สรุปคดีความที่เกิดขึ้นหลังจากที่พันธมิตรฯยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
December 5, 2008
วันนี้ (4 ธ.ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) เปิดเผยว่า จากการปฏิบัติงานของศูนย์อำนวยการร่วมการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความ ร้ายแรงตำรวจภูธรภาค 1 ตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน เป็นต้นมาพบว่า มีคดีอาญาที่เกิดขึ้นจำนวนมาก แยกเป็น คดีพยายามฆ่า 3 ราย คดีทำให้เสียทรัพย์ 1 ราย คดีมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป 1 ราย คดีมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 3 ราย ของกลางประกอบด้วย อาวุธปืน.357 มม.1 กระบอก 9 มม.1 กระบอก 7.65 มม.1 กระบอก ปืนลูกซองเบอร์ 12 จำนวน 1 กระบอก เครื่องกระสุนปืนขนาด .357 มม.48 นัด ขนาด .38 มม.จำนวน 2 นัด ขนาด 7.65 มม.8 นัด ขนาด 9 มม. จำนวน 44 นัด ลูกซองเบอร์ 12 จำนวน 5 นัด

ผบช.ภ.1 กล่าวว่า ยังมีคดีมีวิทยุสื่อสารคมนาคมไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 2 ราย คดีทำร้ายร่างกาย/หน่วงเหนี่ยวกักขัง 1 ราย นอกจากนี้ ตรวจยึดอาวุธและสิ่งของที่ใช้เป็นอาวุธ ประกอบด้วย แป๊บเหล็กดัดแปลงเป็นอาวุธปืน 8 อัน ขวาน 1 เล่มท่อนเหล็ก (กระบอง) 2 อัน มีด 6 เล่มตะปูเรือใบ 27 กิโลกรัม
“ตำรวจที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในบริเวณท่า อากาศยานสุวรรณภูมิ ประกอบกำลังจาก ตำรวจภูธรภาค 1, 2, 3, 4, 7, กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ทหารบก ทหารเรือ อาสาสมัครจากกรมการปกครอง รวมวันละ 4,000 นาย ซึ่งจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ไปจนถึงวันที่ 7 ธันวาคม โดยจะทยอยลดกำลังพลตามความจำเป็นจนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนความเสียหายของทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานภายในท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ มีดังนี้ รถยนต์ส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกทุบทำลายและเจาะยาง 3 คัน รถยนต์ควบคุมผู้ต้องหาถูกลอบยิง 1 คัน รถยนต์ขนย้ายกำลังของ ตำรวจถูกทุบและเจาะยาง 10 คันโล่ตำรวจถูกพันธมิตรเอาไป จำนวน 27 อันรวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น ประมาณ 800,000 บาท ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกทำร้ายร่างกายรวม 3 ราย ถูกหนังสติ๊กยิงศีรษะ 1 รายถูกรุมทำร้ายร่างกายและหน่วงเหนี่ยวกักขัง 2 ราย” ผบช.ภ.1 กล่าว
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
อัยการตีกลับคำร้องขอถอนประกัน 9 แกนนำพันธมิตร
November 28, 2008
จากกรณีที่ นายสุชาย บุญไชย ผู้ประสานงานโครงการเยาวชนร่วมจิตสำนึกประชาธิปไตย ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.เรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)เร่งยื่นเรื่องถอนประกัน 9 แกนนำและแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิไตย ผู้ต้องหาในความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปเพื่อก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง
ล่าสุด วันนี้ (28 พ.ย.) นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาตนได้รับหนังสือจากพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจ นครบาล (บช.น.)ขอให้พิจารณาถอนประกันแกนนำและแนวร่วมพันธมิตรฯ ทั้ง 9 คนแล้ว โดยหนังสือดังกล่าวมีเพียง 1 ฉบับ ระบุไว้เฉพาะการขอเพิกถอนประกันเท่านั้น แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดและสาเหตุที่จะให้พนักงานอัยการมีคำสั่งเพิกถอน ประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 9 คน ตนพิจารณาแล้วจึงได้ส่งหนังสือกลับไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อให้ทำหนังสือโดย ระบุรายละเอียดเหตุผลในการถอนประกันให้ชัดเจนแล้วส่งกลับมาใหม่ ซึ่งหากพนักงานสอบสวนส่งหนังสือกลับมาเมื่อใด อัยการก็พร้อมพิจารณาให้อีกครั้ง คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เพราะไม่ใช่เรื่องซับซ้อน อย่างไรก็ดี อัยการก็ต้องเปิดโอกาสโดยเรียกให้ผู้ต้องหาทั้ง 9 คนเข้ามาชี้แจ้งด้วย
นายกายสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับผู้ต้องหาซึ่งเป็นแกนนำและแนวร่วมพันธมิตรฯ ทั้ง 9 คน ประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายสุริยะใส กตะศิลา นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายอมร อมรรัตนานนท์ และนายเทิดภูมิ ใจดี ในส่วนของ พล.ต.จำลอง ผู้ต้องหาที่ 1 และนายไชยวัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 7 ได้พ้นจากกำหนดระยะเวลาฝากขังครั้งสุดท้าย และศาลอาญาได้มีคำสั่งปล่อยตัวไปแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องยื่นคำร้องให้อัยการเพิกถอนประกันตัว โดยมีเพียงผู้ต้องหาอีก 7 คนที่เหลือเท่านั้นที่อัยการสามารถสั่งเพิกถอนประกันตัวได้
อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา กล่าวด้วยว่า สำหรับกระบวนการยื่นขอเพิกถอนประกันตัวในชั้นสั่งคดีของพนักงานอัยการ เคยมีตัวอย่างมาแล้วหลายคดีโดยมีเหตุผลที่ร้องขอให้ถอนประกันส่วนใหญ่เกี่ยว กับการเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ซึ่งอัยการจะต้องพิจารณาพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนผู้ร้อง และที่ผ่านมามีทั้งอัยการพิจารณาอนุญาตและไม่อนุญาต ซึ่งคดีนี้อัยการนัดฟังคำสั่งคดีวันที่ 19 ม.ค.52
อย่างไรก็ตาม สำหรับความพยายามของพนักงานสอบสวนในการยื่นขอถอนประกันในครั้งนี้ สอดรับกับคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น.ในฐานะผู้ได้รับมอบหมายให้สลายการชุมนุมที่สนามบินดอนเมือง ยอมรับว่าการควบคุมตัวแกนนำพันธมิตรฯ เป็นหนึ่งในขั้นตอนการปฏิบัติ
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
ลิงค์ที่เกี่ยวข้องตร.ปัดเสนอถอดยศ ทักษิณ ยันคดียังไม่ถึงที่สุด-สู้ต่อได้
October 29, 2008
หากคดีถึงที่สุด กองวินัยจะเป็นผู้รวบรวมข้อมูลเสนอ ผบ.ตร. เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ขอพระราชทานถอดยศ ขณะนี้ อดีตนายกฯสามารถใช้ยศ พ.ต.ท. นำหน้าชื่อได้
พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าววันนี้ (28 ต.ค.) กรณีสำนักข่าวหลายสำนักรายงานการเสนอถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 2 ปี คดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาฯ ว่า กรณีนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังสามารถต่อสู้คดีในชั้นฎีกาได้ จึงยังไม่เข้าข่ายว่าด้วยระบียบการถอดยศข้าราชการตำรวจที่กระทำความผิดและต้องคำพิพากษาให้จำคุก หากคดีถึงที่สุดแล้ว กองวินัยจะเป็นผู้รวบรวมข้อมูลเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ขอพระราชทานถอดยศ ขณะนี้ยังถือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถใช้ยศ พ.ต.ท. นำหน้าชื่อได้
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวปฏิเสธกรณีมีการระบุว่า มีการสั่งปลด พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกจากตำแหน่งหลังถูก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ห้ามให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์สลายการชุมนุม 7 ต.ค. โดยกล่าวว่า พล.ต.ต.สุรพล และ พล.ต.ต.เรืองศักดิ์ จริตเอก ได้รับการคัดเลือกเข้าอบรมหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน และหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร จึงไม่มีเวลามาทำหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงมีคำสั่งตั้ง พล.ต.ต.วรเทพ เมธาวัธน์ รองผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพิ่มอีก 1 คน เพื่อให้การประชาสัมพันธ์เผยแพร่การปฏิบัติหน้าที่ราชการในภาพรวมขององค์กรเป็นไปด้วยความรวดเร็วต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
ลิงค์ที่เกี่ยวข้องกลุ่มสนับสนุน ทักษิณ-พจมาน เดินทางฟังคำพิพากษาที่ศาลฎีกาแล้ว
October 21, 2008
วันนี้(21 ต.ค.)เวลา 12.30 น.ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ จากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง ก่อนที่ศาลจะอ่านคำพิพากษา เวลา 14.00 น.ในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษกจำนวน 33 ไร่ มูลค่า 772 ล้านบาท ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมกันเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ปฎิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดีและเป็นเจ้าพนักงาน และผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นฯ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 ม.4 , 100 และ 122 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33, 83, 86, 91, 152 และ 157 ขอให้ยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 12.30 น.ได้มีกลุ่มประชาชนที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ประมาณ 100 คน เดินทางมารวมตัวที่บริเวณหน้าศาลฎีกา โดยส่วนใหญ่ ใส่เสื้อสีชมพู และเมื่อผู้สื่อข่าวสอบถาม ก็ได้รับคำตอบว่า พวกตนได้เดินทางมาจากจังหวัดนนทบุรี และไม่ได้มีใครเป็นแกนนำ ส่วนที่เดินทางมาในวันนี้ ก็เพื่อมาให้กำลังใจ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ทั้งๆที่รู้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องแพ้คดีแน่นอน
อย่างไรก็ตาม บุคคลดังกล่าว ยังได้กล่าวหาสื่อมวลชน ต่อกรณีการนำเสนอภาพข่าวเหตุการณ์สลายการชุมนุมของ เจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ว่า ทำไม จึงเสนอข่าวแต่ตำรวจทำร้ายประชาชน โดยไม่นำเสนอภาพข่าวที่ ประชาชน ทำร้ายตำรวจบ้าง ขณะที่กลุ่มที่สนับสนุน ได้เดินทางมาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัย อย่างเข้มงวด และยังไม่มีเหตุความวุ่นวายเกิดขึ้น
ส่วนบรรยากาศภายในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เวลา 13.04 น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลได้ใช้ห้องพิจารณาคดีชั้น 4 โดยมีสื่อมวลชนจำนวนมาก เริ่มทยอยแลกบัตรเพื่อเข้าไปรอในห้องพิจารณาคดี ขณะที่บรรดานักการเมือง ฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่เดินทางมา โดยศาลได้จัดถ่ายทอดสดการพิพากษาคดี โดยจัดทีวี คอยให้บริการประชาชนที่บริเวณด้านล่างศาลด้วย ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
ลิงค์ที่เกี่ยวข้องศาลรับฟ้องคดียึดทรัพย์ แม้ว โกงชาติ 7.6 หมื่นล้าน
October 16, 2008
ศาลฎีกานักการเมือง รับฟ้องคดียึดทรัพย์ “ทักษิณ” โกงชาติ พร้อมสั่งปิดประกาศที่ศาลฎีกา และที่ทำการศาลซึ่งมีที่อยู่ของทรัพย์ พร้อมประกาศในหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน จำนวน 3 วันติดต่อกัน ส่งสำเนาคำร้องให้บุคคลซึ่งครอบครองทรัพย์ นัดพร้อมให้คู่ความมาศาล 25 ธ.ค.นี้ เวลา 10.00 น.
วันนี้ (16 ต.ค.) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เวลา 14.00 น. องค์คณะผู้พิพากษาออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำสั่งคดีหมายเลขดำ ที่ 14/2551 ที่ นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ และได้มาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและ ประโยชน์ส่วนรวมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน 76,621,603,061.05 บาท พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดิน
โดยศาลพิเคราะห์คำร้องแล้วเห็นว่า คดีอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ตามมาตรา 9 (4) ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการ เมือง พ.ศ.2542 และคำร้องชอบด้วยข้อกำหนดของศาล จึงมีคำสั่งรับฟ้อง และให้ส่งสำเนาคำร้องให้ผู้ถูกกล่าวหา พร้อมปิดประกาศที่ศาลฎีกา และที่ทำการศาลซึ่งมีที่อยู่ของทรัพย์ พร้อมประกาศในหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน จำนวน 3 วันติดต่อกัน ส่งสำเนาคำร้องให้บุคคลซึ่งครอบครองทรัพย์ และนัดพร้อมให้คู่ความมาศาล ในวันที่ 25 ธ.ค.นี้ เวลา 10.00 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ บัญชีเงินฝาก 16 บัญชีของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวชินวัตรที่ถูกอายัดไว้ในชั้น คตส.มีดังนี้ ธ.กสิกรไทย 36 ล้านบาท, ธ.กรุงเทพ 18,156 ล้านบาท, ธ.กรุงศรีอยุธยา 2,125 ล้านบาท, ธ.ทหารไทย 10 ล้านบาท, ธ.ไทยพาณิชย์ 39,634 ล้านบาท, ธ.ธนชาต 1,476 ล้านบาท, ธ.นครหลวงไทย 1 ล้านบาท, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 500 ล้านบาท, ธ.ยูโอบี รัตนสิน 492 ล้านบาท, ธ.ออมสิน 15,748 ล้านบาท, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 200 ล้านบาท, ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย 10,000 ล้านบาท, บลจ.กสิกรไทย 208 ล้านบาท, บลจ.ไทยพาณิชย์ 2,237 ล้านบาท, บลจ.แอสเซทพลัส 172 ล้านบาท และศูนย์รับฝากหลักทรัพย์และที่ดิน 2,722 ล้านบาท
สำหรับรายละเอียดจะเสนอให้ทราบต่อไป
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง