พรรคประชาธิปัตย์มีมติให้ สุขุมพันธ์ ลงชิงผู้ว่ากทม.

November 22, 2008



ปชป.มีมติส่ง “สุขุมพันธ์”ลงชิงผู้ว่ากทม.เสียบแทน “อภิรักษ์” เตรียมแถลงการณ์พรุ่งนี้ ฟาก”กรณ์” ถอนตัวจากการคัดเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ ในนามตัวแทนปชป.ก่อนมีมติ ระบุต้องลาออกทำให้ต้องเสียงบประมาณเลือกตั้งใหม่กว่า 10 ล้านบาท พร้อมให้เหตุผลอีก 3 คนมีคุณสมบัติเหมาะสม

วันนี้(22 พ.ย.) เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. พรรคประชาธิปัตย์ได้ประชุมคณะกรรมการการบริหารพรรค เพื่อคัดเลือกผู้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แทน นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ลาออกไปเนื่องจากปปช.ชี้มูลความผิดคดีทุจริตรถเรือดับเพลิง โดยในการประชุมมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคเป็นประธานที่ประชุม และมีกรรมการบริหารพรรคร่วมประชุมพร้อมเพรียง ซึ่งการประชุมวันนี้ จะคัดเลือกบุคคลที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการที่มี นายบัญญัติ บรรทัดฐาน รองประธานสภาที่ปรึกษาพรรคเป็นประธานคณะกรรมการจำนวน 4 คน ประกอบด้วย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร นายกรณ์ จาติกวณิช นายกษิต ภิรมย์ และนายแก้วสรร อติโพธิ

ล่าสุดนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ 1 ใน 4 รายชื่อ ผู้ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ขอถอนตัวออกจากการเข้าชิงตำแหน่ง โดยให้เหตุผลว่า หากลงชิงตำแหน่งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ตนต้องลาออกจากการเป็น ส.ส. ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ในเขต 2 กรุงเทพมหานคร ซึ่งต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท จึงไม่อยากให้ประชาชนแบกรับภาระ ประกอบกับผู้ได้รับการเสนอชื่ออีก 3 คน มีคุณสมบัติที่เหมาะสม
สำหรับรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกลงชิงตำแหน่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ อีก 3 คน ประกอบด้วย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร นายกษิต ภิรมย์ และนายแก้วสรร อติโพธิ โดยขณะนี้คณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงมีการประชุมเพื่อคัดเลือกอยู่

โดยในเวลาต่อมา ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ มีมติส่ง”สุขุมพันธ์ บริพัตร” ลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. แทน”อภิรักษ์ โกษะโยธิน”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ว่า ที่ประชุมมีมติส่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ชิงผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีมีความรู้ความสามารถที่จะสามารถสานต่อนโยบายนาย อภิรักษ์ โกษะโยธิน รวมถึงประสานการทำงานระหว่าง สก.-สข. ได้ โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ จะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ (23 พ.ย.)
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

เปิดโปงสภาแอบสอดใส้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

November 22, 2008

วันนี้(22 พ.ย.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว. สรรหา กล่าวว่า ในการประชุมรัฐสภาในวันที่ 24 พ.ย. นี้พบว่าได้มีการหมกเม็ดการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ โดยในหนังสือวาระการประชุมที่แจ้งแก่สมาชิกรัฐสภา ได้มีการบรรจุเรื่องด่วนเรื่องที่ 1 คือ เรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 71543 คน เป็นผู้เสนอ ซึ่งร่างดังกล่าวเป็นของร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการประชาชน เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ(คปพร.) ที่นำโดย นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) โดยร่างดังกล่าวค้างมาจากการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันจันทร์ที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยมีการสอดไส้เข้ามาให้อยู่ในวาระการประชุมครั้งนี้ด้วย ซึ่งร่างฉบับนี้มีสาระสำคัญลดอำนาจองคมนตรี ล้างบางองค์กรอิสระ ฟอกความผิดให้พรรคการเมืองที่จะกำลังถูกพิจารณาเรื่องยุบพรรค และนิรโทษกรรม 111 คน เป็นต้น

“ถามว่าเหตุผลอะไรที่ต้องบรรจุวาระนี้เป็นวาระที่1 มันเร่งด่วนหรือสำคัญขนาดไหน ไหนว่าจะให้รัฐสภาพิจารณากรอบความร่วมมืออาเซียน ทำแบบนี้หมายความว่าอะไร ทั้งที่รัฐบาลก็ทำท่าออกมาสัมภาษณ์ว่าจะชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะไม่แก้ในตอนนี้ แต่กลับเสนอร่างนี้เข้ามา ถือว่าเป็นพวกพูดความจริงไม่หมด จริงอยู่แม้ว่าจะไม่ใช่การเสนอร่างของรัฐบาล แต่ใครๆก็รู้ว่าทั้งรัฐบาล และ นปช.เป็นพวกเดียวกัน” ส.ว.ผู้นี้ระบุ

นายเรืองไกร กล่าวว่า การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่การหมกเม็ดด้วยการเสนอให้แก้ไขเพื่อประโยชน์ของคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ และเป็นเรื่องไม่ถูกต้องไม่มีความชอบธรรม การทำแบบนี้ทำให้มีแนวโน้มว่าจะมีเกิดความวุ่นวายทางการเมืองในวันจันทร์ที่ 24 พ.ย. สูงมากขึ้น ส่วนตัวจึงอยากให้รัฐบาลและคนที่ดึงดันให้มีการแก้รัฐธรรมนูญควรตระหนักและ สำเหนียกเรื่องนี้ให้ดีด้วยเพราะเรามีบทเรียนความรุนแรงจากรัฐในวันที่ 7 ต.ค. มาแล้ว และควรคิดกันด้วยว่าการแก้ไขบทบัญญัติของประเทศเพื่อให้ใครเพียงไม่กี่คนพ้น ผิดในสมควรหรือไม่

“มีการอ้างกันว่ารัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับผลไม้เป็นพิษ เพราะเกิดจากการรัฐประหาร แต่ผมอยากให้ลองนึกย้อนไปดูว่าใครกันแน่ที่เคยได้รับประโยชน์จากการรัฐ ประหารเมื่อปี 2535 และกลายเป็นต้นผลไม้ที่เป็นพิษที่ต้นใหญ่มากตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมาและได้ ทำลายระบอบประชาธิปไตย ระบบราชการ กระบวนการยุติธรรมไทยจนย่อยยับ และยังมีแนวโน้มที่ทำลายสถาบันสูงสุดของประเทศอีกด้วย ถามว่าผลไม้พิษต้นนี้เราอยากได้กลับมาหรือ ผมคิดว่าไม่สมควรที่จะให้ต้นผลไม้พิษต้นนี้เติบโตได้อีก เมื่อเป็นแบบนี้ก็ไม่มีสิทธ์ห้ามประชาชนไม่ให้มาต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้ เพราะพวกเขามาขัดขวางเพื่อไม่ให้ผลไม้พิษนี้กลับมาเติบใหญ่และทำลายประเทศ ไทยอีกถ้าจะกลับมาก็จะควรจะกลับมาแบบเป็นปุ๋ยเท่านั้น” นายเรืองไกร กล่าว

นายเรืองไกร กล่าวด้วยว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าการเสนอให้เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นความต้องการส่วน ตัวของประธานรัฐสภาหรือไม่ เพราะตามข้อบังคับรัฐสภาปี 2544 ข้อ14 ระบุว่า การจัดระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาให้จัดตามลำดับ ในกรณีที่ประธานรัฐสภาเห็นว่าเรื่องใดเป็นเรื่องด่วน จะจัดไว้ในลำดับใดของระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาก็ได้ ตรงนี้จึงเป็นการตอกย้ำคำพูดของรัฐบาลชุดนี้ใช่หรือไม่ว่าจะต้องมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญให้เสร็จในสมัยประชุมนี้

“อาการกระสันอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ตัวเองแบบนี้ ผมไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดี ผมคิดว่ามีคำๆหนึ่งที่เหมาะสมกับอาการความอยากจัดของคนที่อยากแก้ไขรัฐ ธรรมนูญเหล่านี้ว่าเป็นความ “เงี่ยน” ซึ่งไม่ใช่คำไม่สุภาพ เพราะในพจนานุกรมไทย หมายถึง ความอยากจัด ความอยากที่มีสูงมาก ดังนั้นอาการกระสันอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญจนตัวสั่นก็คือความเงี่ยนนั่นเอง” นายเรืองไกร กล่าว

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

เสื้อแดงล้อม หม่อมเจ้าภีศเดช-แขกวีไอพี.กลางเมืองเชียงใหม่

November 22, 2008

ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ – เสื้อแดงเชียงใหม่เหิมหนัก ยกพลบุกปิดล้อม “หม่อมเจ้าภีศเดช-ท่านผู้หญิง” พร้อมกงสุล-แขกชาวต่างประเทศ ฯลฯ ที่เข้าร่วมงานฉลองแต่งงานลูกสาวประธานสาขาพรรคประชาธิปัตย์ถึงร้านอาหารดัง กลางเมืองเชียงใหม่

รายงานข่าวจากจังหวัดเชียงใหม่ แจ้งว่า ตั้งแต่เย็นวันนี้ (22พ.ย.) กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ได้ยกกำลังไปปิดล้อมงานฉลองมงคลสมรสของลูกสาวนายบวร ศรีปวรย ประธานสาขาพรรคประชาธิปัตย์ จ.เชียงใหม่ ที่จัดงานขึ้นที่ร้านอาหารเลอคอร์คดอร์ ร้านอาหารฝรั่งเศสชื่อดังกลางเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี องค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวง และท่านผู้หญิง เป็นประธาน พร้อมกับมีแขกวีไอพี.เข้าร่วมงานจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกงสุลต่างประเทศ – นักธุรกิจต่างชาติ ตลอดจนนักธุรกิจชั้นนำของเชียงใหม่ รวมถึงเจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ ด้วย

รวมถึงนายโสภณ โกชุม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง , พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย ที่ปรึกษา รมว.ทส. และนายอุดรพันธุ์ จันทรวิโรจน์ อดีตนายก อบจ.เชียงใหม่ ก็ได้เข้าร่วมงบานแสดงความยินดีในครั้งนี้ด้วย

โดยกลุ่มรักเชียงใหม่ ได้ส่งคนในเครือข่ายเข้าไปภายในร้านอาหารตั้งแต่ช่วงหัวค่ำประมาณ 10 กว่าคน เพื่อดูว่ามีกลุ่มผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์เดินทางมารร่วมงานหรือไม่ หลังจากนั้นก็ได้เรียกระดมกำลังคนเข้ามาสมทบเพิ่มเป็น 100 กว่าคน

ซึ่งในงานดังกล่าวตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ ที่เดินทางมาร่วมงานประมาณ 4 คนเท่านั้นคือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์,นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ , นายเทิดพงษ์ ไชยนันท์ , นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ และนายสุเทพ ได้เดินทางกลับไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว

แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มรักเชียงใหม่ ก็ยังไม่ยอมที่จะเปิดทางให้แขกที่เข้าร่วมงานแต่งงานเดินทางออกจากร้านอาหาร หากรถยนต์คันไหนออกมาก็จะพยายามปิดล้อม โห่ฮาเข้าใส่อย่างรุนแรง

ซึ่งล่าสุดมีรายงานว่าหม่อมเจ้าภีศเดช –ท่านผู้หญิง และเจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ สามารถเดินทางออกจากร้านอาหารดังกล่าวแล้ว

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

พันธมิตรฯ ขอนแก่นลงขันเหมารถบัส 5 - 6 คัน มุ่งหน้าทำเนียบ

November 22, 2008

ศูนย์ข่าวขอนแก่น - แม่ยกพ่อยกพันธมิตรฯ ขอนแก่นลงขันเหมารถบัส 5 - 6 คัน พร้อมประกาศเต็มออกไม่อั้น โดยมีนักรบประชาชนขอนแก่นประสานศูนย์ข่าว รับตั๋วเดินทางมุ่งหน้าสู่ทำเนียบประชาชน ร่วมสู้ในThe last wars สงครามครั้งสุดท้าย บอกไม่หวั่นหากต้องตาย เพราะตายเพื่อชาติก็ยอม

เวลา 11.00 น. วันนี้(22พ.ย.) หลังเกิดเหตุโจรในคราบคนของรัฐบาลลอบกัดประชาชนผู้บริสุทธิ์ ด้วยการใช้อาวุธสงครามยิงใส่ประชาชนจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเช้ามืดวัน ที่ 20 พ.ย. และล่าสุดเช้ามืดวันนี้ มีการยิงระเบิดใส่การ์ดพันธมิตรฯ ได้รับบาดเจ็บสาหัส

แต่พันธมิตรฯ ขอนแก่น ยังคงมีใจสู้ ไม่หวาดหวั่น แม้จะรู้ว่าต้องสู้กับความป่าเถื่อนของสัตว์ป่าในร่างมนุษย์ที่มีอำนาจใน รัฐบาล ก็ต้องสู้ โดยจะเดินทางเข้าร่วมชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการต่อสู้ในสงครามครั้งสุดท้าย หรือ The last wars

ทั้งนี้แม่ยกพ่อยกพันธมิตรฯขอนแก่นซึ่งมีทั้งพ่อค้าแม่ค้า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการในอำเภอเมืองขอนแก่น และที่อำเภอพล อำเภอชุมแพ ได้ลงขันซื้อตั๋วรถทัวร์ ขอนแก่น-กทม. ผ่านศูนย์ข่าว รวม 5 – 6 คันรถบัส พร้อมประกาศเต็มออกไม่อั้น

โดยชาวขอนแก่นที่มีใจรักชาติ ต่างร่วมใจเป็นนักรบประชาชนขอนแก่นกู้ชาติ บอกเป็นสงครามครั้งสุดท้ายที่คนไทยจะออกมารักษาชาติของตนเองให้พ้นภัยความ เลวทรามของระบบทุนสามานย์ และปกป้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันอันเป็นที่รักยิ่งของคนไทย จากการทำร้ายทำลายโดยระบอบทักษิณ โดยบอกว่าแม้จะต้องตายก็ไม่หวั่น เพราะตายเพื่อชาติก็ยอม

สำหรับชาวขอนแก่น ที่ต้องการเดินทางไปร่วมกู้ชาติ ปกป้องราชบัลลังก์ สามารถประสานรับตั๋วเดินทางสู่ทำเนียบประชาชนได้ที่ ศูนย์ข่าว เลขที่ 25 / 1-2 ถ.เทพารักษ์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

จงรักเผยตรวจสอบกล้องวงจรปิด ไม่เห็นหน้าคนร้าย

November 22, 2008

วันนี้ (22 พ.ย.)เมื่อเวลา 14.00 น.พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำกับดูแล บช.น.เรียกประชุมนายตำรวจที่เกี่ยวข้องเหตุคนร้ายยิงระเบิด เอ็ม 79 เข้าใส่การ์ดกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณแยกสวนมิสกวัน ถ.พิษณุโลก เมื่อคืนที่ผ่านมา ทำให้มีผู้บาดเจ็บทั้งหมด 8 ราย โดยหลังประชุม พล.ต.อ.จงรักกล่าวว่า ได้มีการตรวจสอบพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิดแล้วพบว่ากล้องบันทึกได้แต่เพียง ประกายไฟของระเบิดและรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมา ยังไม่ชัดเจนว่าคนร้ายยิงระเบิดมาจากจุดใด และคนร้ายยิงจากยานพาหนะหรือยืนยิงก็ยังไม่ทราบแน่ชัด คงต้องตรวจสอบต่อไป อย่างไรก็ตามผู้ชำนาญด้านวัตถุระเบิดยืนยันว่าเป็นระเบิดเอ็ม 79 เหมือนกับเหตุการณ์คนร้ายยิงระเบิดเข้าใส่เต็นท์ผู้ชุมนุมภายในทำเนียบ รัฐบาลก่อนหน้านั้น ส่วนจะเชื่อมโยงกันหรือไม่นั้นต้องหาพยานหลักฐานและจะสามารถจับกุมคนร้ายได้ หรือไม่นั้นก็ต้องสืบสวนต่อไปโดยใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์คือผู้ชำนาญใน การตรวจวัตถุระเบิดและพยานต่างๆ สำคัญที่สุดคือพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ ฉะนั้นหากมีผู้ใดพบเห็นเบาะแส รูปพรรณสัณฐานคนร้ายหรือรถต้องสงสัยก็ให้แจ้งตำรวจเพื่อสืบสวนติดตามจับกุม อย่างไรก็ตามคดีลักษณะนี้แม้กลุ่มพันธมิตรฯยังไม่ได้เข้าแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถทำคดีได้เลยเนื่องจากเป็นเรื่องอาญาแผ่นดิน

พล.ต.อ.จงรัก กล่าวต่อว่าระเบิดเอ็ม 79 ซึ่งอาวุธสงครามที่คนร้ายใช้นั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เคยจับกุมได้จากคนร้าย ธรรมดาและมีที่มาจากหลายทาง ขณะนี้พอจะแล้วว่ายิงว่ามาจากด้านใด เดี่ยวจะไปตรวจสอบจุดที่เกิดเหตุอีกครั้ง โดยผู้ชำนาญจะกะระยะให้ว่าคนร้ายยิงมาจากตรงไหน เพื่อจะได้วางมาตรการป้องกันว่าทิศทางที่คนร้ายเข้ามานั้นตามปกติแล้วอยู่ใน ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะตรวจสอบว่าควรจะตั้งด่านตรวจตรงจุด ไหน เพื่ออุดช่องโหว่ไม่ให้เกิดเหตุร้ายซ้ำอีก

ผุ้สื่อข่าวถามว่ากรณีดังกล่าวเคยเรียกเสธ.แดงมาให้ปากคำบ้างหรือไม่ พล.ต.อ.จงรัก กล่าวอีกว่าก่อนหน้านี้เคยประสานให้ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดงมาให้ข้อมูล แต่เขาก็ไม่มา บอกว่าตนไม่ได้เป็นคนทำ อย่างไรก็ตามการเรียกใครมาสอบอาจต้องมีพยานหลักฐานตามสมควรเท่าที่ทราบ เหตุการณ์ดังกล่าว พล.ต.ขัติยะเพียงแต่คาดคะเนไปว่าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นซึ่งเป็นเพียงข้อ สงสัย ยังถือไม่ได้ว่ามีส่วนรู้เห็นเป็นใจหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เบื้องต้นก็เพียงแต่ต้องการจะทราบข้อมูลเท่านั้นเอง แต่ถ้าไม่มา ก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้ แต่ถ้าเสธ.แดงจะเข้าให้ข้อมูลทางตำรวจก็ยินดี

ทั้งนี้ภายหลังให้สัมภาษณ์เสร็จพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุที่คาดว่าคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าใส่กลุ่มพันธมิตรฯ บริเวณด้านหลังกองบัญชาการตำรวจนครบาล ใกล้แยกมิสกวัน ถนนพิษณุโลก พร้อมด้วยพล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผบก.น.1และเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิด

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

Next Page »