เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายภุชงค์ นุตราวงศ์ รองเลขาธิการ กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม แถลงว่า ที่ประชุมกกต.ได้พิจารณากรณี ร.อ.(หญิง) เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ซึ่งถูกศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ซึ่ง กกต.ได้ส่งเรื่องนี้ให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่วินิจฉัยว่าจะขาดคุณสมบัติหรือไม่ และตามมาตรา 48 ของพ.ร.บ.เทศบาล แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2496 และแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 12 พ.ศ.2546 กำหนดว่าเมื่อมีข้อบังคับเกี่ยวกับความเป็นนายกเทศมนตรีฯ สิ้นสุดลง เพราะขาดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามพ.ร.บ.ดังกล่าวให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้วินิจฉัย ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดยังไม่แน่ใจเรื่องข้อกฎหมาย เนื่องจากเป็นกรณีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงถามข้อกฎหมายไปยังกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้กฤษฎีกาตีความในเรื่องนี้และกฤษฎีกาได้เรียกทางกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นและกกต.ไปชี้แจง แต่จนถึงขณะนี้กฤษฎีกายังไม่มีการตีความใดๆออกมา
อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้กกต.มองว่า ร.อ.(หญิง) เดือนเต็มดวง ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกเทศมนตรีฯแล้ว ดังนั้น ที่ประชุม กกต.จึงมีมติเอกฉันท์ให้ทางสำนักวินิจฉัยและคดีรวบรวมเอกสารไปยื่นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพื่อให้มีคำสั่งเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว
พันธมิตรฯ ประชุมแกนนำทั่วประเทศ มีมติเลือก สมศักดิ์ โกศัยสุข เป็นหัวหน้าพรรคชั่วคราว ส่วน สุริยะใส กตะศิลา เป็นเลขาธิการฯ ตั้งชื่อพรรค ‘การเมืองใหม่’ อีก 3 เดือนได้หัวหน้าพรรคตัวจริง ‘สนธิ’ ยัน ไม่เป็นทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ขอทำหน้าที่ตรวจสอบ …
เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (2 มิ.ย.) ที่บ้านพระอาทิตย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกอบด้วยนายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา พร้อมด้วยสมาชิกสภาพันธมิตรฯ จำนวน 21 คน จากทั่วประเทศได้มาประชุมหารือ เพื่อพิจารณาการก่อตั้งพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรค ตามแนวทางของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยใช้เวลาประชุมกว่า 3 ชั่วโมง จากนั้น นายสมศักดิ์ แถลงหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติให้จัดตั้งพรรคการเมือง โดยใช้ชื่อว่า ‘พรรคการเมืองใหม่’ ตัวย่อ ก.ม.ม. หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า NEW POLITICS PARTY (NPSP) ซึ่งมีผู้ร่วมก่อการตั้งพรรคจำนวน 21 คน เป็นชาย 8 คนผู้หญิง 13 คน ส่วนคณะกรรมการบริหารพรรค มีจำนวนทั้งสิ้น 8 คน มีตนเป็นหัวหน้าพรรค นางภินันทน์ โชติรสเศรณี นายสมศักดิ์ อิสมันยี เป็นรองหัวหน้าพรรค นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรค นายพิชิต ไชยมงคล รองเลขาธิการพรรค นางลักขณา ดิษยะศริน เหรัญญิกพรรค นางภาณุมาศ พรหมสูตร นายทะเบียน พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมณ์ โฆษกพรรค นายสุทธิ อัชฌาศัย กรรมการบริหารพรรค
นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในวันที่ 4 มิ.ย. เวลา 10.00 น.จะนำรายชื่อผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไปจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ถนนแจ้งวัฒนะ โดยผู้ก่อตั้งทั้งหมดรวมทั้งกรรมการ ถือเป็นตำแหน่งชั่วคราว จนกว่าจะมีการกำหนดโครงสร้างพรรค โดยคัดเลือกบุคคลจากหลากหลายอาชีพรวมทั้งภาคประชาชน ก่อนที่จะขอมติเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารตัวจริงอีกครั้ง คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน ทั้งนี้เป็นไปตามกฎหมายพรรคการเมือง ส่วนที่ทำการพรรคชั่วคราว จะตั้งอยู่เลขที่ 93/360 หมู่ 5 แขวงอนุสาวรีย์ชัย เขตบางเขน กทม.ไปก่อน จนกว่าจะได้ที่ทำการถาวร ในส่วนของจุดขายของพรรคนั้น จะเน้นบุคคลที่เป็นคนดีมีประวัติโปร่งใสต่อต้านคอรัปชั่น และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของพรรคให้มากที่สุด ส่วนเรื่องการทาบทามบุคคลที่มีชื่อเสียงมาร่วมงานกับพรรคนั้น ต้องเปิดให้ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้เสนอรายชื่อมา เพื่อร่วมพิจารณากับแกนนำ ทั้งนี้ไม่รู้สึกหนักใจกับการคาดหวังของประชาชน เพราะที่ผ่านมาได้ทำงานหนักกว่านี้
แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวต่อว่า ในระยะเริ่มแรก แม้จะไม่มีบุคคลที่มีชื่อเสียงมาร่วมงาน ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการตั้งพรรค เพราะหากปล่อยให้คนที่มีเงินและคนรู้จักมาร่วมงานโดยหวังที่จะนำเงิน 500 ล้านมาให้ คงเป็นไปไม่ได้ เพราะมันจะต้องมีเงื่อนไขตามที่พันธมิตรฯ วางไว้ การตั้งพรรคการเมืองครั้งนี้ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างไรก็ตาม หากตั้งพรรคการเมืองนี้ จะไปรอดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับบุคลากรเป็นสำคัญ โดยจะเน้นคุณภาพ ไม่ได้เน้นว่าจะได้ ส.ส.กี่เสียง
ด้าน นายสุริยะใส ว่าที่เลขาธิการพรรค ก.ม.ม. กล่าวว่า รายชื่อผู้ก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ทั้ง 21 คน ได้ผ่านความเห็นชอบจาก 5 แกนนำฯ แล้ว สำหรับสีที่จะใช้เป็สัญลักษ์ของพรรคมีสองสี คือ สีเขียว หมายถึงความเป็นธรรมทางการเมือง การมีการเมืองที่สะอาด ไร้มลพิษ ส่วนสีเหลือง หมายถึง อุดมการณ์และการเทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัติย์ ส่วนโลโก้ พรรคนั้นยังอยู่ในระหว่างการปรับปรุง แต่จะมีความชัดเจนในวันที่ 4 มิ.ย.นี้
นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวว่า การตั้งพรรคของกลุ่มพันธมิตรฯ ถือเป็นมิติใหม่ในทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ควรจะดีใจ แสดงให้เห็นว่า สีเหลืองคือ พรรค ก.ม.ม. สีแดง มีพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว และจะเป็นจุดเริ่มต้นให้พรรคการเมืองในปัจจุบันให้ไปปรับเปลี่ยนตัวเอง การตั้งพรรค ก.ม.ม.ได้ทำอย่างโปร่งใส จะเห็นได้ว่ามีผู้หญิงเข้ามาร่วมมากกว่าผู้ชาย ไม่ได้เอาญาติพี่น้อง หรือ พรรคพวกมานั่งเป็นกรรมการบริหารพรรคเหมือนพรรคการเมืองในปัจจุบัน หลังจากนี้ไปอีกไม่เกิน 60 วันเชื่อว่าจะมีบุคคลเข้ามาสมัครเพิ่มขึ้นอีก และจะเปิดประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 1 เพื่อเสนอชื่อหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคเข้ามาแข่งขันกัน ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าใครจะได้เป็นหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหาร ซึ่งแตกต่างกับพรรคการเมืองทั่วไป หลังจากประชุมใหญ่แล้วจะมีการแถลงนโยบายท่าทีเรื่องการต่อต้านทุจริตคอรัปชั่นและเรื่องพลังงาน เช่น กรณี ปตท. ส่งออกก๊าชแอลพีจี ได้กำไร 8 พันล้าน แต่เงินเข้ารัฐเพียง 51% ที่เหลือ 49% เป็นของผู้ถือหุ้น ขณะที่ในบ้านเราต้องใช้ก๊าซในราคาแพง ถ้าหากพรรคได้เป็นรัฐบาลจะไม่ดำเนินการเช่นนี้ เช่นเดียวกับรถเมล์ 4,000 คัน หากเป็นรัฐบาลจะประกาศชัดเจนเลยว่า ไม่เอาโครงการนี้
‘พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังเป็นองค์กรสูงสุดเหนือพรรคการเมืองใหม่ พรรคการเมืองที่ตั้งมาครั้งนี้เป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้ทำงานในทางการเมือง วันใดก็ตามที่พรรค ก.ม.ม. เริ่มเพี้ยนไปจากอุดมการณ์ พันธมิตรฯ ก็จะเริ่มถอยห่าง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาคประชาชนยังคงมีบทบาทควบคุมกติกาคนที่เข้ามาเล่นการเมือง’ นายสนธิกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ามีการเสนอชื่อนายสนธิ จะมีปัญหาในแง่กฎหมายหรือไม่ นายสนธิ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นคดีล้มละลายของตนได้จบไปแล้ว แต่ในแง่ส่วนตัวจะขอพิจารณาลึกซึ้งกว่านี้ก่อน ซึ่งการขอเวลาก็ไม่ได้กลัวว่าจะถูกโจมตี เนื่องจาก ตนอาจจะรับเป็นหัวหน้าพรรคก็ได้ เพราะรับมาแล้วอาจจะไม่ลงสมัครเลือกตั้งก็ได้ และเมื่อพรรคได้ ส.ส.แล้วตนก็อาจจะลาออกก็ได้ ซึ่งบทบาทแบบนี้เป็นการไม่ยึดติดกับตำแหน่ง และเมื่อถึงวันนั้นตนก็จะมีคำตอบให้กับสังคม
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้กำหนดกติกาเงื่อนไขที่จะร่วมงานกับพรรคการเมืองอื่นอย่างไร นายสนธิ กล่าวว่า ในแง่ส่วนตัวถ้าพรรคการเมืองที่จะร่วมงานกันมีพฤติกรรมน่าสงสัยและส่งเทียบเชิญเข้าร่วมรัฐบาล ตนก็จะไม่รับจะอยู่เฉยๆ ไม่เป็นทั้งฝ่ายค้ไานและรัฐบาล ขอทำหน้าที่ตรวจสอบ หากรัฐบาลทำดีก็สนับสนุน
เมื่อถามว่า ตอนนี้ได้ทาบทามบุคคล ที่มีชื่อเสียงให้เข้ามาร่วมงานบ้างหรือยัง นายสนธิ กล่าวว่า อยู่ในระหว่างการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งจะต้องมีการถามสมาชิกก่อนว่ารับได้หรือไม่ ถ้ารับได้ก็จะไม่นำมาร่วมงาน ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข่าวว่าจะทาบทาม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร.มาเข้าพรรคหรือไม่ นายสนธิ กล่าวว่า ยังไม่มี ตอนนี้เป็นเพียงเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งจะมีความชัดเจนอีกครั้งในการเลือกกรรมการบริหารพรรคตัวจริง
![]()
เมื่อวันที่ 31 พ.ค. เกิดเรื่องฮือฮาในแวดวงการเมืองครั้งใหญ่ เมื่อมีคลิปวิดีโอนักการเมืองหญิง เชียงใหม่ แพร่สะพัดไปทั่วภาคเหนือ และอีกหลายพื้นที่รวมทั้งกรุงเทพฯ โดยเป็นคลิป หญิงสาวมีเพศสัมพันธ์กับชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งมีผู้บันทึกลงแผ่นวีซีดีแจกจ่ายไปทั่ว
คลิปดังกล่าวคาดว่าบันทึกในห้องนอน หรืออาจเป็นห้องพักในโรงแรม โดยตั้งกล้อง และบังคับด้วยรีโมตในการบันทึกภาพ รวมไปถึงการซูมและขยายภาพ ฝ่ายชายถือรีโมตในมือพร้อมบอกให้ฝ่ายหญิงสาวทำท่าทางต่างๆ ทั้งภาพและเสียงชัดเจน ขณะที่ฝ่ายหญิงเต็มใจแสดงท่าทางตามที่ฝ่ายชายสั่งการ เริ่มตั้งแต่การโชว์เพียงคนเดียว จากนั้นฝ่ายชายก็เข้ามาร่วมแสดงด้วย
รายงานข่าวแจ้งว่าสำหรับแผ่นวีซีดีคลิปฉาวดังกล่าว ไม่ได้วางขายทั่วไปแต่มีการนำมาแจกให้ฟรีในหลายพื้นที่ ซึ่งประชาชนที่ได้ชมคลิปดังกล่าวต่างวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา
สำหรับฝ่ายชายมีกระแสข่าวระบุว่า เป็นผู้ที่มีความสนิทสนมกับนักการเมืองสาว ซึ่งเป็นผู้ที่มีฐานะร่ำรวย โดยจะพากันออกงานบ่อยครั้งไม่ว่าจะเป็นงานสังคมทั่วไปหรืองาน แถลงข่าว ในลักษณะคล้ายกับคนสนิท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากคลิปดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่มีผู้นำมาเผยแพร่ เชื่อว่าน่าจะมาจากปัญหาทาง การเมือง คู่แข่งต้องการดิสเครดิตนักการเมืองหญิง เนื่องจากปัญหาทางการเมืองในพื้นที่ของนักการเมืองสาว
สำหรับการแพร่กระจายของคลิปฉาวในประเทศไทย ที่ผ่านมามักเป็นคลิปของคน ในวงการบันเทิง และเคยเกิดกรณีโด่งดังจากคลิปลูกสาวนักการเมืองชื่อดัง
“กษิต” ลุยแหลกฉะ “แม้ว” ขี้ขลาดท้าโต้วาทีทุกที่ได้ทั้งไทย-อังกฤษ อย่าทำตัว “หน้าตัวเมีย” แจงเคยรับเงินจริง แต่เป็นการที่ผู้ใหญ่ให้ผู้น้อย และไม่เคยนำไปใช้ส่วนตัวทำบุญหมด เผยเคยรักกันแต่ขัดแย้งเรื่องอุดมการณ์ไม่เคยขอตำแหน่ง ท้าคืนพาสปอร์ต-บัตรปชช.แน่จริงบอกมาอยู่ที่ไหน จะได้ไปเอาถูก
“กษิต” ซัด “เอ็งหนีสภา” ขี้ขลาด
เมื่อเวลาประมาณ 16.10 น. นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ แถลงข่าวตอบโต้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ขอท้าพ.ต.ท.ทักษิณ อย่าเก่งแต่พูดคนเดียว คนที่ไม่กล้าไปสภา หนีสภาอยู่ตลอดเวลา ออกวิทยุทีวีทุกวันเสาร์พูดอยู่คนเดียว ทำไมไม่ให้ผู้นำฝ่ายค้านพูดในสภา
“ก็เอ็งหนีสภาอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยเล่นในระบบ” นายกษิต กล่าว และว่า นายใหญ่มาเล่นเองอย่างนี้ก็ยินดี อย่าปล่อยลิ่วล้อเล่น เกะกะเสียเวลา ขอบอกตรงนี้ว่าตนพร้อมทุกเวที ขอท้าโต้วาที จะเอาทีไหนก็ได้ ซีเอ็นเอ็น บีบีซี อัลจาซีราห์ ที่ไหนก็ได้ ที่ที่พ.ต.ท.ทักษิณ อวดอ้างว่ามีเพื่อนสนิทรู้จักอย่างดี หรือจะเป็นสเตเดียมที่แมนฯซิตี้ก็ได้ อย่าเอาแต่พูดคนเดียวเอาของจริงมาพูดกัน
แจงรับเงินไปทำบุญ อย่าบิดเบือนความจริง
เรื่องต่อมาคือการกล่าวหาว่า ตนรับเงินจากพ.ต.ท.ทักษิณ สมัยเป็นทูตนั้น ก็ขอเรียนว่าเป็นธรรมดาที่ผู้ใหญ่จะต้องมีเมตตากับผู้น้อย การให้เงินข้าราชการเด็กๆ เป็นธรรมเนียมที่ทำมาตลอด ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้ให้เงินตนในหลายประเทศ ซึ่งยืนยันว่าตนไม่เคยเอาไปใช้เอง แต่ไปใช้ในการทำบุญตลอด ถามว่าเมื่อใส่บาตรแล้วจะเอาของออกจากบาตรหรืออย่างไร ยืนยันว่าไม่ได้ใช้แม้แต่บาทเดียว ดังนั้น กรุณาอย่าบิดเบือนข้อเท็จจริง เงินทุกบาทก็เคยได้เรียนว่าไปใช้ทำอะไรแล้วด้วย
ยกตัวอย่างที่อินโดนีเซีย ที่พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างนั้นตนก็นำเงินดังกล่าวไปมอบให้กับชาวประมงไทยที่ถูกจับไปช่วยเหลือเขา ไปแจกหมด ให้วัดไทยที่อินโดฯ ด้วย มีผู้เสียชีวิตที่นั่นตนก็นำไปให้
“ถามว่าจะไปทวงคืนในนรกหรือสวรรค์หรืออย่างไร” นายกษิต กล่าวและว่า ที่เยอรมันก็เช่นกัน หญิงไทยหากินมีชีวิตลำบากที่นั่นตนก็นำเงินเหล่านี้ไปช่วย แม้แต่เหตุพายุแคทริน่าถล่มที่สหรัฐก็เช่นกัน สมัยตนเป็นทูตสหรัฐ ก็นำเงินตรงนี้ไปช่วยเหลือ เงินดังกล่าวเป็นเงินเพียงเล็กๆ น้อยๆ ผ่านมือไม่กี่แสนบาท พ.ต.ท.ทักษิณ จะทวงคืนหรือไม่ จะทวงคืนจากบาตรหรือไม่เพราะได้ทำบุญช่วยคนไปแล้ว แต่เอาเงินบุญมากระทืบตนให้จมแผ่นดินหรือไร
“ผมไม่ต้องการอะไรจากคุณทักษิณ ที่จะให้โน่นนี่ ผมไม่ต้องการ เพราะแค่นี้ก็พอกินพอใช้ตามสภาพ” รมว.ต่างประเทศ กล่าว
ให้บอกมาอยู่ไหน พร้อมไปเอาพาสปอร์ตอยู่แล้ว
ส่วนประเด็นที่สามคือ เรื่องคืนพาสปอร์ต ขอเรียนว่าถ้าอยากจะคืนจริงก็ช่วยบอกสถานที่ที่จะไปเอาด้วย อย่าทำกำกวม ทำตัวเป็นตุ๊ดตู่ ยินดีจะบินไปหา แล้วถ้าสละสัญญาชาติไทยได้ด้วยก็ยิ่งดี เพราะอยู่ไปก็รกแผ่นดิน ถ้าไม่ใช้ก็กรุณาส่งคืน ให้บอกมาว่าจะให้ไปรับที่ไหน
ขณะที่เรื่องของตำแหน่งที่ว่าขอแล้วไม่ให้นั้น นายกษิต กล่าวว่า ส่วนเรื่องตำแหน่งนั้น ก่อนหน้านี้ยอมรับว่าเป็นแฟนพ.ต.ท.ทักษิณ เราเคยแชร์อุดมการณ์กันเมื่อปี 1994 สมัยตนเป็นทูตอินโดนีเซีย ท่านเป็นรมว.ต่างประเทศ ตอนนั้นชอบพอกัน
“ผมก็หลงรักท่านเช่นเดียวกับคนอื่น เพราะเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศที่พูดจากันรู้เรื่อง ทำให้เป็นแฟน กระทั่งมีการชักชวนให้ลงเลือกตั้งในนามพรรคพลังธรรมกัน ซึ่งตนก็เคยได้ให้คำแนะนำเรื่องนโยบานยต่างๆ ไปในสมัยนั้น เพราะคิดว่าเราควรจะร่วมมือกันสร้างประเทศไทยให้เป็นเลิศได้ ก็ติดต่อกันตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนเป็นทูตเยอรมัน” นายกษิต กล่าว
รับเคยรักกัน แต่ขัดแย้งเรื่องความคิดไม่ใช่ส่วนตัว
จากนั้นพ.ต.ท.ทักษิณ ก็เว้นว่างการเมืองไป แต่ก็ยังพูดคุยเรื่องอุดมการณ์กัน กระทั่งพ.ต.ท.ทักษิณเอ่ยปากว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลจะให้มาช่วยราชการ ซึ่งหลังจากที่ตนได้หยุดหน้าที่ทางราชการก็ได้รับมอบหมายงานหลายชิ้น เช่นเรื่องคดีเพชรซาอุฯ ซึ่งตนก็เสนอให้ปฏิรูปกรมตำรวจ แต่กลับได้รับคำตอบว่า นั่นเป็นบ้านผม หลายเรื่องที่มอบหมายให้ทำกลับถูกเพิกเฉย ไม่อยากจะฟัง ซึ่งตนก็มาคิดได้ว่าสิ่งที่คุยกันไว้ ไม่มีการทำตามที่เสนอ ที่ไม่พอใจไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของอุดมการณ์ที่ไม่ตรงกัน
“เพราะผมเห็นว่าระบอบทักษิณ ไม่มีธรรมาภิบาล และผมก็พร้อมที่จะสู้ ไม่ได้สู้กันในทางลับ แต่สู้กันบนที่แจ้ง บนท้องถนนตลอดเวลา” นายกษิต กล่าวและว่า นี่คือที่มาที่ไปว่าเราเคยรักกันแล้ววันหนึ่งก็แตกคอ เพราะเห็นไม่ตรงกันในเรื่องการบริหารบ้านเมือง ไม่ใช่เรื่องไม่ชอบพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการส่วนตัว
“ไม่มีอะไรจะเล่นแล้วหรือ ถึงทำตัวเป็นหนอนในโคลนตม เน่าเฟะ แล้วจะกระทืบผมจมแผ่นดิน คุณทักษิณหมดปัญญาแล้วหรือที่ใช้ลิ่วล้อขุดคุ้ยผม เปียโนผมก็ยังอยู่ที่บ้าน ซื้อมามือสอง หนักหัวใครหรือเปล่า ถ้าอยากเรียนผมก็พร้อมสอน ราคาแสนต้นๆ ถ้าผิดเพราะไม่กรอกในใบแสดงทรัพย์สินก็ลงโทษได้เลย ผมอยู่บ้านทาวน์เฮาส์สื่อมวลชนก็เห็น ผมไม่ได้เล่นแอบซ่อนอะไร ขอให้เลิกทำตัวเป็นหนอนทั้งคุณทักษิณ และลิ่วล้อ ผมยืนยันผมกล้าพูดในความจริงไม่งั้นไม่มายืนตรงนี้ ไม่มาเป็นรัฐมนตรี ไม่เถียงในที่แจ้งอย่างนี้” รมว.บัวแก้ว กล่าว
อัดแหลกหน้าตัวเมีย ท้าคืนพาสปอร์ต
“ขอท้าพ.ต.ท.ทักษิณ อีกครั้ง ที่ไหนก็ได้ทุกเวที เอากันไหมครับ แต่ขอว่าอย่ามาข่มขู่ประชาชน หรือจะเอากองทัพที่เป็นกุ๋ยมาข่มขู่สังคมไทย หรือผมได้ ผมไม่กลัว ผมขอท้าด้วย” นายกษิต กล่าว และว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ขี้ขลาดเก่งแต่พูดคนเดียว หนีสภา หนีโต้วาที หนีศาล แล้วใหลิ่วล้อมาบอกว่าตนเป็นผู้ก่อการ้าย ถามว่าเรียนมาเสียสูงอย่างนี้ยังแยกไม่ออกหรือว่าผู้ก่อการร้ายกับการพูดเพื่อสังคมบนเวทีสาธารณะต่างกันอย่างไร อย่ามาสาดโคลนกัน
“ดีแล้วที่ส่งพาสปอร์ตคืน ขอให้ช่วยส่งบัตรประชาชนมาด้วย แล้วอย่ามาตอแยประเทศไทย สังคมไทยต้องการเดินหน้า และไม่ต้องการคนที่มาจากระบบประชาธิปไตยแต่ทำตัวเป็นเผด็จการ เป็นฮิตเลอร์ อย่าทำตัวเป็นมนุษย์ขี้ขลาด หรือหน้าตัวเมีย ความจริงผมก็ไม่อยากจะใช้คำนี้ แต่ถึงที่สุดก็คงต้องใช้ เพราะเป็นคนไม่กล้าเผชิญกับความเป็นจริง” นายกษิต กล่าวและว่า ผมมีแค่นี้ มีเกียรติประวัติ อย่าได้หยามกันหรือเล่นสกปรกกันเลย ที่เคยพูดในสภาว่าจะสู้ไม่ถอย สู้จนชีวิตจะหาไม่ ไม่ต้องมาหลบๆ ซ่อนๆ แต่ก็ต้องขอโทษที่ใช้เวทีกระทรวงต่างประเทศพูด เพราะไม่ได้เกี่ยวกับนโยบาย แต่คิดว่าคงรอเวลาไม่ได้
ส่วนเรื่องอื่นๆ คงไม่ต้องมาแจงอะไร เพราะครอบคลุมแล้ว แต่ขอท้าอีกครั้งว่า แน่จริงเวทีซีเอ็นเอ็นก็ได้ เลือกมาเลยที่ไหนก็ได้ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเป็นภาษาอาหรับที่พ.ต.ท.ทักษิณไปบ่อยๆ หรืออยู่มานานแล้วคงต้องขอเวลาหน่อย เพราะยังไม่ได้เรียน ส่วนคำถามอื่นขออนุญาตไม่ตอบ
นายกฯอภิสิทธิ์ หนุนกลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งพรรคการเมือง บอกเป็นการเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันทางการเมือง-เพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้ความเห็นกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองว่า เป็นเรื่องดีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะจัดตั้งพรรคการเมือง เพราะจะเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันทางการเมืองและทำให้ประชาชนมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น
“การมีพรรคการเมืองที่มีแข่งขันเป็นสิ่งที่ดี และเป็นทางเลือกให้กับประชาชน”
ก่อนหน้านี้ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ ยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีการจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อขับเคลื่อนแนวคิดการเมืองใหม่ เนื่องจากเห็นว่าพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถผลักดันให้เกิดการปฏิรูปทางการเมืองได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แนวคิดในการปฏิรูปการเมืองของรัฐบาลนั้นพยายามที่จะดึงทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ใช่การดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งอาจเป็นมุมมองที่ต่างไปแนวคิดของกลุ่มพันธมิตรฯ
ส่วนกรณีที่มีคนมองว่าตนเองขาดความกล้าหาญที่จะตัดสินใจในการทำงานนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพื่อความรอบคอบหากเรื่องใดไม่ผิดกฎหมายและมีข้อมูลครบถ้วนแล้ว รัฐบาลก็พร้อมที่จะดำเนินการทันที
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ