เขมรฟ้องยูเอ็น อ้างไทยส่งทหารยึดเขาพระวิหาร
July 19, 2008
ายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า รัฐบาลกัมพูชาได้นำเรื่องการเผชิญหน้าระหว่างกัมพูชาและไทยที่บริเวณปราสาทพระวิหารแจ้งเวียนต่อที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาติ(ยูเอ็น)แล้ว โดยเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ตามเวลาในนครนิวยอร์ก หรือวันที่ 19 กรกฎาคมตามเวลาในไทย ผู้แทนกัมพูชาประจำยูเอ็นได้แจ้งต่อที่ประชุมว่าไทยรุกล้ำดินแดนกัมพูชาตามแผนที่ในสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสในปี 1904 ที่เก็บไว้ ณ ศาลโลก พร้อมกับระบุว่าการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้ทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นในสังคมไทย ทำให้ทหารไทยบุกขึ้นไปยึดพื้นที่ของกัมพูชาในเวลาต่อมา อย่างไรก็ดีการแจ้งเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงการแจ้งเวียนเพื่อทราบโดยไม่ได้ร้องขอให้คณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นดำเนินการใดๆ
วันเดียวกัน เอเอฟพีรายงานว่า กัมพูชานำผู้แทนจากสถานทูตสหรัฐ จีน ฝรั่งเศส และเวียดนาม ในกรุงพนมเปญบินออกจากเมืองหลวงของกัมพูชามายังพื้นที่ทับซ้อนใกล้กับปราสาทพระวิหารซึ่งกำลังมีการเผชิญหน้ากันระหว่างทหารกัมพูชาและทหารไทยโดยเฮลิคอปเตอร์ เพื่อสำรวจพื้นที่และถ่ายภาพโดยรอบแต่ไม่มีการพูดคุยกับทั้งสองฝ่ายรวมทั้งปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว โดยสถานทูตจีนและเวียดนามส่งทูตทหารมาร่วมการสำรวจพื้นที่ ส่วนฝรั่งเศสและสหรัฐเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูตเท่านั้น อย่างไรก็ดี มีรายงานว่าทั้งไทยและกัมพูชายังคงเสริมกำลังทหารเข้าไปในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
พ.อ.เสา โสกา ผู้บังคับการสารวัตรทหารกัมพูชาระบุว่า คณะเจ้าหน้าที่จากสถานทูตต่างๆ เดินทางมาเพราะไม่ต้องการเห็นการเผชิญหน้าระหว่างทหารของทั้งสองประเทศ เพราะเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์สำหรับทั้งสองฝ่ายหากเกิดการปะทะกันขึ้น
พ.อ.เสรย ดิค ผู้บัญชาการกองกำลังกัมพูชาซึ่งรับผิดชอบการปฎิบัติการในพื้นที่ระบุว่า ได้รับคำสั่งจากระดับสูงว่าให้ทำทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงการยิงต่อสู้ ซึ่งตนได้คุยกับทหารไทยและบอกว่ากองกำลังในแนวหน้าควรจะเก็บอาวุธเอาไว้ ทหารกัมพูชายังถูกสั่งห้ามไม่ให้ดื่มของมึนเมาเพื่อหลีกเลี่ยงการยิงปืนใดๆ โดยรอบบริเวณวัด พร้อมกันนี้เขาย้ำว่า กัมพูชาเป็นเจ้าของดินแดนเหล่านี้อย่างแท้จริง รวมถึงตัวปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสปี 1904
อย่างไรก็ตาม เอเอฟพีระบุว่าเพียงพ้นจุดผ่านแดนไปยังฝั่งไทยก็สามารถมองเห็นปืนกลหนักได้แล้ว
ขณะที่รอยเตอร์ระบุว่า ไทยและกัมพูชาต่างเสริมกำลังทหารและอาวุธหนักเข้าไปในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้เห็นรถบรรทุกของกองทัพไทยกว่า 8 คันขนทหารนับหลายร้อยคนพร้อมอาวุธครบมือทั้งปืนเอ็ม-16 มุ่งหนัาไปยังชายแดน ขณะที่ขบวนรถอีกขบวนหนึ่งขนปืนใหญ่ไปยังชายแดนเช่นกัน ด้านพล.ท.สุจิตร สิทธิประภา แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุว่า ได้เพิ่มกำลังทหารหลังทราบว่ากัมพูชาระดมกำลังเพิ่มเติม เพราะหากสถานการณ์บานปลายเราจะได้สามารถใช้กำลังทหารได้ในทันที ทั้งนี้ทางการไทยประเมินว่ากัมพูชาตรึงกำลังอยู่ในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1,200 นาย ส่วนกัมพูชาระบุว่ามีทหารไทยในพื้นที่ราว 400 นาย
เอพีรายงานว่า รัฐบาลกัมพูชาพยายามควบคุมความตึงเครียดไม่ให้บานปลายโดยกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์แนะนำเจ้าหน้าที่ในจังหวัดทุกจังหวัดที่มีพรมแดนติดกับไทยให้ยังคงความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและความรุนแรงใดๆ กับคู่เจรจาฝ่ายไทย ก่อนหน้านี้สถานทูตสหรัฐได้ออกประกาศเตือนคนอเมริกันให้ชะลอการเดินทางไปยังบริเวณดังกล่าวจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง 