เสื้อแดงบุรีรัมย์เดือด ขว้างก้อนหินถล่ม จตุพร-ณัฐวุฒิ
January 8, 2009

นายณัฐวุฒิ ได้กล่าวปราศรัยโจมตี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่า มาเป็นนายกรัฐมนตรี เคยทำอะไรให้กับคนอีสานบ้าง ตรงข้ามกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ อยู่ในใจคนอีสานมาตลอด แต่นายอภิสิทธิ์ไม่ลงทุนเลยแค่แหวนวงเดียวจะครองใจมัดใจคนอีสาน สมัยนี้หากเลือกคนหล่อมาเป็นนายกรัฐมนตรี นายณัฐวุฒิก็ได้เป็นนายกฯ มา 4-5 ปีแล้ว ทุกวันนี้เขาไม่ได้เอาความหล่อ เขาเอาความรู้ความสามารถ ในเมื่อวันนี้นายอภิสิทธิ์ ได้เป็นนายกฯ สมใจแล้ว ควรยุบสภาฯ คืนอำนาจให้ประชาชน เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่
“วิธีการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ นั้น คือการดักอุ้มกลางทาง ผมอยากฝากบอกพี่ เนวิน ชิดชอบ และพี่ทรงศักดิ์ ทองศรี ว่า ผมไม่เคยคิดที่จะเดินคนละทางกับพี่ทั้งสองคนเลย แต่เส้นทางการเมืองมันบีบบังคับให้เดินคนละฟากฝั่งการเมือง เรายังเป็นพี่น้องกันอยู่เสมอ ผมยังรักเคารพและนับถือพี่ทั้งสองคน” นายณัฐวุฒิ กล่าวปราศรัยบนเวที
จากนั้นนายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยต่อประมาณ 3-5 นาที ได้เกิดเหตุการณ์ ไม่คาดคิด เมื่อมีกลุ่มคนเสื้อแดงที่นั่งฟังอยู่ ประมาณ 200 คน ได้ลุกขึ้นยืนพร้อมกับตะโกนด่าทอนายจตุพร ด้วยถ้อยคำรุนแรง ก่อนจะพากันขว้างปาก้อนหิน ขวดน้ำ และไข่เน่า ขึ้นมาบนเวทีตรงที่นายจตุพร กำลังปราศรัย ทำให้คนที่อยู่บนเวที ประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ,นายโสภณ เพชรสว่าง อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ , นายจำรัส เวียงสงค์ ผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 2 ต่างพากันหลบอย่างจ้าละหวั่น โดยพยายามเอาเก้าอี้บังศีรษะไว้ ก่อนจะโดดหนีลงมาข้างหลัง เวที โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ และบรรดาการ์ดของพรรคเพื่อไทย คอยคุ้มกันความปลอดภัย
ขณะที่ นายจตุพรพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ และคนคุ้มกันเดินมาเพื่อมาขึ้นรถยนต์ของตัวเอง ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์ใส่เสื้อแดง ประมาณ 3-5 คน เดินตรงเข้ามาจะทำร้ายนายจตุพร แต่โชคดีที่ตำรวจได้กันตัวออกไปก่อนที่นายจตุพร จะถูกทำร้ายแล้วรีบขึ้นรถยนต์ และรีบขับออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้การปราศรัยจบลงทันที
เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมชายเสื้อแดงได้ 1 คน คือ นายโทน ภาสดา เป็นชาว อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ และ ตำรวจควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สภ.ประโคนชัย ท่ามกลางตำรวจประมาณ 20 นาย มาคอยรักษาความปลอดภัย
ขณะที่ พล.ต.ต.สมบัติ คงพิบูลย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.)บุรีรัมย์ ได้สั่งให้ตำรวจ สภ.ประโคนชัย จัดกำลังเข้าระงับเหตุ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงบานปลาย จนเหตุการณ์สงบลงไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และสามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ 1 รายดังกล่าว
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง ไฟไหม้ เสือป่าพลาซ่า กว่า100ชีวิตหนีตายโกลาหล
January 5, 2009
ระดมรถดับเพลิงกว่า 60 คัน แต่สกัดไฟไม่ได้ สั่งรถกระเช้าเฮลิคอปเตอร์ช่วยเหยื่อกว่า 100 ชีวิตส่งโรงพยาบาล จนท.ชี้ตึกร้อน-ฉีดน้ำเข้าไปมากเสี่ยงถล่ม
เหตุการณ์ เพลิงไหม้สถานบันเทิงซานติก้าผับ ยังสร้างความสะเทือนขวัญให้สังคม แต่ล่าสุดเมื่อเวลา 20.45 น. วันที่ 4 มกราคม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พลับพลาไชย 1 รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้อาคารเสือป่าพลาซ่า แยกเสือป่า แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กทม. ตั้งอยู่เลขที่ 339 จึงประสานไปยังเจ้าหน้าที่หน่วยบรรเทาสาธารณภัย นำรถกระเช้า 2 คัน รถดับเพลิงไม่ต่ำกว่า 60 คันไปช่วยเหลือ โดยมี พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ตรวจสอบที่เกิดเหตุ
ที่เกิดเหตุพบว่า มีกลุ่มควันพวยพุ่งจากบริเวณชั้นล่างลุกลามขึ้นไปชั้น 2 ถึงชั้น 4 เจ้าหน้าที่ได้กระจายรถน้ำไปรอบอาคารทั้งด้านหน้าและด้านหลังเพื่อระดมฉีด น้ำเข้าสกัดเพลิงที่โหมลุกไหม้ ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังฉีดน้ำเข้าสกัดนั้น พบว่ามีผู้ติดค้างอยู่บนอาคารโดยเฉพาะชั้นดาดฟ้า มีการส่งสัญญาณโดยบางคนโบกผ้าสีขาวให้เจ้าหน้าที่ทราบ เจ้าหน้าที่พยายามฉีดน้ำไล่สกัดตั้งแต่บริเวณชั้น 1-5 แต่ไม่สามารถควบคุมเพลิงภายในได้ เนื่องจากว่ามีกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากอาคารทุกทิศทุกทาง เป็นอุปสรรคในการนำรถกระเช้าขึ้นไปช่วยเหลือผู้ติดบนอาคาร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพลิงไหม้ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ปิดถนนเสือป่าทั้งเส้นการจราจรติดขัดเป็น อัมพาตเวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมเพลิงไหม้ได้ เนื่องจากยังคงมีกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจากชั้นต่างๆ และไฟลุกลามขึ้นไปเรื่อยๆ จนเจ้าหน้าที่ต้องระดมฉีดน้ำเลี้ยงบริเวณรอบๆ ตัวอาคารตลอดเวลา กระทั่งสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่รู้ว่าเพลิงลุกไหม้ไปกี่ชั้น
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ใช้กระเช้าขึ้นไปรับผู้ประสบภัยบริเวณชั้นดาดฟ้าลงมาได้ 19 คน ส่วนใหญ่เป็นชายและหญิงวัยกลางคน และสูงอายุ และด้านข้างขวาของตัวอาคารนั้น เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ช่วยเหลือผู้ที่ติดค้างอยู่ตามชั้นอื่นได้โดยเฉพาะ ประมาณชั้น 4-6 ได้ประมาณ 10 คน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมเพลิงไว้ในระดับหนึ่ง และสามารถให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าไปตรวจสอบทางระเบียงด้านข้างขวาของตัว อาคารเพื่อตรวจสอบว่ามีผู้ประสบเหตุติดค้างอยู่หรือไม่
นางนิภาพร โลห่แก้ว อายุ 42 ปี พนักงานนวดแผนโบราณ ซึ่งยืนดูเหตุการณ์ฝั่งตรงข้ามอาคารเพลิงไหม้ กล่าวว่า อาคารนี้มีทั้งหมด 9 ชั้น ชั้น 1-3 เป็นเสือป่าพลาซ่า ซึ่งเปิดเป็นร้านจำหน่ายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ ส่วนร้านนวดแผนโบราณอยู่บริเวณชั้น 4 ชั้น 5-9 เปิดเป็นเกตส์เฮ้าส์ชื่อ “จีเอฟเอ็ม” แบ่งเป็นห้องพักมีทั้งหมด 48 ห้อง เท่าที่เห็นมีพนักงานนวดแผนโบราณติดค้างอยู่ภายใน 6 คน จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยเหลือ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างเพลิงไหม้นั้น มีเจ้าหน้าที่นำเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำบินวนเวียนบริเวณรอบๆ ตัวอาคาร เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดค้างอยู่บนดาดฟ้า และตรวจสอบว่ามีผู้ที่ติดค้างอยู่หรือไม่ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าไฟที่โหมไหม้นั้นยังไม่ดับและมีผู้ที่ติด ค้างอยู่บนดาดฟ้าประมาณ 30 คน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะนำเฮลิคอปเตอร์ลงจอดบนดาดฟ้าเพื่อที่จะนำผู้ที่ติด ค้างออกจากตัวอาคาร สำหรับผู้บาดเจ็บกว่า 100 คน ขณะนี้ถูกเจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาลกลาง และโรงพยาบาลวิชระ
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับต้นเพลิงที่เกิดไฟไหม้นั้นเกิดจากบริเวณชั้น 2 ซึ่งเปิดขายเกี่ยวกับอุปกรณ์มือถือ และภายหลังจากเกิดกเหตุเจ้าหน้าที่ห้ามผู้ที่อยู่ในละแวกนั้นเข้าไปใกล้จุด เกิดเหตุเพราะเกรงว่าจะเกิดอันตราย เนื่องจากโครงสร้างของอาคารที่เกิดเพลิงไหม้จะถล่ม เพราะอาจจะได้รับความร้อนประกอบกับการถูกฉีดน้ำเข้าไปเป็นจำนวนมากด้วย ส่วนความเสียหายในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถประเมินค่าได้ เนื่องจากต้องรอการสอบสวนและหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป
ต่อมาเวลา 22.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้รถกระเช้ายกสูงขึ้นไปบริเวณดาดฟ้าเข้าไปช่วยเหลือผู้ ที่ติดอยู่ลงมาได้ 30-40 คน ในจำนวนนี้มีชาวต่างชาติ 1 คน โดยส่วนใหญ่จะนุ่งผ้าเช็ดตัวคนละผืน
นายภาณุ (ไม่ทราบนามสกุล) เล่านาทีหนีตายว่า ก่อนเกิดเหตุเดินทางมาที่อาคารเสือป่าพลาซ่า เพื่อจะซื้อโทรศัพท์มือถือบริเวณชั้น 3 เมื่อมีคนตะโกนว่าไฟไหม้ และมีกลุ่มควัน ตนพร้อมกับคนอื่นๆ ต่างวิ่งหนีขึ้นไปชั้นบนจนถึงชั้น 9 และขึ้นไปถึงดาดฟ้า โดยอยู่บริเวณสวนหย่อมของดาดฟ้า และแต่ละคนต่างพยายามให้สัญญาณทั้งส่องไฟฉาย และสื่อสารทางโทรศัพท์มือถือเพื่อให้เจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ ซึ่งขณะนั้นยังติดอยู่กว่า 20 คน กระทั่งมีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือลงมาได้อย่างปลอดภัยทุกคน
ลิงค์ที่เกี่ยวข้องนายกฯ อภิสิทธิ์จี้เจ้าหน้าที่แก้ปัญหา แบงก์พันปลอมระบาดทั่วไทย
December 27, 2008
นายกฯ”อภิสิทธิ์”กำชับจนท.เร่งแก้ปัญหาแบงก์พันปลอมระบาดทั่วไทย ยอมรับส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของประชาชน
(27ธ. ค.) เวลา 09.20 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการระบาดของแบ็งก์พันปลอมที่ขณะนี้ยังแก้ปัญหาไม่ได้ว่า ขณะนี้ก็มีการจับกุมไปแล้ว ก็ทราบว่าเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอย่างเต็มที่ขณะนี้กำลังมีการขยายผลต่อ ไป และแน่นอนว่าปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของประชาชน รัฐบาลก็ไม่ได้ละเลยตนหารือกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ตลอดซึ่งท่านก็ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างเร็วที่สด เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.ก็เริมเห็นผลแล้ว
ต่อข้อถามว่า จะทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจได้อย่างไรเพราะมีความหวาดระแวงในการใช้จ่าย เงิน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะจัด การให้เร็วที่สุด ซึ่งขณะนี้มีหลายหน่วยงานก็ออกมาให้คำแนะนำกับประชาชนในการตรวจสอบ
ผู้ สื่อข่าวถามว่าฝ่ายค้านโจมตีว่านโยบายของรัฐบาลเป็นการลอกการบ้านของรัฐบาลพ .ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลใดที่ทำไว้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าใครจะทำไว้ตนก็จะทำต่อและปรับปรุงให้ดีขึ้น และหลายเรื่องก็ต้องบอกว่าตนไม่เคยเห็นในนโยบายของรัฐบาลชุดก่อน ๆ เช่นการเรียนฟรี เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ อาสาสมัครหมู่บ้าน (อสม.) รวมทั้งมาตรการรองรับเรื่องการว่างงาน
“ ก็ถือเป็นมิติใหม่ทางการเมืองที่ว่างานใดที่เป็นประโยชน์เราก็พร้อมสานต่อ อย่าถือเขาถือเรา เพราะฉะนั้นอะไรที่ประชาชนพึงพอใจและเป็นเรื่องที่ดีสำหรับบ้านเมืองแล้วเรา จะมายกเลิกเพียงเพราะคนอื่นทำไว้ ผมว่ามันไม่เป็นธรรมสำหรับประชาชน ถ้าเราเลิกวัฒนธรรมแบบนี้ได้ผมก็ว่าเป็นการดี อย่างปัญหาของภาคใต้ส่วนหนึ่งก็เพราะมีการไปเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างรุนแรงใน ปี 2544 ซึ่งผมไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ การเมือง หรือความมั่นคง ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ที่มา คมชัดลึก
ลิงค์ที่เกี่ยวข้องคำขวัญวันเด็กปี 52 ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี
December 22, 2008
“พี่มาร์ค” ให้คำขวัญวันเด็กในฐานะนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของไทย “ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีคนที่ 27 ของไทย ได้ให้คำขวัญ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2552 ว่า “ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี” ซึ่งวันเด็กปี 2552 ตรงกับวันเสาร์ที่ 10 มกราคม โดยหน่วยงานต่างๆ เตรียมจัดงานวันเด็กอย่างคึกคัก
เพื่อไทย สบช่องยื่นยุบ ปชป.โหวตฉายาครม ต่างตอบแทน
December 21, 2008
พท.ชวนโหวตฉายาครม. ต่างตอบแทน, ไอ้โหนไอ้ห้อย เล็งยื่นปปช.ฟันนายกฯ ส่ง SMS
นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ สมาชิกพรรคเพื่อไทย แถลงว่าได้ตั้งฉายาครม.อภิสิทธิ์ 1 ว่า ครม.ต่างตอบแทน กับ ครม.ไอ้โหนไอ้ห้อย ซึ่งจะเสนอให้ประชาชนช่วยโหวตมาที่พรรค โดยจะประกาศผลในสัปดาห์หน้า นอกจากนี้จะยื่นเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบกรณีการส่งเอสเอ็มเอส ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชน ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ว่า เข้าข่ายตามมาตรา 103 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 ที่ระบุห้ามห้ามข้าราชการ นักการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ใดๆ เกิน 3,000 บาท หรือไม่ เพราะมองว่า มีค่าใช่จ่ายเกิดขึ้นถึง 10 ล้านบาท จากการส่งเอสเอ็มเอสให้ผู้ใช้บริการในระบบทรู จำนวน 10 ล้านเครื่อง
นาย สุรพงษ์ กล่าวอีกว่า กรณีที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยว่านายวีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรฐมนตรี บริจาคเงินให้พรรคประชาธิปัตย์ 80 ล้านบาทว่า เท่ากับจำเลยรับสารภาพแล้ว ตนจะนำหลักฐาน รวมทั้งคำสัมภาษณ์ต่างๆ อัดลงวีซีดี เพื่อยื่นให้อัยการสูงสุดพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเห็นว่า เป็นไป ตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งอำนาจการปกครอง โดยวิธีการซึ่งไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวจะสงสัยเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเป็นเงินที่เอาไป ซื้อ ส.ส.เพื่อโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล
ด้านพ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา สมาชิกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า จะเชิญปลัดกระทรวงกลาโหมและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาชี้แจงต่อคณะ กรรมาธิการการทหารของสภาผู้แทนราษฎรในวันอังคารที่ 23 ธ.ค.เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่ทหารกลุ่มหนึ่งยังต้องการรักษาอำนาจตัวเองไว้ โดยไม่คำนึงถึงข้อบังคับของกระทรวงกลาโหม โดยออกมาก้าวก่ายการเมือง
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง