เตช บุนนาค เจรจา เขมรได้แค่ยอมถอนทหาร

July 29, 2008



ผู้สื่อข่าวรายงานผลการประชุมการเจรจาแบบทวิภาคี กรณีปัญหาพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทพระวิหารระหว่างนายเตช บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ ผู้นำคณะตัวแทนฝ่ายไทยกับนายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ผู้แทนคณะฝ่ายกัมพูชา ที่โรงแรมอังกอร์พาเลซรีสอร์ทแอนด์สปา เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ได้ข้อสรุปเบื้องต้น ดังนี้

1.ทหารทั้งสองฝ่ายจะอดทนอดกลั้นไม่ใช่ความรุนแรง

2.จะจัดประชุมคณะกรรมการเขตแดน (เจบีซี) ต่อไปโดยเร็วที่สุด

3.ทั้งสองฝ่ายจะถอนทหารออกจากวัดคีรีสุขสวาย บริเวณปราสาทพระวิหาร

4.ทั้งสองฝ่ายจะประสานกันในการเก็บกู้กับระเบิดในบริเวณนั้น

5.การประชุมครั้งนี้จะไม่มีข้อผูกพันต่อการปักปันเขตแดนที่จะมีต่อไป

ทั้งนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา บอกกับผู้สื่อข่าวว่า “เราตกลงที่จะขอให้รัฐบาลของเราถอนทหาร เราจะตัดสินในคงทหารไว้ในพื้นที่พิพาทจำนวนเท่าไหร่ในการหารือครั้งหน้า เราจะระงับอย่างสุดแรงและหลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหาร”

ขณะที่ นายเตช บุนนาค รัฐมนตรีต่างประเทศไทย กล่าวว่า หวังว่าความร่วมมือครั้งนี้ จะนำไปสู่การถอนทหารในอนาคต ฝ่ายไทยจะรายงานผลการประชุมเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 29 กรกฎาคม

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าแม้บรรยากาศการประชุมจะเป็นไปด้วยดี แต่ยังส่อเค้าไม่สามารถหาข้อยุติลงได้ ท่ามกลางความสนใจจากสื่อมวลชนกัมพูชา สื่อจากสำนักข่าวต่างประเทศ และผู้สื่อข่าวไทย รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 100 คนในการติดตามรายงานข่าว ขณะที่ทางการกัมพูชาได้วางกำลังตำรวจและทหารรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในระหว่างการประชุมครั้งนี้ จนกระทั่งเวลา 15.10 น. นายฮอ นัม ฮง ให้สัมภาษณ์ว่า การเจรจายังไม่เสร็จ เพราะมีหลายประเด็นที่ยังหยิบยกมาพูดคุยอยู่ยังไม่ได้ข้อยุติ

ด้านผู้สื่อข่าวรายงานว่า จนถึงเวลา 18.30 น. คณะเจรจาระดับคณะทำงานยังคงดำเนินไปต่อเนื่อง ทั้งสองฝ่ายมีการออกมารายงานและขอรับทราบนโยบายจากรัฐมนตรีของตนเองเป็นระยะ ก่อนจะกลับเข้าไปเจรจาต่อรองกันใหม่ ซึ่งการเจรจาที่มีการต่อรองกันมากที่สุดคือ คณะทำงานด้านกฎหมายที่นำโดยนายวีรชัย ซึ่งเจรจาเพื่อหาข้อยุติใน 3 ประเด็นหลักคือ เรื่องการจัดการกับกำลังทหารของทั้งสองฝ่าย เรื่องการดำเนินการกับปัญหาพื้นที่ที่อ้างสิทธิทับซ้อน และปัญหาเรื่องชาวกัมพูชาที่ปักหลักอยู่ในพื้นที่ที่อ้างสิทธิทับซ้อน

เวลา 20.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการเจรจาผ่านมาร่วม 10 ชั่วโมงส่อเค้าว่าจะยืดเยื้อ โดยทางฝ่ายไทยยืนยันว่าหากการเจรจาไม่ได้ข้อยุติก็จะยังไม่เดินทางกลับ ในขณะเดียวกันทางเจ้าหน้าที่กัมพูชาเตรียมยกเลิกเที่ยวบินพาณิชย์สำหรับเดินทางกลับกรุงพนมเปญแล้วเช่นเดียวกัน

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง


นพดล ลาออกแล้ว

July 10, 2008

 ที่กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อเวลา 14.00 น. วันนี้ (10 กรกฏาคม) นายนพดล ปัทมะ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวการต่างประเทศ  ชี้แจงกรณีปราสาทพระวิหาร โดยระบุว่าได้พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะรักษาดินแดนของไทยไว้ พร้อมยืนยันไม่เคยมีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ได้ทำให้ไทยเสียหาย อยากให้รัฐบาลเอาเวลาไปแก้ไขปัญหาให้ประชาชน แทนที่จะเเสียเวลาแก้ไข การเมือง เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไป บ้านเมืองมีความสำคัญกว่าการเมือง 

         “ผมไม่ได้ขายชาติรักชาติเท่ากับไทยทุกคน ยืนยันว่า ไม่ได้ทำให้ไทยเสียหาย อยากให้รัฐบาลเอาเวลาไปแก้ไขปัญหาให้ประชาชน แทนที่จะเสียเวลาแก้ไข การเมือง เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไป” 

         นอกจากนี้ ยังระบุว่า มีกลุ่มคนไปทำร้ายพี่สาวตนเองที่ จ.นครราชสีมา โดยขอแสดงสปิริตขอลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แม้ว่าตนไม่เคยทำผิด ย้ำไม่เคยขายชาติ

ลาออกแล้วจบ … ความเสียหายใครรับผิดชอบ ขอ นิสสส หนึ่ง

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลก ของกัมพูชาแล้ว

July 8, 2008

คณะกรรมการมรดกโลกรับขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาแล้ว พร้อมกับเมืองมะละกา-ปีนังของมาเลเซีย และแหล่งการเกษตรโบราณของปาปัวนิวกินี “ปองพล”อ้อมแอ้ม ไทยอาจได้ขึ้นทะเบียนบริเวณอุทยานรอบๆ ปราสาทและเทือกเขาพนมดงรักปลอบใจ
       
       สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า คณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโกมีมติขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาแล้ว จากการประชุมที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา เมื่อวันจันทร์ที่ 7 ก.ค. การประชุมครั้งนี้มีขึ้นระหว่างวันที่ 2-10 กรกฎาคม 2551 โดยมีสถานที่ที่ได้รับการเสนอชื่อขึ้นทะเบียนมรดกโลกทั้งหมด 45 แห่ง

       
       โดยปราสาทพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนพร้อมๆ กับเมืองมะละกาและปีนังของมาเลเซีย และแหล่งการเกษตรยุคโบราณในปาปัวนิวกินี
       
       ก่อนหน้านี้ นายปองพล อดิเรกสาร ประธานกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกของไทย ซึ่งไปสังเกตการณ์การประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 32 ในฐานะรัฐภาคีอนุสัญญามรดกโลก ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา เปิดเผยว่า คณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศ ส่วนใหญ่เห็นว่าควรขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารตามที่กัมพูชาเสนอ เพราะเข้า 1 ใน 3 หลักเกณฑ์ แต่การขึ้นทะเบียนจะไม่ทำให้ไทยเสียดินแดน เนื่องจากกัมพูชายื่นจดทะเบียนปราสาทพระวิหาร ซึ่งตามแผนที่แนบท้ายแถลงการณ์ร่วมที่ไทยและกัมพูชาตกลงกันไว้ว่า จะขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท ซึ่งไม่ล้ำเข้ามาในเขตไทย

       
       นายปองพล กล่าวว่า คณะกรรมการมรดกโลกเสนอทางออกให้แก่ประเทศไทย โดยให้ไทยเสนออุทยานเขาพระวิหาร และพื้นที่ป่าสมบูรณ์เทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งอยู่ในเขตไทย และให้สำรวจจัดทำข้อมูลแหล่งโบราณสถานในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อขอเสนอเป็นมรดกโลกให้เร็วที่สุด
       
       ส่วนกรณีที่ไทยส่งหนังสือการคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองให้คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณานั้น ที่ประชุมแจ้งว่ารับทราบแล้ว แต่การจะให้เลื่อนการพิจารณาปราสาทพระวิหารออกไปคงไม่ได้ เพราะได้เลื่อนมาครั้งหนึ่งแล้ว
       
       คณะกรรมการมรดกโลกจะตัดสินว่าปราสาทพระวิหารจะเป็นมรดกโลกหรือไม่ ในเวลาประมาณ 24.00 น.วันนี้ ตามเวลาประเทศไทย หรือเวลาประมาณ 12.00 น.ตามเวลาในแคนาดา
       
       ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยว่า ความขัดแย้งกรณีปราสาทพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชา อยากให้ประชาชนทั้งสองประเทศสร้างความเข้าใจ เพื่อให้สถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้น เพราะการใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางแก้ปัญหา

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง