จับอดีตทหารสงครามคูเวต ต้องคดีข่มขืนลูกในไส้

January 8, 2009



วันนี้ (8 ม.ค.) เมื่อเวลา 13.00 น. พ.ต.อ.มานัด ศรีวงษา ผกก.กก.2 ศสส.สตม. พร้อมด้วย พ.ต.ท.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ รอง ผกก.กก.2 พ.ต.ท.ทิฆัมพร ศรีสังข์ รอง ผกก.กก.2 พ.ต.ต.พลสิทธิ์ สุทธิอาจ สว.กก.2 และ พ.ต.ต.ทวีป ช่างต่อ สว.กก.2 ได้นำตัว นายดาร์รัน เรย์ คาสเทิลเบอร์รี (Mr.Darran Ray Castleberry) อายุ 41 ปี สัญชาติอเมริกัน อดีตนายทหารรับจ้างในสงครามคูเวต ผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับกุมของมลรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา และหมายจับกุมของตำรวจสากล ในข้อหากระทำความผิดทางเพศต่อผู้เยาว์ และประทุษร้ายทางเพศต่อเด็ก หลังสามารถจับกุมได้บริเวณร้านค้าแห่งหนึ่งย่านอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถ.ราชวิถี แขวงและเขตดินแดง กทม.
552000000190001
พ.ต.อ.มานัด กล่าวว่า สืบเนื่องจาก พล.ต.ท.ชัชวาล สุขสมจิตร์ ผบช.สตม.ได้มอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดเร่งดำเนินการสืบสวนจับกุมบุคคล ต่างด้าวซึ่งเข้ามากระทำผิดในราชอาณาจักร กระทั่งได้ทราบข้อมูลว่านายดาร์รัน เรย์ คาสเทิลเบอร์รี ซึ่งเป็นอดีตนายทหารรับจ้างในสงครามคูเวต และเป็นผู้ต้องหาในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ได้หลบหนีหมายจับกุมเข้ามาในประเทศไทยเมื่อประมาณปลายปี พ.ศ.2549 จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ กก.2 ศสส.สตม.ตรวจสอบหาข้อมูลและที่อยู่ปัจจุบัน จนทราบว่าพักอยู่กับย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จึงได้เร่งออกหาตัวจนพบ และเกรงว่าจะเข้ามาก่อเหตุในลักษณะเดียวกันในประเทศไทย

พ.ต.อ.มานัด กล่าวต่อว่า นายดาร์รันนั้นใบอนุญาตเข้าประเทศไทยหมดอายุตั้งแต่วันที่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมา อาศัยอยู่กับภรรยาใหม่และลูกสาววัย 2 ขวบ ชาวอุซเบกิสสถาน ที่มีใบอนุญาตเดินทางเข้าประเทศไทยถูกต้อง บริเวณห้องพักย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จึงวางแผนเข้าจับกุมโดยเกลี้ยกล่อมว่าถูกจับข้อหาใบอนุญาตหมดอายุ หรือเป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้น สุด ซึ่งเป็นข้อหาไม่หนัก เนื่องจากเกรงว่าหากแจ้งข้อหาร้ายแรงและโทษหนัก ผู้ต้องหาซึ่งมีรูปร่างใหญ่ สูงประมาณ 190 ซม. และเป็นอดีตทหารรับจ้างสงครามคูเวตมาก่อนจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อนหลบ หนีไปได้ และสามารถนำตัวมาสอบสวนที่ ศสส.สตม. จากนั้นได้ประสานเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย มารับตัวเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายในเร็วๆ นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายดาร์รันถูกทางการมลรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา ขึ้นบัญชีดำเป็นบุคคลอันตราย เนื่องจากเคยฝึกฝนยุทธวิถีการรบในสงครามมาแล้ว โดยได้ก่อเหตุใช้กำลังประทุษร้ายทางเพศกับเด็กและเยาวชนในระหว่าง ค.ศ.1984-2001 รวมทั้งสิ้น 6 คดี ซึ่งเหยื่อในจำนวนดังกล่าว 2 ราย เป็นบุตรสาวของตนเอง หลังจากอดีตภรรยา นางคิม คาสเทิลเบอร์รี (Kim Castleberry) ค้นพบเทปลับที่นายดาร์รัน อดีตสามีบันทึกไว้ขณะข่มขืนลูกสาว 2 คน และนำไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ในประเทศสหรัฐอเมริกา คดีความผิดดังกล่าวเป็นความผิดร้ายแรง ต้องโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง


เศรษฐีเมืองเบียร์รวยติดอันดับโลก โดดให้รถไฟชนตาย

January 8, 2009

เผยสาเหตุมหาเศรษฐี”เมืองเบียร์” โดดให้รถไฟชนฆ่าตัวตาย เนื่องจากต้องขายกิจการแลกเงินกู้หลังเจอวิกฤตหการเงินโลก ทั้งที่เคยติดอันดับ 44 มหาเศรษฐีของโลกจากการจัดอันดับของฟอร์บส์ ด้านนักธุรกิจสหรัฐฆ่าตัวตายอีกราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 8 ม.ค.กรณีการเสียชีวิตของนายอดอลฟ์ เมอร์กเคิล มหาเศรษฐีนักธุรกิจชาวเยอรมัน ผู้ก่อเหตุกระโดดให้รถไฟชนตายเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ล่าสุด ครอบครัวของนายเมอร์กเคิลออกแถลงการณ์ระบุว่า การฆ่าตัวตายของนายเมอร์กเคิลมาจากสถานการณ์อันยากลำบากของบริษัทเขาที่เกิด จากวิกฤตทางการเงิน ช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน และการที่เขาไร้อำนาจที่แก้ไขปัญหา และได้ทำลายกิจการที่สำคัญของครอบครัว และทำให้เขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง
12313005491231300654l

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า กลุ่มบริษัท”วีอีเอ็ม”ของนายเมอร์กเคิล เปิดเผยว่า บริษัทได้บรรลุข้อตกลงกู้เงินจากธนาคารเยอรมันหลายแห่ง โดยภายใต้ข้อตกลงนี้ นายเมอร์เคิลจะต้องขายกิจการ”ราติโอบาล์ม”แลกเปลี่ยนกับเงินกู้

รายงานระบุว่า นายเมอร์กเคิล เป็นคนดังที่สุดที่ตกเป็นเหยื่อของวิกฤตการเงินของโลก อาณาจักรธุรกิจของเขาจ่อจะต้องประสบภาวะขาดทุนจากการลงทุนผิดพลาดการลงทุน ซื้อหุ้นของโฟลค์สวาเก้น  และครอบครัวถูกกดดันให้ต้องขายทรัยพ์สินหรือต้องขอเงินกู้ซึ่งกำลังอยู่ ระหว่างการเจรจากับธนาคารก่อนหน้านี้เป็นเวลาหลายสัปดาห์ โดยเฉพาะข่าวว่า เขาอาจต้องขายบริษัท”ราติโอปาลม์”หรือหุ้นบางส่วนของไฮเดอร์เบิร์ก โดยเขาต้องขาดทุนเงินเป็นมูลค่า 3,600 พันล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของนักวิเคราะห์มองว่า การฆ่าตัวตายของนายเมอร์กเคิลเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมาก เนื่องจากปกติแล้วเขาเป็นนักลงทุนที่รอบคอบและอนุรักษ์นิยม และรักชีวิตแบบติดดิน

รายงานระบุว่า สำหรับบริษัท”ไฮเดอร์เบิร์กซีเมนต์”ถือเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ผลิตซีเมนต์ของ โลก มีพนักงานเป็นจำนวน 65,000 คน และมีสถานที่ตั้ง 2,700 แห่งใน 50 ประเทศทั่วโลก สำหรับบริษัท”ราติโอบาล์ม”ขายสินค้าด้านเวชภัณฑ์ให้แก่ 35 ประเทศทั่วโลก

ทั้งนี้สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ว่า นายอดอล์ฟ เมิร์กเกิล มหาเศรษฐี ชาวเยอรมัน วัย 74 ปี เจ้าของธุรกิจ อาทิ บริษัท ไฮเดลเบิร์ก ซีเมนต์ ธุรกิจผลิตปุนซีเมนต์ จนถึงธุรกิจยา บริษัท ราติโอปาล์ม  ตัดสินใจปลิดชีพตัวเองด้วยด้วยกระโดดให้พุ่งรถไฟพุ่งชน ในเมืองอูลม์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรทัน โดยเจ้าหน้าที่การรถไฟพบศพเมื่อคืนวันที่ 5 มกราคม ตามเวลาท้องถิ่น

รายงานระบุว่า สำหรับสาเหตุการตัดสินใจของนายอดอล์ฟ เมิร์กเกิล น่าจะมาจากปัญหาพิษเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจของนายเมิร์กเกิล ขาดทุนเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยนายมิร์กเกิล ได้พยายามขอความช่วยเหลือจากธนาคารในเยอรมนีหลายแห่ง แต่ภาครัฐไม่ยอมให้ความช่วยเหลือด้านการเงินตามที่เขาร้องขอ ด้านครอบครัวของนายเมิร์กเกิล ได้ออกมายืนยันในเรื่องดังกล่าวว่า อดีตมหาเศรษฐีพันล้าน กลุ้มใจกับปัญหาธุรกิจที่ทำอยู่ จึงทำให้เขาตัดสินใจคิดสั้น

ทั้งนี้ เมื่อปี 2007 นายเมิร์กเกิล เคยติดอันดับ 44 ของบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดจากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ แต่หลังจากนั้น ทรัพย์สินของเขาก็ลดลงจาก 12,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 4.4 แสนล้านบาท) มาอยู่ที่ 9,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 3.2 แสนล้านบาท) ส่งผลให้อันดับของเขาร่วงลงมาอยู่ที่ 94

รายงานระบุว่า ครอบครัวของนายเมิร์กเกิล มีธุรกิจหลายประเภท รวมทั้ง”ไฮเดลเบิร์กซีเมนต์” บริษัทผู้ผลิตซีเมนต์ และบริษัทผลิตยา”ราติโอปาลม์”แต่ธุรกิจของนายเมิร์กเกิลต้องประสบภาวะขาดทุน จากการลงทุนผิดพลาดเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะจากการลงทุนในหุ้นของโฟลค์สวาเก้น

นับเป็นเหตุการณ์ฆ่าตัวตายของนักธุรกิจรายล่าสุด หลังเกิดเหตุนายเธียร์รี่ มากอน เด ลา วิลเลฮูเช็ต ว้ย 65 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทจัดการเงินทุน”Access International”เสียชีวิตที่สำนักงานในกรุงนิวยอร์ก หลังขาดทุนจากการลงทุนในแชร์ลูกโซ่ของนายเบอร์นาร์ด มาดอฟฟ์ เป็นเงินมูลค่า 1,400 ล้านดอลลาร์

รายงานระบุว่า หุ้นของไฮเดลเบิร์กซีเมนต์ ได้ตกลงหลังการฆ่าตัวต่ายของนายเมิร์กเกิล โดยตกลง 6.2 % อยู่ที่ 31.26 เหรียญ ทำให้มีแนวโน้มว่าธุรกิจของเขาจะต้องถูกขายให้แก่บรรดาเจ้าหนี้

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายสตีเฟ่น กู๊ด นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง วัย 55 ปี ถูกพบเสียชีวิตจากการยิงตัวตายในรถจากัวร์ในบริเวณอุทยานสัตว์ป่า ในเมืองเคน รัฐอิลลินอยส์ ถึงขณะนี้ยังไม่มีการพบโน๊ตลาตาย โดยนายสตีเฟ่นเป็นประธานและผู้บริหารของบริษัทเชลดอน กู๊ด บริษัทประมูลอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของสหรัฐ และการเสียชีวิตของเขามีขึ้นท่ามกลางวิกฤตอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของ สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ข่าวการเสียชีวิตของนักธุรกิจผู้นี้สร้างความช็อคตะลึงให้แก่บรรดาผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทอย่างยิ่ง ระบุว่านายสตีเฟ่นเป็นคนดี มีความเป็นผู้นำ และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทุกคนรู้สึกช็อคมาก และต้องการรู้เหตุผลที่เขาตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเอง ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานผิดปกติที่เกี่ยวกับการเงินของเขา

ที่มา มติชน

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ตร.ตลิ่งชัน รวบหมอดูเทวดาตุ๋นเหยื่ออ้างดูอดีตชาติได้

January 8, 2009

วันนี้ (8 ม.ค) เมื่อเวลา 00.30 น. พ.ต.ต.นิกร ด้วงฉุน สว.สส.สน.ตลิ่งชัน ร.ต.อ.สุชาติ นาสารีย์ รอง สว.สส.สน.ตลิ่งชัน ด.ต.สมรักษ์ แสนสุขวีทรัพย์ ผบ.หมู่ (สส.) สน.ตลิ่งชัน และกำลังฝ่ายสืบสวน ร่วมเดินทางไปตรวจสอบเพิงพักไม่มีเลขที่ ภายในถนนสวนผัก (ซอย 4) แขวงและเขตตลิ่งชัน กทม.หลังสืบทราบว่าเพิงพักดังกล่าวมีผู้แอบอ้างตัวว่าเป็นหมอดูเทวดามาพัก อาศัยอยู่

จากการตรวจสอบพบ นายองอาจ เจตสมมา อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 77 ต.นาตาขวัญ อ.เมือง จ.ระยอง กำลังนอนหลับอยู่ในเพิงพัก จึงเชิญตัวมาสอบสวนที่ สน.ตลิ่งชัน โดยนายองอาจให้การว่า ปัจจุบันตนประกอบอาชีพหมอดู ตระเวนไปตั้งเพิงพักอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ในหลายจังหวัด แต่จากการสืบค้นข้อมูลประวัติทราบว่า นายองอาจ มีหมายจับคดีเกี่ยวกับทรัพย์ในท้องที่ต่างๆ ติดตัวมากถึง 4 คดี ดังนี้ 1.หมายจับศาลจังหวัดตลิ่งชัน เลขที่ จ.617/2551 ข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ ท้องที่ สน.ภาษีเจริญ 2.หมายจับศาลจังหวัดตลิ่งชัน เลขที่ จ.618/2549 ข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ ท้องที่ สน.ภาษีเจริญ 3.หมายจับศาลจังหวัดระยอง เลขที่ จ.27/2546 ข้อหาลักทรัพย์ ท้องที่ สภ.เมือง จ.ระยอง และ 4. หมายจับศาลแขวงจังหวัดนราธิวาส เลขที่ จ.2358/2550 ข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ ท้องที่ สน.ทองหล่อ เจ้าหน้าจึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ด้าน พ.ต.ต.นิกร เปิดเผยว่า จากการสืบสวนหาข่าวทราบว่า นายองอาจมักจะเดินทางไปตั้งเพิงพักตามสถานที่ต่างๆ โดยอ้างตัวเป็นหมอดูเทวดา สามารถตรวจเช็กอดีตชาติของบุคคลได้ เมื่อมีเหยื่อหลงเชื่อเดินทางมาพบก็จะหลอกลวงให้ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ด้วยการ ให้ถอดทรัพย์สิน ทั้งสร้อย แหวน และกำไลข้อมือ ทิ้งเอาไว้ให้ทำพิธีเรียกเงินล้าน โดยนัดหมายให้เหยื่อย้อนกลับมารับทรัพย์สินในอีก 5 วันถัดไป หากเหยื่อรายใดหลงเชื่อก็จะถูกนายองอาจ เชิดทรัพย์สินหลบหนี ก่อนรอเรื่องเงียบแล้วไปเสาะหาทำเลใหม่ตั้งเพิงพักต้มตุ๋นชาวบ้านอีก

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ทำบันทึกการสอบสวนนายองอาจซึ่งยัง ให้การภาคเสธเอาไว้ ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ภาษีเจริญ เพื่อดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตาม หากประชาชนท่านใดสงสัยว่าเคยถูกผู้ต้องหารายนี้หลอกลวงเอาทรัพย์สินไปขอให้ เข้าไปติดต่อขอดูประวัติได้ที่ สน.ภาษีเจริญ

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

เจอศพหนุ่มใหญ่คนงานขึ้นอืดคาห้อง ตายกว่า 4 วัน

January 8, 2009

(7 ม.ค.) เมื่อเวลา 11.30 น. พ.ต.ท.สมพล อินเหลา พนักงานสอบสวน (สบ 2) สน.ทุ่งครุ รับแจ้งเหตุพบศพผู้เสียชีวิตภายในหอพักไม่มีชื่อ ตั้งอยู่เลขที่ 432/56 หมู่บ้านวิเศษสุขนคร ซอยประชาอุทิศ 79 แขวงและเขตทุ่งครุ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.จีรศักดิ์ ขำคง รอง ผบก.น.8 พ.ต.อ.ไตรเมต อู่ไทย ผกก.สน.ทุ่งครุ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน กก.สืบสวน บก.น.8 เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวชจากโรงพยาบาลศิริราช และมูลนิธิป่อเต๊กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น เปิดให้เช่าเป็นหอพัก จากการตรวจสอบห้องเลขที่ 232 ชั้น4 เจ้าหน้าที่พบศพนายอรรถสิทธิ์ หรือ แอ๋ ชูรัตน์ อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ 3 ต.หนองเรือ อ.เมือง จ.ยโสธร สภาพศพนอนหงายสวมเสื้อยืดแขนสั้นสีเขียวขี้ม้า กางเกงยีนขาสั้นสีครีม ตรวจสอบตามร่างกายไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการถูกทำร้ายแต่อย่างใด เบื้องต้นสันนิษฐานว่า เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 วัน

จากการสอบสวน นายสุรเดช โชติจิรวุฒิ อายุ 50 ปี เจ้าของอาคารดังกล่าว ให้การว่า บริเวณชั้น 4 มีห้องให้เช่าอยู่ 6 ห้อง แต่มีผู้พักอาศัยเพียง 3 ห้อง โดยห้องที่เกิดเหตุเป็นห้องพักของคนงานทำเหล็กดัดร้านชำนาญการช่าง ซึ่งอยู่ในละแวกนี้ และเพิ่งมีคนงานทราบเพียงชื่อเล่นว่า โจ กับ แอ๋ เข้ามาพักอยู่เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ที่ผ่านมา จนก่อนเกิดเหตุมีกลิ่นโชยออกมาจากห้องดังกล่าว ทั้งๆ ที่ห้องถูกล็อกด้วยแม่กุญแจจากภายนอก ตอนแรกตนคิดว่าเป็นกลิ่นปลาร้าหกเพราะคนงานทั้งคู่เป็นชาวภาคอีสาน แต่หลังจากนั้นกลิ่นก็เหม็นรุนแรงมากขึ้นทุกวัน ในวันนี้ตนจึงตัดสินใจขึ้นไปงัดห้องเพื่อตรวจสอบ ก็พบศพผู้ตายนอนอืดอยู่ในห้องดังกล่าว

ต่อมา นายชำนาญ สุขสงคราม เจ้าของร้านชำนาญการช่าง ได้เดินทางมาที่เกิดเหตุ พร้อมเปิดเผยว่า ตนเปิดร้านทำเหล็กดัด มาเช่าห้องพักห้องนี้ให้กับนายสุเทพ หรือ “โจ” วงศ์สุนทร อายุประมาณ 35 – 40 ปี ลูกจ้างชาวสุรินทร์ และ นายแอ๋ ผู้ตาย พักอาศัยร่วมกัน ซึ่งทั้ง 2 คนมาช่วยทำงานก่อนเทศกาลปีใหม่ไม่ถึง 1 สัปดาห์ โดยนายสุเทพ มาทำได้ 5 วัน ส่วนนายแอ๋มาทำได้ 3 วัน จนก่อนเกิดเหตุวันที่ 31 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตนได้จ่ายค่าแรงให้ทั้ง 2 คน คนละ 2,300 บาท

นายชำนาญ กล่าวต่อว่า จากนั้นทั้งสองคนชวนกันไปกินเหล้าที่ร้านลาบเป็ด บริเวณหน้าหอพักแล้วเกิดมีปากเสียงกัน เพราะนายโจ เอ่ยปากขอเงินนายแอ๋ไปซื้อเหล้าจำนวน 20 บาท แต่นายแอ๋ไม่ให้ หลังจากนั้นทราบอีกว่า นายโจ ได้ออกจากห้องพักไปขออาศัยอยู่กับเจ้าของร้านลาบเป็ดโดยอ้างว่าไม่สามารถ เข้าห้องได้ แต่เจ้าของร้านลาบเป็ดไม่อนุญาต จึงหายหน้าไปก่อนจะมีผู้มาพบศพนายแอ๋ ตายขึ้นอืดอยู่ในห้องพักดังกล่าว

ด้าน พ.ต.อ.จีรศักดิ์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบสภาพร่างกายผู้ตายเบื้องต้นไม่พบบาดแผล ส่วนในห้องไม่มีร่องรอยการต่อสู้หรือรื้อค้นทรัพย์สินแต่อย่างใด ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่า เหตุใดห้องจึงถูกล็อกจากภายนอก เรื่องนี้ตนได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่ออกหาข่าวติดตามเบาะแสผู้ต้อง สงสัยที่หายไปแล้วสำหรับศพผู้ตายต้องส่งไปผ่าพิสูจน์ที่สถาบันนิติเวชอย่าง ละเอียดอีกครั้งจึงจะสรุปได้ว่าเสียชีวิตเพราะสาเหตุใดกันแน่

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

คุณยายเนียม เสียชีวิตแล้ว หลังลูกหลานพากลับบ้าน

January 8, 2009

“คุณยายเนียม พันธ์มณี”เสียชีวิตแล้ว หลังญาติขอนำตัวกลับบ้าน แต่ระหว่างทางทนไม่ไหว หยุดหายใจก่อน ญาติตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่บ้าน ก่อนหารือกำหนดวันฌาปนกิจศพ

(8ม.ค.) เวลา 09.00 น. นายหลา คิ้วยม ลูกบุญธรรมของยายเนียม พันธุ์มณี วัย 84 ปี เปิดเผยว่า ยายเนียมได้เสียชีวิตแล้ว เมื่อเวลา 08.35 น. หลังจากเดินทางออกจากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เพื่อมายังบ้านซึ่งอยู่ที่ อ.ม่วงสามสิบ โดยระยะทางจากโรงพยาบาลถึงบ้านประมาณ 30 กิโลเมตร และตนเพิ่งกลับมาถึงบ้านเมื่อเวลา 09.00 น.และยายเนียมได้เสียชีวิตในระหว่างเดินทางกลับบ้าน

“แม่ไม่รู้สึกตัวมาเป็นอาทิตย์แล้ว และระหว่างเดินทางกลับบ้านก็ยังได้ใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ โดยรถที่นำส่งเป็นรถโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ซึ่งมีพยาบาลนั่งมาในรถด้วย แต่แม่ทนไม่ไหวและได้เสียชีวิตในระหว่างเดินทาง จากนี้ไปจะตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่บ้าน ก่อนนำไปฌาปนกิจศพ ส่วนจะเป็นวันไหนคงจะต้องรอหารือกับญาติพี่น้องก่อน” นายหลา กล่าว

ด้าน นพ.เศวต ศรีศิริ แพทย์ประจำโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี แพทย์เจ้าของไข้ยายเนียม เปิดเผยว่า เช้าวันนี้ญาติ ตกลงกันและคิดว่าคุณยายไม่ไหวเลยขอนำตัวยายเนียมกลับบ้าน โดยระยะทางระหว่างรพ.ไปบ้านประมาณ 30 กิโลเมตร ก่อนออกจากโรงพยาบาลสภาพทั่วๆไป คุณยายเนียมค่อนข้างแย่ ไม่รู้สึกตัว หัวใจถูกกระตุ้นด้วยยาตลอด ญาติคิดว่าคงไม่มีความหวังและขอกลับบ้าน เพื่อขอขมาลาโทษกันที่บ้าน ซึ่งเป็นความเชื่อของคนอีสานและญาติได้หารือกันว่าควรจะเอาท่อช่วยหายใจออก เพื่อให้คุณยายไปสู่สวรรค์
ที่มา คมชัดลึก

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

Next Page »