สหภาพและพนง.การบินไทยชี้หากไล่กัปตันจักรีออก เจอเคลื่อนไหวใหญ่แน่
November 6, 2008
สหภาพและพนักงานการบินไทย ผนึกกำลังต้านฝ่ายการเมืองเข้าแทรกแซง ส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมกรรมาธิการคมนาคมสังเกตการณ์ มติที่ประชุมชี้หากมีคำสั่งไล่กัปตันจักรี ออกจากงานเจอเคลื่อนไหวใหญ่แน่
วันนี้ (6 พ.ย.) สหภาพรัฐวิสาหกิจการบินไทย และพนักงานการบินไทยกว่า 300 คน ไปรวมตัวกันที่สำนักงานใหญ่ เพื่อต้อนรับคณะกรรมาธิการการคมนาคมของสภาผู้แทนราษฎร ที่เดินทางมาตรวจเยี่ยมการทำงานของการบินไทย พร้อมกับประชุมกับคณะผู้บริหารของการบินไทยในช่วงเช้า โดยทางกลุ่มสหภาพฯ ได้แสดงจุดยืนไม่ให้ทางภาคการเมืองเข้ามาแทรกแซงและยุ่งเกี่ยวกับการดำเนิน งานของรัฐวิสาหกิจ เพื่อไม่ให้มีอำนาจในการตัดสินใจใดๆ โดยทางสหภาพฯ ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมในการประชุมด้วย และหากการประชุมวันนี้ ทางคณะกรรมาธิการคมนาคม มีคำสั่งให้การบินไทยให้ กัปตันจักรี จงศิริ ที่ปฏิเสธรับผู้โดยสารที่เป็น ส.ส.พรรคพลังประชาชนขึ้นเครื่องบินออกจากงาน ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการพักงานนั้น ทางกลุ่มสหภาพฯ จะคัดค้านและเคลื่อนไหวต่อไป
โดยก่อนหน้านี้ นางแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ.การบินไทย (THAI) ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม เพื่อสั่งการให้คณะกรรมการชะลอการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงไว้ก่อน พร้อมเปิดเผยรายละเอียดของหลักเกณฑ์และกระบวนการสรรหา รวมถึงคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการคัดเลือก เนื่องจากมีกระบวนการแทรกแซงจากภายนอกทำให้ได้ผู้บริหารที่ไม่มีความเหมาะสม กับสายงาน
“หากปล่อยให้บอร์ดมีการอนุมัติแต่งตั้งไปแล้วเกิดความเสียหายตามมาก็ เป็นสิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะต้องรับผิดชอบ” นางแจ่มศรี กล่าว
ประธานสหภาพ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารครั้งนี้มีความสำคัญต่อสถานภาพของบริษัทที่อยู่ใน ขั้นวิกฤต จึงจำเป็นต้องมีผู้บริหารที่มีศักยภาพ ไม่มีประวัติด่างพร้อย

อนึ่ง วานนี้ (5 พ.ย.) เรืออากาศโทอภินันทน์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) (THAI) ได้เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ บริษัท การบินไทย ที่มีนายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ เป็นประธานว่า ที่ประชุมรับทราบผลประกอบการในไตรมาส 3 ปี 2551 ของบริษัทขาดทุน 3,000 ล้านบาท แต่มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 4,734 ล้านบาท ทำให้มีกำไรสุทธิ 426.2 ล้านาท ซึ่งเพิ่มจากไตรมาส 3 ของปีก่อน แต่ทั้งนี้ ผลประกอบการทั้ง 3 ไตรมาสของปี 2551 บริษัทยังคงมีผลขาดทุนรวม 6,600 ล้านบาท เนื่องจากช่วง 6 เดือนแรกต้องขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนกว่า 6,000 ล้านบาท
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
ลิงค์ที่เกี่ยวข้องตร.ปัดเสนอถอดยศ ทักษิณ ยันคดียังไม่ถึงที่สุด-สู้ต่อได้
October 29, 2008
หากคดีถึงที่สุด กองวินัยจะเป็นผู้รวบรวมข้อมูลเสนอ ผบ.ตร. เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ขอพระราชทานถอดยศ ขณะนี้ อดีตนายกฯสามารถใช้ยศ พ.ต.ท. นำหน้าชื่อได้
พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าววันนี้ (28 ต.ค.) กรณีสำนักข่าวหลายสำนักรายงานการเสนอถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 2 ปี คดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาฯ ว่า กรณีนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังสามารถต่อสู้คดีในชั้นฎีกาได้ จึงยังไม่เข้าข่ายว่าด้วยระบียบการถอดยศข้าราชการตำรวจที่กระทำความผิดและต้องคำพิพากษาให้จำคุก หากคดีถึงที่สุดแล้ว กองวินัยจะเป็นผู้รวบรวมข้อมูลเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ขอพระราชทานถอดยศ ขณะนี้ยังถือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถใช้ยศ พ.ต.ท. นำหน้าชื่อได้
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวปฏิเสธกรณีมีการระบุว่า มีการสั่งปลด พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกจากตำแหน่งหลังถูก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ห้ามให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์สลายการชุมนุม 7 ต.ค. โดยกล่าวว่า พล.ต.ต.สุรพล และ พล.ต.ต.เรืองศักดิ์ จริตเอก ได้รับการคัดเลือกเข้าอบรมหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน และหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร จึงไม่มีเวลามาทำหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงมีคำสั่งตั้ง พล.ต.ต.วรเทพ เมธาวัธน์ รองผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพิ่มอีก 1 คน เพื่อให้การประชาสัมพันธ์เผยแพร่การปฏิบัติหน้าที่ราชการในภาพรวมขององค์กรเป็นไปด้วยความรวดเร็วต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
ลิงค์ที่เกี่ยวข้องข่าวสด แปลบทสัมภาษณ์ของพระเทพฯ คลาดเคลื่อนหวังผลการเมือง
October 13, 2008
จากกรณีที่ หนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับวันเสาร์ที่ 11 ต.ค. 2551 และอาทิตย์ที่ 12 ต.ค. 2551 ได้เผยแพร่บทพระราชทานสัมภาษณ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีซึ่งก่อให้สังคมเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

วันนี้ (13 ต.ค.) ได้มีแฟกซ์เป็นความเห็นของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย จั่วหัวว่า “ใต้ร่มพระบารมี” มาถึงกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ กล่าวถึงกรณีหนังสือพิมพ์บางฉบับนำบทพระราชทานสัมภาษณ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ กับสื่อมวลชนต่างประเทศ ฉบับเมื่อวันที่ 11-12 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการแปลเป็นภาษาไทยนั้น มีข้อความบางตอนปรากฏความคลาดเคลื่อนอย่างมากและโยงไปสู่สถานการณ์ทางการ เมืองของไทยระบุว่า
“เมื่อพิจารณาตามข้อเท็จจริงแล้ว พระองค์ทรงมีพระวิสัยทัศน์ในการตอบคำถามอย่างชาญฉลาด กล่าวคือ ทรงเป็นเจ้านายผู้ทรงพร้อมด้วยพระปรีชาสามารถในทางการทูตและรัฐศาสตร์การ ปกครอง เพื่อนของกระผมซึ่งเป็นศาสตราจารย์ชาวอเมริกันได้อ่านบทสัมภาษณ์อย่าง ละเอียด ก็ได้ให้ข้อคิดเห็นกับกระผมว่า จะเห็นได้ว่าเป็นการตอบในเชิงที่ไม่โปรดที่จะให้ข้อคิดเห็นทางการเมือง อย่างเช่นคำถามที่ว่า “ทรงเห็นด้วยกับผู้ชุมนุมที่อ้างว่ากระทำในนามสถาบันฯ หรือไม่” ทรงตอบว่า “ไม่ใช่เช่นนั้นนะ พวกเขาทำในนามของพวกเขาเอง” ซึ่งนักวิชาการชาวต่างประเทศต่างมองว่า เป็นคำตอบที่งดงามสมกับความเป็นแบบอย่างของพระราชวงศ์ที่ประทับอยู่เหนือการ เมือง กับอีกถือเป็นหลักสากลในอารยะประเทศตามวิถีประชาธิปไตย เป็นที่ทราบกันดีว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ปวงชนชาวไทยสุดพรรณนา และโปรดที่จะพระราชทานพระเมตตาและความเอื้ออาทรแก่พสกนิกรทุกหมู่เหล่าภาย ใต้ร่มพระบารมี โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ หลักทศพิธราชธรรมประการนี้ ที่สามารถนำพาประเทศมาสู่ความอยู่รอดปลอดภัยตราบจนทุกวันนี้ได้”

ดังนั้น การที่บุคคลบางคนหรือบางกลุ่มจะมุ่งหวังผลทางการเมืองในทางหนึ่งทางใดก็ตาม จากบทพระราชทางสัมภาษณ์ดังกล่าวแล้ว จึงนับเป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำตามครรลองคลองธรรมแห่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
ลิงค์ที่เกี่ยวข้องโหรทำนาย อาจจะต้อง การยุบสภา หรือ ปฏิวัติ
July 31, 2008
นายบุญเลิศ ไพรินทร์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) จ.ฉะเชิงเทรา หรือฉายาโหร ส.ว. ถึงเหตุการณ์สุริยุปราคาที่จะเกิดขึ้นในช่วงเย็น วันที่ 1 ส.ค.ว่า อิทธิพลสุริยคราสจะซ้ำวิกฤตดวงโลกและดวงเมืองที่ปัจจุบันดาวอังคารโคจรพบดาว เสาร์เล็งดาวมฤตยู ดาวดีเดินวิปริตไม่ให้คุณทำให้บ้านเมืองวุ่นวายและสถานการณ์จะรุนแรงระหว่าง วันที่ 7 พ.ค.–16 ก.ย. 51 นี้
นายบุญเลิศ กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 21 มิ.ย. – 9 ส.ค. 51 จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จะมีการขัดแย้งรุนแรง เช่น การยุบสภา แต่หากรัฐบาลยังดื้อดึงอาจนำสู่การปฏิวัติ โดยเฉพาะวันที่ 1 ส.ค. ที่จะมีการนำรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภาเพื่อแก้ไขนั้น รัฐบาลควรล้มเลิก ที่อาจนำสู่สู่การขัดแย้งรุนแรง ที่ฝ่ายทหารทั้ง 3 เหล่าทัพควรส่งสัญญาณเตือนแก่รัฐบาลให้เป็นเอกภาพ ซึ่งรัฐบาลจะฟังมากกว่าฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพูด ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลฟังจะบรรเทาการขัดแย้งรุนแรงได้ไม่นำสู่การปฏิวัติรัฐ ประหาร
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง