได้มีการกั้นให้เป็นเขตเป็นพื้นที่อันตราย กลับเปิดฝาท่อให้สื่อมวลชนดูถึงที่เกิดเหตุ และไม่มีการประสานเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐานมาตรวจตสอบ พร้อมกับมีการแอบอ้างว่าเป็นระเบิดที่ตกค้างจากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย เมื่อครั้งที่มาบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ทั้งที่ก่อนหน้านี้สำนักงานตำรวจแห่งชาตินำโดยพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร.ได้ระดมกำลังพลมาตรวจค้นเพื่อค้นหาวัตถุระเบิดและกวาดล้างท่อระบาย น้ำอย่างละเอียดยิบแล้ว

ที่มา คมชัดลึก

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

พ่อ แม่ ผู้ปกครอง เฮลั่น เรียนฟรี 15 ปีเริ่ม17พ.ค.นี้

January 8, 2009

พ่อ แม่ ผู้ปกครอง เฮลั่น ครม.”มาร์ค 1″ ดันเรียนฟรี 15 ปี ถึง 5 รายการ เริ่มระดับชั้น”อนุบาล-ม.6″ พร้อมกันทั่วประเทศ 17 พ.ค.ปีนี้ แต่สังกัดสถานศึกษาในสังกัด อปท.รอไปก่อน

เมื่อ เวลา 10.00 น. วันที่ 7 มกราคม ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเพื่อหามาตรการแก้วิกฤติเศรษฐกิจ

ภาย หลังการประชุม นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านเศรษฐกิจ แถลงว่า ที่ประชุมเห็นชอบกับแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเวลา 6 เดือน โดยการเสนองบประมาณเพิ่มกลางปีงบประมาณ 2552 วงเงิน 1 แสนล้านบาท ซึ่งจะเสนอเข้าที่ประชุม ครม.สัปดาห์หน้า เพื่อจัดทำรายละเอียดของงบประมาณและเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาได้ภายในวัน ที่ 28 มกราคมนี้

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันว่า งบประมาณที่จะถึงมือประชาชนอย่างแท้จริงที่จะเริ่มในวันที่ 17 พฤษภาคมนี้ คือ งบประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เกี่ยวกับโครงการเรียนฟรี ที่เกี่ยวข้องกับผู้ปกครองกว่า 12 ล้านคน และอีกกว่า 1 หมื่นล้านบาท เกี่ยวกับโครงการฝึกอบรมแรงงานที่ว่างงานกว่า 5 แสนคน โดยจะมีการฝึกอบรมหนึ่งเดือน-เดือนครึ่ง และอาจจะมีการจ้างงานต่ออีก 3 เดือน เพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน

ด้านการช่วยเหลือเกษตรกร นายกรัฐมนตรีกำชับให้เร่งการแทรกแซงราคาพืชผลทางการเกษตร ที่มีเงินเหลือกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้รายงานให้นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รับทราบว่า งบประมาณก้อนนี้เพียงพอกับโครงการแทรกแซงราคา โดยนายกรัฐมนตรีกำชับให้ไปดูเรื่องของราคาผลไม้ ปาล์มน้ำมัน และยางพาราเพิ่มเติม ซึ่งจะได้ข้อสรุปภายใน 1-2 วัน

ในวันเดียวกันนั้น ที่กระทรวงศึกษาธิการ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวหลังการประชุมร่วม ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เพื่อหารือเรื่องเรียนฟรี 15 ปี ตามนโยบายของรัฐบาลว่า กำหนดให้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีการศึกษา 2552 ว่า นักเรียนที่เรียนอยู่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ม.6) หรือเทียบเท่า ในโรงเรียนสังกัด สพฐ. สอศ. และ สช. จะมีสิทธิได้รับของฟรี 5 รายการ ได้แก่ ค่าเทอม ตำราเรียน อุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน และค่ากิจกรรมพิเศษ โดยไม่จำเป็นต้องมาพิจารณารายได้ของผู้ปกครอง แต่เจ้าตัวสามารถปฏิเสธไม่รับสิทธิดังกล่าวได้

ส่วนรายละเอียดการแจกตำราเรียน อุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน และค่ากิจกรรมพิเศษ ในปริมาณเท่าใดและดำเนินการอย่างไรนั้น นายจุรินทร์ กล่าวว่า ต้องรอประชุมหารืออีกครั้งในวันที่ 12 มกราคมนี้

“เบื้องต้นที่คุยนั้น ตำราเรียนจะแจกทั้ง 8 กลุ่มสาระวิชา ชุดนักเรียนแจกรายละ 2 ชุด ส่วนอุปกรณ์การเรียนกำลังให้แต่ละหน่วยงานไปกำหนดมาว่า การศึกษาแต่ละระดับ แต่ละประเภทต้องใช้อุปกรณ์การเรียนใดบ้าง เพราะการศึกษาสายสามัญและสายอาชีพใช้อุปกรณ์การเรียนแตกต่างกัน ส่วนงบประมาณที่จะนำมาดำเนินการมาจาก 2 ส่วน คือ จากงบปกติปี 2552 และขอจากงบกลางที่มีอยู่ 1 แสนล้านบาท แต่ขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ว่าต้องใช้เงินจำนวนเท่าใด รอคณะทำงานไปศึกษาก่อน” นายจุรินทร์กล่าว

ด้าน คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ในส่วนของตำราเรียนฟรีจะแจกทั้ง 8 กลุ่มสาระวิชา ทั้งตัวหนังสือเรียนและแบบฝึกหัด แต่ไม่รวมแบบเรียนสำเร็จรูป ซึ่ง สพฐ.ไม่สนับสนุนให้โรงเรียนใช้อยู่แล้ว

ร.ร.สังกัด อปท.ยังไม่ฟรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับมาตรฐานในการจัดเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งประกอบไปด้วยของฟรี  5  รายการนั้น ครอบคลุมเฉพาะโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเท่า นั้น แต่ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่กระทรวงมหาดไทยดูแล

แหล่งข่าวจากกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงยังไม่ได้หารือกับ อปท. ที่มีโรงเรียนในสังกัดกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ เกี่ยวกับมาตรฐานในการจัดเรียนฟรีต้องรอนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาล รวมทั้งต้องดูการดำเนินการของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินการเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน อปท.ที่มีโรงเรียนในสังกัดจัดให้นักเรียนเรียนฟรีตามความพร้อมของ อปท.แต่ละแห่ง นอกเหนือจากค่าเทอมที่ผ่านเงินอุดหนุนรายหัวที่รัฐสนับสนุน รวมถึงอาหารเสริม(นม) โรงเรียน และอาหารกลางวันที่จัดให้นักเรียนตามมติ ครม. เช่น ตำราเรียน ชุดนักเรียน ซึ่ง อปท.บางแห่งที่มีความพร้อมมาก ก็จะจัดเรียนฟรีให้นักเรียนทั้งตำราเรียน อุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน และค่ากิจกรรมพิเศษ และครอบคลุมไปถึงค่าเดินทางไปโรงเรียนด้วย

“คิดว่ามาตรฐานเรียนฟรีของโรงเรียนสังกัด อปท.ขั้นต่ำควรมี 5 รายการ เช่นเดียวกับโรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาฯ ซึ่งต้องใช้งบสูงขึ้น โดยมหาดไทยจะต้องของบสนับสนุนจากรัฐบาลเช่นเดียวกัน” แหล่งข่าวจากกระทรวงมหาดไทย กล่าวในที่สุด
ที่มา คมชัดลึก

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

สาทิตย์ ระบุ รายการนายกพบประชาชนเริ่ม 18 มค.นี้

January 8, 2009

(8ม.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงรูปแบบรายการนายกรัฐมนตรี พบประชาชน ว่า จะเป็นการพบปะระหว่างนายกรัฐมนตรีกับประชาชน ซึ่งตนหารือทีมงานมาเป็นระยะๆ เบื้องต้นจะจัดช่วงเช้าวันอาทิตย์ เวลา 09.00 น. แต่รูปแบบรายการไม่มีการกำหนดตายตัวว่าจะเป็นการนายกฯคุยคนเดียวหรือคุยหลาย คน จะมีพิธีกรหรือไม่ แต่ถือที่เนื้อหาเป็นหลักว่าบางสัปดาห์จะเป็นการรายงานการทำงานของนายกฯต่อ ประชาชนก็อาจจะพูดคนเดียว บางสัปดาห์จะเป็นการไปพบประชาชนที่เป็นกลุ่มปัญหานอกสถานที่ ก็จะไปจัดนอกสถานที่ และจะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีโอกาสตั้งคำถาม หรือพูดคุยสองทางด้วย

ส่วนสาระนั้นเน้นเรื่องการทำงานรัฐบาล และประชาชนได้รับอะไรเป็นหลัก และรัฐบาลจะทำอะไรบ้าง จะไม่ใช้เป็นที่ตอบโต้ทางการเมือง หรือพูดการเมือง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีฝ่ายตรงข้าม ซึ่งคาดว่ารายการแรกน่าเริ่มได้ในวันอาทิตย์ที่ 18 ม.ค. ซึ่งเดิมอยากจะเริ่มอาทิตย์ที่ 11 ม.ค.นี้ แต่บังเอิญเป็นวันเลือกตั้งซ่อมจึงไม่อยากให้มีปัญหา ส่วนชื่อรายการ จะมีการประกาศกันอีกครั้งหนึ่ง ส่วนรูปแบบรายการวันแรกจะได้ชี้แจงให้ทราบเมื่อมีรูปแบบรายการที่ชัดเจนก่อน

เมื่อ ถามถึงกรณีที่จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้จัดรายการพบประชาชนทางสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีทีด้วย ว่า นายกรัฐมนตรีมีนโยบายชัด เจนว่าจะต้องเปิดพื้นที่สื่อให้สมดุล เสนอข่าวทุกด้าน จึงให้นโยบายผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้วว่าหากผู้นำฝ่ายค้านในสภาทำหนังสือเพื่อ ขอจัดราย การพบประชาชนขอให้พิจารณาอนุมัติให้ไป ดังนั้นต้องรอดูว่าผู้นำฝ่ายค้านจะมีหนังสือขอมาหรือไม่ ถ้ามีก็ยินดีให้ ไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่า ผู้นำฝ่ายค้านจัดได้คนเดียวใช่หรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตามหลักการที่ถูกต้องเป็นเช่นนั้น เพราะเดิมที่ประชาธิปัตย์ขอได้ขอในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน เพราะฝ่ายรัฐบาลคนจัด คือนายกรัฐมนตรี ดังนั้นอีกฝ่ายควรเป็นผู้นำฝ่ายค้านซึ่งเป็นตำแหน่งทางการ และได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง

เมื่อถามว่า จะมีการกำหนดกรอบการพูดหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า คนเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯควรรู้ว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควรที่จะพูดอยู่แล้ว เพราะต้องเป็นความรับผิดชอบของคนที่จะพูด

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

Next Page »