Archive for the ‘ข่าวอาชญากรรม’ Category


ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการค้นหาพระธุดงค์ 2 รูปที่พลัดหลงเข้าไปในป่าลึกในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มรดกโลก บริเวณทุ่งเขาแหลม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมาตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา

ล่าสุด วันนี้ (9 มี.ค.) เมื่อเวลา 09.00 น.นายมาโนช การพนักงาน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เปิดเผยว่า หลังจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้กระจายกำลังออกค้นหาพระธุดงค์ทั้ง 2 รูปบริเวณทุ่งเขาแหลม ตลอดเมื่อวานนี้ยังไม่พบร่องรอยแต่อย่างใด และพระธุดงค์ไม่ได้ทำตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำเมื่อครั้งล่าสุดที่ติดต่อทาง โทรศัพท์เมื่อช่วงเย็นวันที่ 7 มี.ค. คือให้ออกมาอยู่ในพื้นที่โล่งหรือจุดไฟเพื่อส่งสัญญาณให้กับเจ้าหน้าที่ชุด ค้นหา

อย่าง ไรก็ตาม ชุดค้นหายังไม่ละความพยายาม จะยังคงค้นหาต่อไปอีก โดยได้ติดต่อขอเฮลิคอปเตอร์จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจอดประจำการอยู่ที่จังหวัดขอนแก่นมาทำการบินเพื่อค้นหาทางอากาศ เนื่องจากลำเดิมที่ใช้บินคนหาเมื่อวานนี้  (8 มี.ค.) อยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง โดยตนได้ขึ้นเครื่องบินไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่ในเวลา 10.00 น.วันนี้ (9 มี.ค.)

ในส่วนของภาคพื้นดิน ได้ระดมเจ้าหน้าที่ป่าไม้จากหน่วยพิทักษ์ป่าในพื้นที่โดยรอบเขตอุทยานฯ 10 หน่วยๆ ละ 3 นาย รวม 30 นาย มาเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดค้นหาเดิมที่มีอยู่จำนวน 20 นาย รวม 50 นาย ออกทำการค้นหา โดยเป้าหมายยังอยู่ที่บริเวณทุ่งเขาแหลม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ต่อเนื่องไปยังเขาร่มเขต จ.ปราจีนบุรี

นายมาโนชกล่าวต่อว่า บริเวณทุ่งหญ้าเขาแหลม เป็นพื้นราบสลับกับป่าทึบ จึงเป็นอุปสรรคต่อการค้นหาของเจ้าหน้าที่ และบริเวณดังกล่าวยังมีสัตว์ป่าชุกชุมจึงน่าเป็นห่วงพระธุดงค์ทั้ง 2 รูปอย่างมาก และจากการติดต่อทางโทรศัพท์ของพระดำ หรือพระสมชาย อายุ 30 ปี ที่ธุดงค์เข้าไปในเขตอุทยานฯ ครั้งล่าสุดเมื่อช่วงเย็นของวันเสาร์ที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา แจ้งออกมาว่า พระธุดงค์อีกรูปที่ไปด้วยกันขาดน้ำเป็นลม แต่ไม่ทราบว่าอยู่ส่วนไหนของอุทยานฯ

ทั้งนี้ จากการสอบถามมารดาของพระดำ ทราบว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พระดำแจ้งว่า จะมาพบพระสหคำ ที่ จ.นครราชสีมา จากนั้นจะเดินธุดงค์ไปยัง จ.ปราจีนบุรี โดยผ่านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งได้เข้าเดินธุดงค์จากพื้นที่ ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา และเข้ามายังหน่วยพิทักษ์ป่าผากระดาษ น้ำตกมะนาวยักษ์ ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ก่อนที่จะหายไป

นายมาโนช กล่าวว่า จาก การสอบถามพระบุญชู เจ้าอาวาสวัดเสาไห้ จ.สุพรรณบุรี ทราบว่า พระดำเคยเดินธุดงค์ในป่าเขตอุทยานทุ่งใหญ่นเรศวรมาหลายครั้งแล้ว ไม่เคยพลัดหลง แต่ป่าในเขตอุทยานฯเขาใหญ่กับทุ่งใหญ่นเรศวรไม่เหมือนกันและพระดำยังไม่เคย มีประสบการณ์ในเส้นทางดังกล่าวอาจทำให้พลัดหลงเข้าไปในป่าลึก

“ทางอุทยานฯ จะค้นหาพระธุดงค์ทั้ง 2 รูปต่ออีก 1 วัน โดยให้เจ้าหน้าที่ในแต่ละจุดเดินลาดตระเวนแบบถี่ยิบขึ้นไปยังพื้นที่เป้า หมาย คือ ทุ่งหญ้าเขาแหลม เพื่อค้นหาให้ละเอียดอีกครั้ง เชื่อว่าหากพระธุดงค์ทั้ง 2 รูปหายเข้าไปในเขตพิทักษ์ป่าทุ่งเขาแหลมจริงน่าจะค้นหาตัวพบ แต่หากไม่พบคงต้องปรับแผนและประสานหน่วยอื่นเข้ามาช่วยค้นหาต่อไป” นายมาโนช กล่าว
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

  • Comments Off
  • วันนี้ (9 มี.ค.) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เมื่อเวลา 11.30 น. พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. แถลงผลการจับกุม นายไฮน์ ดีเทอร์ เบคเกอร์ อายุ 64 ปี ชาวเยอรมันนี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา กรุงเทพใต้ ที่ ส.417/2552 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2552 ข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น

    พล.ต.ท.วรพงษ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากกรณีคนร้ายวางเพลิงตู้โทรศัพท์สาธารณะของบริษัท ทีโอที จำนวน 11 ตู้ และป้ายโฆษณาที่ติดตามป้ายรถเมล์จำนวน 3 แห่ง ในพื้นที่ สน. ทองหล่อ จึงได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี รอง ผบก. หัวหน้าศูนย์สืบสวนนครบาล ติดตามจับกุมคนร้าย และจากการตรวจสอบภาพวงจรปิดจากจุดเกิดเหตุ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม สามารถจับภาพคนร้ายที่ก่อเหตุไว้ได้ และจากการตรวจสอบทราบว่า นายเบคเกอร์ เป็นผู้ลงมือก่อเหตุ จึงเฝ้าติดตามพฤติกรรม พบว่าเป็นบุคคลเร่ร่อน ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เข้าจับกุมตัว และจากการตรวจค้นไฟแช็คจำนวน 2 อัน

    จากการสอบสวน นายเบคเกอร์ ให้การรับสารภาพว่า ก่อนหน้านี้เคยเข้ามาเที่ยวเมืองไทยหลายครั้ง และชื่นชอบเมืองไทย หลังจากเกษียณอายุจากการรับราชการทหารและมีเงินบำนาญ จำนวนหนึ่ง จึงได้เดินทางเข้ามาเมืองไทยอีกครั้ง โดยเข้ามาเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2551 แต่เมื่อไปเที่ยวพัทยา กลับถูกหลอกจนหมดตัว ซ้ำบัตรเอทีเอ็มที่มีอยู่ ถูกยึดไป ทำให้หมดเนื้อหมดตัว ต้องอาศัยนอนตามป้ายรถเมล์

    “ผมต้องแคะเงินเหรียญตามตู้โทรศัพท์ ได้ตู้ละ 5 บาทบ้าง 10 บาทบ้าง เมื่อหาได้หลายตู้ ก็พอประทังชีวิตได้ แต่ช่วงหลัง ๆ ไม่ค่อยได้เศษเงิน จึงเกิดความเครียด ประกอบกับถูกคนเร่ร่อนด้วยกันขับไล่ ไม่ให้นอน จึงคิดว่าถ้าตัวเองไม่ได้นอน คนอื่นก็ต้องไม่ได้นอน จึงได้เผาทั้งตู้โทรศัพท์และป้ายรถเมล์ เพื่อระบายความเครียด” นายเบคเกอร์ กล่าว

    ด้านนายณัฐวุฒิ อู่ยายโสม ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัทเจซี เดอโก ประเทศไทยจำกัด กล่าวว่า ป้ายโฆษณาตามป้ายรถเมล์ ที่บริษัทตนรับผิดชอบในพื้นที่ กทม. ถูกเผาทำลายจำนวน 23 ป้าย ในช่วงเวลา 2 สัปดาห์ ในพื้นที่ สุขุมวิท พระราม 4 และรัชดา เมื่อทราบว่าผู้ต้องหาถูกจับกุม จึงเดินทางมาดู แต่ยังไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นผู้ต้องหาคนเดียวกัน เนื่องจากพื้นที่เกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ที่ห่างกัน แต่ก็ต้องรอดูความชัดเจนจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้ง เพราะความเสียหามูลค่าความเสียที่เกิดขึ้นมีกว่า 4 ล้านบาท

  • Comments Off
  • วันนี้ (9 มี.ค.) เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 908 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสันติลักษณ์ หรือแสตมป์ ธัญญาหาร หรือนายภัทรวรรธน์ ธัญญาหารรุ่งโรจน์ อายุ 50 ปี อดีตครูผู้ช่วยระดับ 3 ภาควิชาไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนายิงปืนในที่สาธารณะโดยใช่เหตุ จากกรณีเมื่อวันที่ 30 มี.ค.48 เมื่อนายสันติลักษณ์ มีปากเสียงกับนายสุธัญ อิทธิสุรสิงห์ อายุ 45 ปี พ่อค้าขายข้าวแกง ที่มายื่นปัสสาวะที่หน้าบ้าน ก่อนจะใช้ปืนยิงนายสุธัญถึงแก่ความตาย คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 พ.ย.49 ให้จำคุก นายสันติลักษณ์เป็นเวลา 13 ปี 6 วัน

    คดีนี้ โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค.48 เวลา 01.30 น. นายสุธัญ อิทธิสุรสิงห์ ไปร่วมงานวันเกิดของหลานสาวที่บ้านเช่าหลังอาคารมิสเตอร์แสตมป์ ที่มีนายสันติลักษณ์ จำเลย เป็นเจ้าของ ก่อนเกิดเหตุ นายสุธัญ ได้ไปยืนปัสสาวะที่ริมคลองประปา หน้าบ้านของ นายสันติลักษณ์ เมื่อจำเลยเห็นจึงยิงปืนขึ้นฟ้าจำนวน 2 นัด นายสุธัญ จึงตะโกนถามว่ายิงปืนทำไม หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายจึงมีปากเสียงกัน ขณะนั้นมีพยานซึ่งเป็นเพื่อนของนายสุธัญ เห็นเหตุการณ์ได้เข้าไปห้ามปราม แต่จำเลยไม่ฟังเสียงใช้ปืน ขนาด 9 มม. ยิงใส่นายสุธัญ เข้าที่หน้าอก จนเสียชีวิต จำเลยให้การปฏิเสธ อ้างว่าไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย แต่เกิดจากปืนพยานเพื่อนผู้ตายพยายามเข้าแย่งปืน จนปืนลั่นไปถูกนายสุธัญ

    ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์มีพยานที่อยู่ในเหตุเกิดสองปากเบิกความได้สอดคล้องกับการตรวจสอบสภาพศพ และสภาพที่เกิดเหตุ เช่นบาดแผลจากการถูกยิง ที่มีวิถีกระสุนจากบนลงล่าง และจากซ้ายไปขวา ประกอบกับพยานไม่รู้จักและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เชื่อว่าพยานเบิกความไปตามจริง ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่า ผู้ตายกับเพื่อนเดินมาหาเรื่องที่หน้าห้องพัก โดยมีอาวุธมีดมาด้วย จึงเข้าห้องกลับไปเอาปืนมายิงขู่ แต่ถูกเพื่อนผู้ตายแย่งปืน จนปืนลั่นใส่นายสุธัญ ถึงแก่ความตายนั้น เห็นว่า หากผู้ตายที่มากลับพวกมีจำนวนมากกว่า โดยมีอาวุธมีดด้วยนั้น จำเลยน่าจะถูกทำลายร่างกายมากกว่านี้ แต่จำเลยกลับมีบาดแผลเพียงเล็กน้อย และหากมีการแย่งปืนกันจริง กระสุนปืนน่าจะถูกเพื่อนของผู้ตายมากกว่า ประกอบกับที่จำเลยอ้างว่ากระสุนลั่นขณะเซถลานั้น เห็นว่าขัดแย้งกับวิถีกระสุนที่เป็นการยิงจากบนลงล่าง คำเบิกความของจำเลยขัดต่อเหตุผลและลักษณะบาดแผล พยานหลักฐานจำเลยไม่อ้างหักล้างพยานโจทก์ได้ เห็นว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

    คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยสถาน หนักโดยไม่มีการลดโทษนั้น เห็นว่าตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา เหมาะสมกับคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษา ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 , 376 ให้ลงโทษจำคุกในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เป็นเวลา 18 ปี ฐานยิงปืนในที่สาธารณะจำคุก 9 วัน จำเลยให้การรับสารภาพฐานยิงปืนในที่สาธารณะลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยไว้ 12 ปี 6 วัน และให้บวกโทษจำคุก 1 ปี ที่รอลงอาญาไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 566/2545 ในคดีทำร้ายร่างกาย นางศรินรัตน์ ธัญญาหาร ให้ได้รับอันตรายสาหัส ที่ศาลให้จำคุกเป็นเวลา 1 ปี ด้วย รวมโทษจำคุกทั้งสิ้น 13 ปี 6 วัน นั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ศาลอุทธรณ์ได้นัดอ่านคำพิพากษา เมื่อวันที่ 5 ก.พ.52 ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่า นายสันติลักษณ์ ไม่ได้เดินทางมาศาล โดยไม่แจ้งเหตุผลให้ทราบ มีพฤติการณ์หลบหนี ศาลจึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับมาฟังคำพิพากษาภายในเวลา 30 วัน และให้ปรับนายประกันที่ใช้หลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินมูลค่า 1,500,000 บาท
    ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

  • Comments Off
  • วันนี้ (6 มี.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น.ที่กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (บก.ปศท.) นายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมสรรพากร พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผบช.ก. พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ ผบก.ปศท. และ พ.ต.อ.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รอง ผบก.ศตท. (ศูนย์ตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำผิดทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ร่วมกันแถลงผลการจับกุมนายพงศ์กรณ์ อภิกุลไพศาล หรือ นายเลิศพงศ์ ผ่องรัตนนันท์ อายุ 42 ปี และ น.ส.บุศรา อุดมพรกุล พร้อมของกลาง คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง เอกสารบันทึกรายชื่อ พร้อมเลขบัตรประชาชน 16 แผ่น สำเนาบัตรประชาชน 28 ฉบับ เอกสารใบนำฝากธนาคาร 3 ซอง สมุดบันทึกชื่อบุคคล รหัสเอทีเอ็ม และเลขบัญชีธนาคาร 3 เล่ม สมุดบัญชีธนาคารต่างๆ จำนวน 86 เล่ม บัตรเอทีเอ็ม 83 ใบ สำเนาทะเบียนบ้าน 30 แผ่น สมุดบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทหารไทย ระบุชื่อน.ส.อภัสนันท์ ศิริพชรพันธ์ และ handy drive 2 อัน

    นายวินัย กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก กรรมสรรพากรได้ตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลการขอคืนเงินภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดาทางอินเทอร์เน็ต ก็พบความผิดปกติโดยมีข้อมูลใช้ที่อยู่ขอคืนเงินภาษีเป็นที่เดียวกันเป็น จำนวนมาก และอ้างหลักฐานว่ามีเงินได้พึงประเมินจากค่านายหน้าและดอกเบี้ยเงินฝาก ธนาคาร ตามหนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่เมื่อตรวจสอบข้อมูลการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ก็ไม่พบว่ามีการส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของผู้ขอคืนเงินภาษีแต่อย่างใด ทางกรรมสรรพาการจึงประสานไปยัง บก.ปศท. และศตท. ให้ทำการตรวจสอบ จนพบว่าผู้ต้องหาได้ว่าจ้างให้บุคคลอื่นไปเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร พร้อมทำบัตรเอทีเอ็ม โดยอ้างว่าจะนำไปใช้ในการขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ต จากนั้นจะนำบัตรเอทีเอ็มพร้อมรหัสบัตรมาเก็บไว้กับตัว

    อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวต่อว่า จากนั้นผู้ต้องหาได้นำรายชื่อบุคคลที่ว่าจ้างให้ไปเปิดบัญชีกว่า 100 ราย ไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และขอคืนเงินภาษี หลอกลวงกรมสรรพากร ด้วยการแจ้งที่อยู่ผู้ขอคืนภาษีเป็นเท็จ โดยใช้ที่อยู่ของผู้ต้องหา หรือบ้านร้างใกล้เคียงที่ไม่มีคนอยู่อาศัย นอกจากนี้ยังแสดงจข้อความเป็นเท็จ ในแบบแสดงรายการภาษีว่า ได้ค่านายหน้าจากบริษัท ยูนีทลีโอ จำกัด มีดอกเบี้ยจาก ธ.กรุงไทย ธ.กรุงเทพ และธ.ออมสิน ทั้งๆ ที่คนเหล่านั้นไม่ได้มีที่อยู่ดังกล่าว และไม่เคยได้เงินค่านายหน้า หรือดอกเบี้ยจากธนาคาร และก็ไม่เคยยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีด้วย

    “การกระทำดังกล่าวทำให้กรรมสรรพากรหลงเชื่อ คืนภาษีให้ตามที่อยู่ที่แจ้งคืนไว้ โดยในการสั่งจ่ายเป็นเช็ค ได้ระบุชื่อ และขีดคร่อมนำเข้าบัญชีเงินฝากธนาครของผู้ที่ได้รับคืนภาษี จากนั้นผู้ต้องหาซึ่งมีสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารพร้อมบัตรเอทีเอ็มเหล่านั้น อยู่ ได้นำเช็คดังกล่าว ไปเข้าบัญชี และเอาบัตรเอทีเอ็มไปเบิกถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มได้ ซึ่งทำให้กรมสรรพากรได้รับความเสียหายเป็นเงินกว่า 1.5 ล้านบาท” นายวินัยระบุ

    นายวินัยกล่าวต่อว่า หลังจากทราบเรื่องทั้งหมด เมื่อวานนี้ (5 มี.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. เจ้าหน้าที่ได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดตลิ่งชัน ลงวันที่ 5 มี.ค.52 เข้าจับกุมผู้ต้องหา ได้ที่บ้านเลขที่ 43/135 หรือ 10/135 หมู่ 9 หมู่บ้านสินทรัพย์นครการ์เด้น ถนนกาญจนภิเษก แขวงและเขตบางแค กทม. ก่อนนำตัวมาสอบปากคำและดำเนินคดี

    เบื้องต้น นายพงศ์กรให้การรับสารภาพว่า ก่อนอื่นต้องขอกราบขอโทษคนไทยที่เอาเงินจของแผ่นดินมาใช้โดยรู้เท่าไม่ถึง การณ์ โดยตนเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 48-49 ที่กรมสรรพากรให้มีการยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก เนื่องจากเห็นว่าการยื่นแบบทางเน็ตดังกล่าวมีความหละหลวม ขอคืนเท่าไหร่มักจะได้เท่านั้นก็เลยลองยื่นดูไป 3 พันบาท และได้คืนเงินจำนวนดังกล่าวมา นอกจากนี้ ในเรื่องของเช็คก็ยังเป็นเช็คที่กรรมสรรพากรส่งมาให้นั้นไม่ได้ลงทะเบียน และส่งไปตามที่อยู่ที่แจ้งไว้ ทำให้สามารถนำไปเข้าบัญชี และใช้เอทีเอ็มกดเงินออกมาได้

    “ผมลองจ้างคนอื่นไปเปิดบัญชีดูรายละ 1,000 บาท จากนั้นนำบัญชีมาพร้อมกับเลขบัตรประชาชนไปทำการขอคืนภาษี โดยจะขอคืนรายละ 3-4 พันบาท นอกจากนี้ หากใครสามารถชักชวนคนอื่นมาได้ก็จะได้ค่านายหน้าอีกคนละ 500 บาท โดยตอนนี้ผมมีชื่อบัญชีอยู่ประมาณ 40 คน และตั้งแต่เริ่มทำมา ผมได้เงินมาประมาณ 3 แสนบาทเท่านั้น” นายพงศ์กรสารภาพ

    ด้าน พ.ต.อ.พิสิษฐ์ กล่าวว่า คนร้ายได้ทำการรับซื้อเลขบัตรประชาชน เมื่อได้มาแล้วจะนำมาปลอมแปลงไปขอยืนคืนภาษี เท่าที่ตรวจสอบมาประมาณ 1 เดือน พบว่า มีวงเงินที่คนร้ายได้ไปประมาณ 5 แสน แต่น่าจะมีสูงถึง 1.5 ล้านบาท นอกจากนี้ยังเชื่อว่ายังมีกลุ่มคนร้ายที่มีพฤติกรรมแบบนี้อยู่อีก

    อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นตำรวจได้แจ้งข้อหาร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชน อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ก่อนจะนำตัวมอบให้พนักงานสอบสวน บก.ปศท.ดำเนินคดีต่อไป
    ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

  • Comments Off
  • จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.น.4 ได้จับกุมแก๊งลักทรัพย์กว่า 200 ล้าน โดยมี นายหทัย หรือ ออฟ ไชยวัณณ์ อายุ 38 ปี นักแข่งรถชื่อดังเจ้าของฉายา “ไอ้หมูสกปรก” ผู้ต้องหาร่วมกับ นายณัฐ หรือ โต้ง ชาหอม อายุ 32 ปี หัวหน้าแก๊ง นายสุภัทร หรือ ทอม เนินวิเชียร 29 ปี นายพีรวัฒน์ หรือ พี ตะวันธรงค์ อายุ 23 ปี และ นายกีรติ หรือ เค กุมพล อายุ 30 ปี ก่อเหตุตระเวนลักทรัพย์ ตามบ้านเรือนเศรษฐีใน กทม.และล่าสุด นายหทัย ได้เข้ามอบตัวแล้วนั้น

    ความคืบหน้าในวันนี้ (6 มี.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น.ที่ กก.สส.น.4 มีเจ้าทุกข์หลายรายทยอยเดินทางเข้าดูทรัพย์สินของกลางจำนวนมาก จนเต็มห้อง เจ้าหน้าที่ต้องให้ลงชื่อไว้ทีละ 5 ราย ก่อนที่จะเข้าไปตรวจดูทรัพย์สิน เพราะเจ้าหน้าที่เกรงว่าทรัพย์สินจะสูญหาย ต่อมา นางโสภิตนภา หรือ เจี๊ยบ ชุ่มภาณี พร้อมกับ นายธิตินัน์ ชุ่มภาณี สามี เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ปกรณ์ กิตติวัฒน์ ผกก.สสส.น.4 เพื่อขอดูทรัพย์สินเพราะเคยถูกโจรขึ้นบ้านย่านสุขุมวิทได้ทรัพย์สินกว่า 5 ล้านบาท ในวันขึ้นบ้านใหม่ เจ้าหน้าที่จึงให้ดาราสาวพร้อมสามีเดินดูทรัพย์สิน ปรากฏว่ามีสร้อยข้อมือล้อมเพชรรายการที่ a2 พบว่า เหมือนของตนที่หายไปพร้อมกับนำมาลองใส่ได้พอดีกับข้อมือของดาราสาวพอดี ทำให้ดาราสาวมีสีหน้าที่แจ่มใส แต่ก็ยังไม่แน่ใจปล่อยให้ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอีกครั้ง ระหวางนั้น นางบุษกร หรือ หน่อย วงศ์พัวพันธ์ เดินทางมาพร้อมกับแม่สามี เดินทางมาถึง กก.สส.น.4 เดินเข้าไปทักทายกับ เจี๊ยบ โสภิตนภา จากนั้นพากันเดินดูทรัพย์สินบนโต๊ะวางของกลางพบว่าของกลางรายการที่ 75 เป็นนาฬิกาปาเต๊ะ สีดำดาราสาวถึงกับตกใจและยิ้มด้วยสีหน้าสุขใจ และกล่าวว่า เหมือนนาฬิกาที่หายไปมากและยังมีเครื่องประดับอีกหลายชิ้นที่หายไป โดยใช้เวลาตรวจสอบทรัพย์สินประมาณ 30 นาที ก่อนจะเดินทางกลับ

    นางโสภิตนภา กล่าวว่า วันนี้ตนเดินทางมากับสามีเพื่อมาตรวจดูทรัพย์สิน ภายหลังจากที่ได้ทราบข่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมแก๊งลักทรัพย์รายใหญ่ได้ หลังจากตรวจสอบแล้วพบสร้อยข้อมือล้อมเพชรที่คล้ายกับของตน แต่ไม่แน่ใจว่า ใช่หรือไม่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง คนร้ายได้ขโมยทรัพย์สินภายในบ้านตนไปเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2551 เหตุเกิดในท้องที่ สน.ทองหล่อ ซึ่งทรัพย์สินที่สูญหายไปเป็น นาฬิกา และเครื่องประดับ รวมมูลค่าประมาณ 5 ล้านบาท หลังจากนี้ จะนำเอกสารหลักฐานการแจ้งความและเอกสารใบซื้อขายสร้อยข้อมือล้อมเพชรมาให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบ

    ด้าน นางบุษกร กล่าวว่า ในวันนี้ตนเดินทางมาพร้อมกับมารดา เพื่อมาตรวจสอบทรัพย์สินหลังทราบข่าวจากสื่อมวลชน จากการตรวจสอบทรัพย์สินของกลางพบนาฬิกา ยี่ห้อปาเต๊ะ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับของตนที่ถูกคนร้ายขโมยไป แต่ก็ยังไม่แน่ใจ จะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง เพราะทรัพย์สินดังกล่าวคนอื่นก็มีกันเยอะ วันนี้ตนได้เตรียมหลักฐานใบแจ้งความ และเอกสารการซื้อขายมาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูด้วย เบื้องต้นทราบว่ามีของกลางบางส่วนถูกนำไปจำนำและนำไปขายที่ปอยเปตแล้ว ซึ่งตนก็จะรอตรวจสอบของกลางที่จะนำออกมาจากโรงรับจำนำด้วยว่ามีของตนบ้าง หรือไม่

    นางบุษกร กล่าวต่อว่า คนร้ายขโมยทรัพย์สินภายในบ้านของตนไปเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2549 ทรัพย์สินที่สูญหายไปมีทั้งนาฬิกา เครื่องประดับต่างๆ และเงินสด 2 แสนบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่ถูกคนร้ายขโมยไปประมาณ 7 ล้านบาท หลังจากเกิดเหตุตนทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้ได้ทรัพย์สินคืนมา ทั้งทางไสยศาสตร์และไปดูหมอ ซึ่งหมอดูเคยบอกว่าจะได้ทรัพย์สินคืน จากนี้ไปตนและสามีก็คงจะไม่เก็บทรัพย์สินและของมีค่าเอาไว้ในบ้านแล้ว จะนำไปฝากไว้ที่ธนาคาร

    ด้าน พ.ต.อ.อาณัติ เกล็ดมณี รอง ผบก.น.4 กล่าวถึงการดำเนินการรวบรวมทรัพย์สินของกลางที่ยึดมาได้จากผู้ต้องหา ว่า ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนสน.วังทองหลางทำการรวบรวม เป็นบัญชีพรัอมบันทึกภาพ และตั้งเป็นรูปคณะกรรมการตรวจมอบของกลางให้พนักงานสอบสวนสน.วังทองหลางเป็น ผู้ดูแลรักษา ซึ่งประชาชนที่สงสัยว่าจะเป็นทรัพย์สินของตนให้ไปดูของกลางได้ที่พนักงานสอบ สวน สน.วังทองหลาง หากใช่ทรัพย์สินที่ถูกโจรกรรมมา ให้นำหลักฐานของทระพย์สินเข้าติดต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุที่ตนเอง แจ้งความไว้ให้เป็นผู้ประสานงานกับพนักงานสอบสวน สน.วังงทองหลาง เพื่อตรวจดูทรัพย์สินโดยละเอียด หากมีจำนวนหลายรายต้องมีการโต้สิทธ์ ต้องนำหลักฐานมายืนยันว่า ใครมีหลักฐานชัดเจนกว่ากัน หากใช่ทรัพย์สินของตนจริง ก็เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุนำเอกสารไปติดต่อขอรับ ทรัพย์สินจากพนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง ที่จะมอบผ่านร้อยเวรเจ้าของคดี หากทางผู้เสียไม่สามารถมารับทรัพย์สินได้เอง

    ส่วนทรัพย์สินที่คนร้ายซื้อเป็นรถยนต์ และทองรูปพรรณ บ้าน มูลค่าหลายล้านบาทพนักงานสอบสวนจะนำสำนวนส่งศาลหากไต่สวนได้มาจากการกระทำ ผิดกศาลจะสั่งให่จำหน่ายของกลางทอดตลาดแล้วนำเงินมาชดเชยให้กับผู้เสียหาย ซึ่งทางศาลจะเป็นผู้ชี้ขาด

    พ.ต.อ.ปกรณ์ กิตติวัฒน์ ผกก.สส.น.4 เปิดเผยว่า เช้าวันนี้ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.อภิชาติ อุดรมาตย์ สว.ผ.1 นำตั๋วจำนำที่พบในบ้านผู้ต้องหากว่า 50 ใบ ไปตรวจสอบตามโรงรับจำนำก็พบว่ายังมีทรัพย์สินอยู่ในโรงรับจำนำหลายรายการ จึงให้ฝ่ายสืบสวนบันทึกภาพทรัพย์สินเหล่านั้นมาให้ผู้เสียหายดู และจะประสานพนักงานสอบสวนทำการอายัดทรัพย์สินที่พบทั้งหมด

    ส่วนการดำเนินการล่าตัวผู้ต้องหาที่เหลือทั้ง นายพี และ นายเด ได้จัดกำลังชุดสืบสวน 2 ชุด กำลัง 15 นาย ออกติดตามไล่ล่า และได้กำชับให้ระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ เนื่องจากคนร้ายใช้เงินที่ขโมยมาได้ไปซื้ออาวุธปืนจำนวนมากติดตัวอยู่ตลอด หากมีการปะทะกันทางตำรวจต้องใช้มาตรการรุนแรงตอบโต้ โดยจากการสอบสวนทราบว่าผู้ต้องหากลุ่มนี้ได้ทำการโจรกรรมมาหลายครั้งเริ่ม ตั้งแต่ปี 2549 ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงมีมูลค่าหลายพันล้านบาท เพราะเท่าที่ผู้เสียหายแต่ละรายถูกโจรกรรมไปแต่ละครั้งมีมูลค่าหลายร้อยล้าน บาทก็มี

    สำหรับผู้ต้องหาที่เหลือทั้ง 2 คน เป็นมือเจียร์ตัดตู้เซฟ เริ่มเส้นทางโจรตั้งแต่ลักเล็กขโมยน้อยตามคอนโดจนมาเข้าร่วมทีกับนายออฟ ฉายาในวงการนักแข่งเรียกหมูสกปรก เพราะมีนิสัยทำตัวสกปรก และชอบพูกลับหลังให้ร้ายทีมแข่งและนักแข่งคนอื่นจะเป็นที่ร้จักกันดีจึงตั้ง ฉายา ออฟซ่า หรือ หมูสกปรก วางแผนแยบยลมีการนำเอาบัตรประชาชนใบขับขี่ที่ขโมยมาไปไว้แลกปิดบังอำพรางตัว เองเพื่อเข้าโจรกรรมในสถานที่ต่างๆ
    ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

  • Comments Off
  • Tags


    Recent Posts