รปภ.หื่น พยายามข่มขืนเด็ก 7 ขวบไม่สำเร็จ

November 17, 2008



จับหนุ่มใหญ่อดีต รปภ.พยามยามข่มขืนเด็ก 7 ขวบแต่ไม่สำเร็จ แม่เด็กพาตำรวจจับกุมได้หลังห้องเก็บของวัดอินทร์บรรจง สารภาพงวางแผนหลอกจะให้เงินไว้กินขนม

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 15 พ.ย. ขณะที่ ร.ต.อ.ขวัญชัย แป้นมณฑา รอง สว.สส.สน.วัดพระยาไกร พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ออกตรวจตราอยู่บริเวณหน้าวัดอินทร์บรรจง ถนนพระราม 3 แขวงและเขตบางคอแหลม มีนางณัฐ (นามสมมติ) อายุ 32 ปี ชาวบ้านในละแวกดังกล่าว วิ่งเข้ามาขอความช่วยเหลือว่า ด.ญ.เอ๋ (นามสมมติ) อายุ 7 ปี ลูกสาวของตัวเองถูกชายแปลกหน้าล่อลวงไปกระทำอนาจารที่บริเวณริมแม่น้ำ ด้านหลังห้องเก็บสัมภาระของวัด จึงรีบรุดไปตรวจสอบทันที

เมื่อไปถึงบริเวณจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบนายโกศล หรือศล รักสวนจิต อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 23 หมู่ 2 แขวงและเขตราษฎร์บูรณะ จับ ด.ญ.เอ๋ ถอดกางเกงแล้วอุ้มขึ้นไปนั่งคร่อมบนตักตัวเอง โดยที่เจ้าตัวกำลังรูดซิปกางเกงแล้วงัดอวัยวะเพศออกมา แต่ทันทีที่นายโกศลเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ถึงกับตกใจหน้าถอดสีรีบผลัก ด.ญ.เอ๋ ออกแล้วทำเป็นเฉยไม่รู้ไม่ชี้ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวนายโกศล พร้อมพาตัว ด.ญ.เอ๋ ไปสอบสวนที่ สน.วัดพระยาไกร

จากการสอบสวน ด.ญ.เอ๋ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนกำลังเล่นห่วงยางอยู่กับเพื่อนๆ ที่บริเวณริมน้ำ จากนั้นนายโกศลก็เดินเข้ามาชวนให้เดินไปบริเวณด้านหลังห้องเก็บสัมภาระของ วัด โดยหลอกว่าจะให้เงินไว้ซื้อขนม แต่เมื่อมาถึงนายโกศลกลับใช้มือลูบคลำอวัยวะเพศของตนอยู่นาน ก่อนจะจับถอดกางเกง แล้วอุ้มตนขึ้นไปนั่งตักเพื่อพยายามข่มขืนแต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งแม่ของตนกับตำรวจเข้าช่วยเหลือ

ด้าน นายโกศล ให้การรับสารภาพว่าก่อนหน้านี้ตนเคยทำงานเป็น รปภ.ของบริษัทแห่งหนึ่ง แต่เกิดมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อน รปภ.ด้วยกันจึงถูกไล่ออก หลังจากนั้นมาก็ไม่มีงานทำต้องไปอาศัยขอข้าวจากพระในวัดสน ย่านราษฎร์บูรณะ กินเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ โดยในวันนี้ตนเดินออกมาจากวัดสนเพื่อจะมาหาเพื่อนที่วัดอินทร์บรรจงนี้ แต่ก็มาพบเด็กผู้หญิงกำลังจับกลุ่มเล่นกันอยู่จนทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศขึ้น จึงวางแผนล่อลวง ด.ญ.เอ๋ มาข่มขืน แต่ทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จจนถูกจับกุมตัวไว้ได้ดังกล่าว

ขณะที่ ร.ต.อ.ขวัญชัย กล่าวว่า เบื้องต้นได้แจ้งข้อหา 3 ข้อหา คือพยายามข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี ซึ่งมิใช่ภรรยาตนโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้, กระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภรรยาตนโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยเด็กหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และ หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง เพื่อการอนาจาร ก่อนจะนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ดำเนินคดีต่อไป

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

จับสึกพระครูดังอุดรธานีข่มขืนสาว หลอกทำพิธีสะเดาะเคราะห์

November 15, 2008

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 14 พ.ย. นางสุ (นาม สมมติ) อายุ 47 ปี และบุตรสาวคือ น.ส.มล (นาม สมมติ) อายุ 22 ปี อยู่บ้าน ต.บ้านจั่น อ.เมือง จ.อุดรธานี เข้าแจ้งกับพ.ต.ท.ณัฐนนท์ ประชุม รองผกก.กลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.อุดรธานี ว่า ถูกพระครูวิไล วิริโย อายุ 57 ปี เจ้าอาวาสวัดป่าอุ่มเม่า ต.โนน สูง อ.เมือง จ.อุดรธานี ข่มขืนกระทำชำเรา เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ หลังไปทำพิธีสะเดาะเคราะห์ภายในวัดป่าอุ่มเม่า โดยพระครูวิไลยังนัดหมายให้ไปพบอีกในช่วงเย็นเพื่อแก้เคล็ดอีกรอบ

จาก นั้น พ.ต.ท.ณัฐนนท์ จึงสั่งการให้ พ.ต.ต.ชาญณรงค์ มากพิสุทธิ์ สว. ร.ต.อ.ประเสริฐ ธรรมชัย รองสว. นำกำลังไปที่วัด โดยให้น.ส.มล เข้าไปหาพระครูวิไลตามที่นัดหมาย ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจซุ่มอยู่ใกล้บริเวณศาลาที่ใช้อาบน้ำมนต์ เมื่อพระครูวิไลเห็นน.ส.มลจึงเรียกให้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า นุ่งผ้าขาวแทนกางเกง แล้วพาเข้าไปในบริเวณห้องอาบน้ำมนต์ซึ่งมีประตูสังกะสีปิดเอาไว้ล้อมรอบด้วย ต้นไม้ประดับบังตา

จากนั้น พระครูวิไลก็เริ่มลวนลามน.ส.มล ด้วยการลูบคลำต้นขาใช้ปลัดขิกและมือจับอวัยวะเพศและสวดมนต์เสียงดัง เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดักซุ่มอยู่จึงเข้าจับกุม ทันทีที่พระครูวิไลเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าจับกุมถึงกับหน้าซีดเผือด ก่อนจะพาไปตรวจค้นในศาลาและกุฏิ พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์ทำพิธีสะเดาะเคราะห์มี 1. ปลัดขิกจำนวน 1 อัน 2. ผ้าถุงสีขาว 1 ผืน 3. เหล้ายาดอง 1 ขวด 4. สุราขาว 1 ขวด 5. กางเกงชั้นในและเสื้อชั้นในของน.ส.มลผู้เสียหาย 1 ชุด 6. จีวรของพระครูวิไล 1 ผืน โดยเหล้ายาดองที่ตรวจยึดไว้ได้ พระครูวิไลอ้างว่าเอาไว้กินแก้ปวดเมื่อย เนื่องจากเป็นโรคปวดหัวเข่าเรื้อรังมานาน จากนั้นจึงคุมตัวไปลาสิกขากับเจ้าคณะอำเภอเมืองอุดรธานีฝ่ายธรรมยุต ที่วัดบ้านเหล่า ก่อนคุมตัวไปสอบสวน

น.ส.มล เหยื่อสาวให้การว่า ก่อนหน้านี้ได้แต่งงานอยู่กินกับสามีเป็นชาวอุดรธานี แต่ก็ต้องเลิกรากันไปเมื่อบุตรชายอายุเพียง 2 เดือน ตอนนี้ลูกชายอายุ 1 ขวบครึ่ง และฝากลูกชายให้แม่เป็นคนเลี้ยง ส่วนตนก็ไปทำงานเป็นพนักงานต้อนรับอยู่ที่โรงแรมมโนรมย์ ภูเก็ต ลาพักกลับมาเยี่ยมบ้านร่วมเดือนแล้ว แม่บ่นว่าหน้าตาซีดเซียวหมองคล้ำ ทำงานที่ไหนก็ไม่มีเงินเก็บ แม่จึงพาไปพบพระครูวิไล เจ้าอาวาสวัดป่าอุ่มเม่า ต.โนนสูง จากนั้นพระครูวิไลก็เรียกไปนั่งข้างๆ แล้วถามวันเดือนปีเกิด ตนก็บอกไปว่า เกิดวันที่ 19 ก.ค. 2529 พระครูวิไลรีบตอบว่า มันเป็นดวงแม่ฮ่าง (แม่ม่าย) ต้องแก้ทรวง (สะเดาะเคราะห์) จากนั้นก็เอากระ ดาษมาเขียนเป็นรูปผู้หญิง แล้วชี้ไปที่อวัยวะเพศ และบอกว่า ต้องแก้ตรงจุดนี้เท่านั้น ถึงจะหายเคราะห์หายโศก อาตมามีปลัดขิกที่ปลุกเสกไว้แล้ว เดี๋ยวจะอาบน้ำมนต์ให้ ไปเปลี่ยนกางเกงออกอย่างเดียวแล้วนุ่งผ้าขาวเข้าไปในห้องอาบน้ำมนต์ ซึ่งเป็นห้องเล็กๆ ล้อมรอบด้วยต้นไม้บังตาคน จากนั้นพระครูวิไลก็บอกให้แม่ของตนไปนั่งรอไกลๆ

น.ส.มล ให้การต่ออีกว่า พอเข้าไปในห้องอาบน้ำมนต์ซึ่งมีโอ่งน้ำ 3 ใบวางเรียงกัน จากนั้นพระครูวิไลก็บอกให้นอนลงหลับตาพนมมือไว้ แล้วจัดการถลกผ้าขาว จับที่ต้นขาและอวัยวะเพศ ตนก็ถามว่าจะทำอะไร แต่พระครูวิไลไม่ยอมหยุด พร้อมขู่ว่าอย่าพูดเดี๋ยวของจะเข้ามันจะแก้ยาก บอกให้ตนกางขาออก พระครูวิไลก็ลงมือสอดใส่อวัยวะเพศข่มขืนอย่างรุนแรง ตนก็ร้องว่าเจ็บไปหมดแล้ว ก่อนจะบอกตนให้นอนตะแคง และพระครูวิไลก็นอนลงข้างๆ และสอดใส่อวัยวะเพศอีก และเป็นจังหวะที่มีรถจักรยาน ยนต์วิ่งเข้ามาในวัด พระครูวิไลจึงรีบลุกขึ้นและเอาน้ำมนต์มาราดตัวให้แล้วก็บอกว่าเย็นๆ ค่อยมาใหม่ เมื่อตนกลับออกมาหาแม่ก็สงสัยว่าทำไมพิธีกรรมจึงแปลก เพราะว่าถูกข่มขืนชัดๆ จึงชวนแม่ไปแจ้งความกับตำรวจ

ด้านพระครู วิไล หรือ นายวินัย กองม่วง บ้านเดิมอยู่ที่เลขที่ 7 ม.2 บ้านหนองนาไฮ ต.สุมเส้า อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ให้การว่า ไม่ได้มีวิชาอาคมแก่กล้าอะไรหรอก บวชเมื่อปี 2517 ที่วัดเทพจินดา หนองนาไฮ อ.เพ็ญ แล้วย้ายไปจำพรรษาวัดวารีศรีสะอาด ต.กุดสระ, วัดสุวรรณุทการาม ก่อนจะมาจำพรรษาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดป่าอุ่มเม่า ตั้งแต่ปี 2527 จนถึงปัจจุบัน ชาวบ้านศรัทธาเรื่องใบ้หวยเก่ง และทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้หญิงสาวมาตั้งแต่ปี 2545 ด้วยวิธีเดียวกันประมาณกว่า 50 คนแล้ว แต่ปีนี้มีหญิงสาวมาสะเดาะเคราะห์ 8 คน บางรายเป็นข้าราชการอายุยังน้อยแค่ 25 ปี แต่สามีไปมีเมียน้อย ก็ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้ถึง 3 ครั้ง แล้วก็บอกว่าชีวิตดีขึ้น

พ.ต. ท.ณัฐนนท์ กล่าวว่า พระครูวิไล ถือว่าเป็นพระเกจิด้านพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ เจิมรถยนต์ และที่ชาวบ้านชอบคือใบ้หวยแม่น มีลูกศิษย์ทั่วเมืองอุดรและจังหวัดใกล้เคียง ไม่กี่ปีที่ผ่านมาสามารถหาเงินเข้าวัดได้กว่า 30 ล้านบาท ไม่น่าเชื่อว่าพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ ที่ชาวบ้านหลงเชื่อมานานนั้น แท้ที่จริงเป็นเพียงกลลวงเพื่อขืนใจหญิงสาวเท่านั้น เท่าที่ให้การรับสารภาพที่ผ่านมามีหญิงสาวถูกหลอกขืนใจไปแล้วกว่า 50 ราย ล่าสุดมี 8 ราย ที่กำลังติดต่อเข้าแจ้งความเนื่องจากที่ผ่านมาอับอายไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง จากนั้นจึงคุมตัวไว้ดำเนินคดีในข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภรรยาของตนโดยใช้อุบายหลอกลวงและกระทำ อนาจาร”

ที่มา ข่าวสด

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

จำคุกสองตำรวจหื่นกาม จับผู้ต้องหาสาว 16 ข่มขืนบนโรงพักคนละ 20 ปี

November 4, 2008

วันนี้ ( 4 พ.ย.) เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 804 ศาลอาญา ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.254/2551 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ด.ต.นุโลม แอ๊ดมา , ด.ต.มงคล โททอง และ ด.ต.ผจลณ์ ตะโกนวน ทั้งสามเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.เพชรเกษม เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐาน ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276

คดีนี้โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 24 ม.ค.51 บรรยายความผิดจำเลยสรุปว่า เมื่อวันที่ 14 ม.ค.2550 เวลา 21.00 น. จำเลยที่ 1-2 กับพวก ร่วมกันจับกุมตัว น.ส.แพนเค้ก (ผู้เสียหาย) อายุ 16 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) จากนั้นจำเลยได้นำตัวผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่ โรงพยาบาลบางกอก อินเตอร์เนชั่นเนล พบสารเสพติดในร่างกาย จึงส่งพนักงานสอบสวน สน.เพชรเกษม ดำเนินคดี ก่อนนำตัวผู้เสียหายไปควบคุมตัวในห้องผู้ต้องขังหญิง ต่อเมื่อเวลา 23.00 น. วันเดียวกัน จำเลยที่ 2 เบิกตัวผู้เสียหายออกจากห้องขัง นำตัวขึ้นไปที่ห้องสืบสวน ชั้นที่ 3 ของโรงพัก ก่อนที่จำเลยทั้งสามกับพวกอีก 1 คน จะผลัดกันข่มขืนกระทำชำเรา โดยผู้เสียหายไม่ยินยอม และอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง เหตุเกิดที่ สน.เพชรเกษม แขวงหลักสอง เขตบางแค กรุงเทพฯ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มี น.ส.แพนเค้ก ผู้เสียหาย เบิกความเป็นพยานว่า หลังจากถูกจับและนำตัวเข้าไปขังในห้องผู้ต้องขังหญิง ในคืนวันเดียวกัน จำเลยที่ 2 ได้เบิกตัวขึ้นไปที่ห้องฝ่ายสืบสวน ให้นั่งรอที่โซฟา จากนั้นจำเลยที่ 2 ได้เข้ามาลวนลาม ก่อนจะพาไปนอนที่เตียงในห้องฝ่ายสืบสวน โดยจำเลยที่ 2 เป็นคนเริ่มกระทำชำเราก่อน โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นคนช่วยจับแขนตนไว้ไม่ให้ขัดขืน ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะเป็นคนกระทำชำเราต่อ หลังจากนั้นยังมีพวกจำเลยอีก 2 คน ที่มากระทำชำเราแต่ไม่สามารถระบุตัวได้ว่าเป็นใคร

ภายหลังจำเลยที่ 1 พาตนไปล้างตัว พร้อมขู่ว่าห้ามนำเรื่องไปบอกใคร วันรุ่งขึ้นจึงถูกนำตัวไปส่งฟ้องที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และถูกนำตัวไปคุมขังไว้ที่สถานแรกรับเด็กและเยาวชนหญิง บ้านปรานี หลังจากถูกคุมขังได้นาน 9 วัน รู้สึกเจ็บที่อวัยวะเพศ จึงได้ปรึกษากับนัก พยาบาล และนักจิตวิทยา พร้อมบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง จนมารดาทราบเรื่อง แล้วเข้าแจ้งความกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็กเยาวชนและสตรี (ปดส.)

โจทก์ยังมีหลักฐานการตรวจของแพทย์พบร่องรอยฉีกขาดของอวัยวะเพศของผู้ เสียหาย ประกอบกับคำเบิกความของนักพยาบาล และนักจิตวิทยา ของบ้านปรานี สนับสนุนด้วย เห็นว่าผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำเบิกความตั้งแต่ก่อนและหลังถูกกระทำ ชำเรา ซึ่งเรื่องการถูกข่มขืนเป็นเรื่องที่น่าอับอาย เชื่อว่าผู้เสียหายถูกกระทำชำเราจริง ทราบความจากนักพยาบาล และนักจิตวิทยา ซึ่งเบิกความสอดคล้องกันว่า ผู้เสียหายมาขอคำปรึกษา เนื่องจากรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่มีค่า จึงได้พยายามสอบถามจนทราบรายละเอียดทั้งหมด ประกอบกับผลการตรวจของแพทย์ เห็นว่าพยานโจทก์ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้เบิกความปรักปรำให้จำเลยต้องได้รับโทษ เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งหมดเบิกความไปตามจริง อีกทั้งขณะเกิดเหตุภายในห้องมีแสงสว่างเพียงพอ ผู้เสียหายย่อมจดจำใบหน้าของจำเลยได้อย่างชัดเจน กรณีไม่มีเหตุผลเพียงพอจะสร้างเรื่องขึ้นมา เชื่อว่าผู้เสียหายถูกข่มขืน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายไม่สามารถจดจำได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำชำเราด้วยหรือไม่ เพียงแต่หลังจากถูกกระทำชำเรา ผู้เสียหายเดินออกมาจากเตียง เห็นจำเลยที่ 1-3 และตำรวจอีก 1 คน นั่งอยู่ในห้อง จึงเข้าใจถูกคนที่อยู่ในห้องทั้งหมดข่มขืน จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำชำเราด้วย ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่ามีเหตุโกรธเคืองกับมารดาของผู้เสียหาย และในการเบิกตัวผู้เสียหายออกจากห้องขังในเวลากลางคืนนั้นมีระเบียบที่ต้อง ให้ผู้บังคับบัญชารับทราบ เห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ส่วนการเบิกตัวผู้ต้องหาออกจากห้องขังนั้น แม้มีระเบียบอยู่จริง แต่อาจสามารถเบิกตัวออกมาได้ พยานหลักฐานของจำเลยไม่สามารถหักล้าง พยานหลักฐานโจทก์ได้

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1- 2 มีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ลงโทษจำคุกคนละ 20 ปี ปรับ 40,000 บาท และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ฆ่าโหด สาวประกันชีวิต หมกศพในป่า

October 30, 2008

ข่มขืนฆ่าโหด”สาวประกันชีวิต”หมกศพในป่า หลังเหยื่อขี่รถ จยย.ออกจากบ้านพัก มาต่อรถที่สถานีขนส่งจังหวัดสุพรรณฯ ไปทำงานที่อ่างทอง แต่เช้ามืดพนักงาน หมวดการทางกลับไปพบเป็นศพถูกพันธนาการ ทุบหน้าเละ รัดคอฆ่าด้วยผ้าขนหนู แจ้งตำรวจเช็ก พุ่งเป้าโชเฟอร์รถกับกระเป๋าหื่น 3 คน เห็นรูปร่างหน้าตาสะสวยมาขึ้นรถคนเดียว พาไปรุมข่มขืนบนรถแล้วฆ่าปิดปากเอาศพไปทิ้ง ตำรวจเร่งตามลากคอ เผยเหยื่อเรียนจบปริญญาโท เพิ่งย้ายมาจากสำนักงานใหญ่

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 29 ต.ค. ร.ต.ท.ประพันธ์ จำปานวน ร้อยเวร สภ.เมืองสุพรรณบุรี รับแจ้งเหตุพบศพหญิงสาวถูกฆาต กรรมหมกป่า ริมถนนสายเลี่ยงเมืองสุพรรณบุรี หมู่ 3 ต.ท่าระหัด อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.วีระ บุตรโพธิ์  พ.ต.อ. พีรชาติ รื่นเริง รอง ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี พ.ต.อ.ชัยรัตน์ ทิพยจันทร์ ผกก. แพทย์ รพ.เจ้าพระยายมราช และหน่วยกู้ภัยเณรแก้ว ที่เกิดเหตุเป็นป่าหญ้าริมถนน ลึกเข้าไปประมาณ 20 เมตร บริเวณใต้ต้นจามจุรี พบศพหญิงสาว อายุ 25-35 ปี ผิวขาว ผมยาวประบ่า สูงประมาณ 160 ซม. นอนคว่ำหน้าอยู่ โดยกระโปรงสั้นสีเทาที่สวมอยู่ถูกถลกขึ้นไปจนเห็นบั้นท้าย ไม่ได้ สวมกางเกงใน ส่วนเสื้อแขนยาวสีฟ้ามีลายถูกถลกขึ้นไปเผยให้เห็นหน้าอก ใบหน้าถูกทุบด้วยของแข็งจนกระดูกแตก ลำคอถูกรัดด้วยผ้าขนหนูสีขาวจนแน่น ที่ข้อมือถูกมัดด้วยผ้าขาวม้าสีแดง-ขาว และที่ข้อเท้าถูกรัดด้วยเสื้อยกทรงสีน้ำตาลคาดว่าเป็นของเหยื่อ

แพทย์ชันสูตรเบื้องต้นพบร่องรอยถูกข่มขืนกระทำชำเรา เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 6-8 ชั่วโมง ในที่เกิดเหตุพบรอยลากศพเป็นทางยาว จากริมถนนเข้าไปยังจุดทิ้งศพ และพบเศษกระดาษ หนังสือสตาร์ซอคเกอร์ ฉบับวันที่ 28 ต.ค. เปื้อนเลือดตกอยู่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน เบื้องต้นตำรวจดูจากการแต่งกาย คาดว่าผู้ตายน่าจะเป็นพนักงานบริษัท รูปร่างหน้าตาสะสวย ถูกคนร้ายไม่ต่ำกว่า 2 คน รุมข่มขืนและฆ่าทิ้งจากที่อื่น ก่อนนำศพมาทิ้งอำพราง กระทั่งมีพนักงานหมวดการทางสุพรรณบุรีมาตกแต่งสวนบริเวณเกาะกลางถนน ขณะเข้าไปทำธุระส่วนตัวในป่า พบศพเข้าโดยบังเอิญ จึงแจ้งตำรวจ

ต่อมา พ.ต.อ.วีระ สั่งการให้ทีมสืบสวนตรวจสอบไปยังบริษัทต่าง ๆ ในพื้นที่ โดยเฉพาะธนาคารและบริษัทประกันภัยต่าง ๆ เพราะดูจากการแต่งกายของผู้ตายแล้ว เชื่อว่าน่าจะทำงานในบริษัทประเภทดังกล่าว กระทั่งได้ข้อมูลว่าชุดดังกล่าวเป็นเครื่องแต่งกายของพนักงานบริษัทประกัน ชีวิตชื่อดังแห่งหนึ่ง แต่ผู้ตายไม่ใช่พนักงานของบริษัทสาขาสุพรรณบุรี จึงตรวจสอบต่อไปยังจังหวัดใกล้เคียง กระทั่งทราบว่าผู้ตายคือ น.ส.แอน (นามสมมุติ) อายุ 35 ปี เรียนจบระดับปริญญาโท สถาบันแห่งหนึ่ง ทำงานเป็นพนักงานฝ่ายบัญชี บริษัทประกันชีวิตใน จ.อ่างทอง โดยผู้ตายยังครองตัวเป็นโสด และเพิ่งย้ายมาจากสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพฯ เมื่อช่วงเช้าไม่ได้มาทำงานโดยไม่แจ้งให้ทราบ ผู้บริหารบริษัทจึงเดินทางไปดูศพที่ รพ.เจ้าพระยายมราช และชี้ยืนยันว่าเป็น น.ส. แอน จริง โดยมีการแจ้งให้บิดามารดาของเหยื่อซึ่งพักอยู่ที่บ้านพักในพื้นที่ทราบแล้ว

ล่าสุดตำรวจพอได้เบาะแสตัวแก๊งฆาตกรหื่นกามแล้ว คาดว่าคนขับรถบัสโดยสารกับกระเป๋า รถ รวม 3 คน โดยประมวลเหตุการณ์ว่า หลังผู้ตายขี่รถ จยย.มาต่อรถบัสโดยสารที่สถานีขนส่งจังหวัด เมื่อช่วงเช้ามืดตามปกติ เพื่อเดินทางไปทำงานที่ จ.อ่างทอง ปรากฏว่าเป็นช่วงปลอดคน มีผู้ตายเป็นผู้โดยสารเพียงคนเดียวบนรถ คนขับจึงขับรถออกจากสถานีฯ มาในที่เปลี่ยว และช่วยกัน ลงมือข่มขืน เพราะเห็นว่าผู้ตายเป็นผู้หญิงรูปร่าง หน้าตาสะสวย แม้ผู้ตายจะพยายามต่อสู้ขัดขืน แต่สู้แรงไม่ได้ หลังถูกข่มขืนเสร็จ แก๊งคนร้ายจึงฆ่าปิดปากด้วยการรัดคอสังหาร ก่อนนำศพมาทิ้งในป่า ขณะนี้ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างออกติดตามจับกุมตัวแล้ว คาดว่าหากยังไม่ไหวตัวหลบหนี น่าจะจับกุมได้ในที่สุด.

ที่มา เดลินิวส์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

หนุ่มอเมริกันลวงสาวไทยวัย15ข่มขืนในห้องพักพัทยา

October 24, 2008

นางพิน (นามสมมติ) อายุ 34 ปี ชาวจ.ชัยภูมิ อาชีพทำงานร่มเตียงชายหาดพัทยา ได้พา น.ส.จอย (นามสมมติ) อายุ 15 ปี บุตรสาวเข้าแจ้งความกับร.ต.ท.วัชระ คำสุข ร้อยเวร สภ.เมืองพัทยา ว่าบุตรสาวถูกชาวต่างชาติข่มขืน โดย น.ส.จอย ให้การว่า ช่วงเย็นของวันที่ 22 ตุลาคม ขณะที่อยู่กับแม่บริเวณร่มเตียงชายหาด หน้าห้างรอยัล พลาซ่า การ์เด้น พัทยาใต้ จากนั้นได้มีชาวต่างชาติ ทราบเพียงว่าเป็นชาวสัญชาติอเมริกา อายุประมาณ 40-50 ปี ซึ่งเป็นลูกค้ามาใช้บริการร่มเตียงที่แม่ทำงานอยู่เป็นประจำ มาชักชวนไปเที่ยวห้างเมเจอร์ เพื่อดูหนัง โดยแม่ก็อนุญาตเพราะเห็นว่าเป็นลูกค้าที่มาใช้บริการบ่อยครั้ง จึงยินยอมให้ไปเที่ยวด้วย
จากนั้นชาวต่างชาติดังกล่าวได้พาไปดูหนัง พอดูจบก็พาไปห้องพักที่มารีน เพลส ย่านซอยบัวขาวพัทยาใต้ โดยอ้างว่าจะพาไปดูหนังต่อ ด้วยความไว้ใจจึงยอมไปด้วยอีก จนกระทั่งถึงห้องพัก ชาวต่างชาติได้ยื่นแก้วน้ำให้ดื่ม พอดื่มเข้าไปจนหมดแก้ว ก็หมดสติไป จากนั้นจำอะไรไม่ได้อีก กระทั่งตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองท่อนล่างเปลือยล่อนจ้อน รู้สึกเจ็บปวดตรงบริเวณเพศมาก พอถามชาวต่างชาติ ตอบเพียงว่าจะรับผิดชอบทุกอย่าง จึงรู้ว่าถูกข่มขืนแล้ว ด้วยความโกรธ จึงเดินทางกลับบ้านพัก จนกระทั่งแม่มาเค้นหาความจริงจึงยอมเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังก่อนเข้าแจ้ง ความ
เบื้องต้นตำรวจได้ทำการลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน พร้อมทั้งส่งตัวน.ส.จอย ทำการตรวจร่างกาย และพาไปสอบสวนต่อหน้าอัยการ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา ในการเร่งขออนุมัติหมายจับ ชายชาวอเมริการายนี้
ที่มา เดอะเนชั่น

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

Next Page »