อัยการชี้ทักษิณหย่าพจมาน ไม่มีผลยึดทรัพย์
November 17, 2008
อัยการชี้ทักษิณหย่าเมียไม่มีผลคดียึดทรัพย์ 7.6หมื่นล้าน และเพิกถอนอายัดไม่ได้
นาย นันทศักดิ์ พูลสุข อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 8 ในฐานะคณะทำงานรับผิดชอบคดีฟ้องยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จดทะเบียนหย่ากับ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาว่า ไม่มีผลต่อคดียึดทรัพย์แต่อย่างใด เนื่องจากคดีนี้อัยการยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นจำเลย เพียงคนเดียวไม่ได้ยื่นฟ้องคุณหญิงพจมาน และประเด็นการหย่าเป็นเหตุผลให้คุณหญิงพจมานยื่นคำร้องค้าน และขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งแยกทรัพย์สินในส่วนของตัวเองออกจากส่วนของพ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่ได้ เพราะทั้งสองเคยให้การกับคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ว่าได้โอนขาดหรือโอนพราง หรือขายให้โดยมีค่าตอบแทนไปแล้ว
ทั้งนี้ เป็นหน้าที่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะต้องพิสูจน์ ส่วนคุณหญิงพจมานอาจจะมาเป็นพยานให้ก็ได้ รวมทั้งการหย่า แม้จะทำให้ทั้งสองสามารถทำนิติกรรมเพียงลำพังได้ แต่ก็ไม่สามารถยื่นคำร้องของเพิกถอนทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ได้ เพราะขณะนี้คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ไม่มีสถานภาพแล้ว ส่วนคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือ ป.ป.ช.ก็เคยวินิจฉัยไว้แล้วว่าไม่มีอำนาจที่จะเพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สิน ซึ่งธนาคารพาณิชย์หรือหน่วยงานที่อายัดทรัพย์ไว้คงไม่กล้าดำเนินการใด จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดก่อน.
ที่มา โพสท์ทูเดย์
ลิงค์ที่เกี่ยวข้องทักษิณ-พจมาน แยกทางกันแล้ว จดทะเบียนหย่าที่กงสุลไทย ในฮ่องกง
November 15, 2008
มีรายงานจากพรรคพลังประชาชนแจ้งว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ย. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่อยู่ระหว่างการหนีคดีทุจริต พร้อมคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา ได้เดินทางไปจดทะเบียนหย่า ที่สถานกงสุลใหญ่ไทย ประจำฮ่องกงแล้ว หลังจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณได้เดินทางไปที่รัฐดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

แหล่งข่าวผู้ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุถึงสาเหตุการหย่า ว่า เนื่องจากคุณหญิงพจมานไม่เห็นด้วยที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเล่นการเมืองต่อไปอีก เพราะที่ผ่านมาครอบครัวถูกแรงกดดันจากการเมืองอย่างมาก คุณหญิงพจมานพยายามหลายครั้งแล้วที่จะกล่อมให้ พ.ต.ท.ทักษิณเลิกเล่นการเมือง แต่ พ.ต.ท.ทักษิณก็ยังไม่ยอมวางมือ ทำให้ถูกแรงกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดถึงขนาดถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินจำ คุก และล่าสุดถูกประเทศอังกฤษถอนวีซ่า ต้องระเหร่อร่อนไร้ประเทศอาศัย ทำให้คุณหญิงพจมานรับไม่ได้กับสภาพการณ์ เช่นนี้ และออกปากขอหย่าในที่สุด
สำหรับลูกทั้ง 3 คนคือนายพานทองแท้ นางสาวพิณทองทา และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ต่างก็รับทราบเรื่องแล้ว แต่ละคนก็พยายามทำใจกันอยู่ ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณหลังจากทำใจได้แล้วคงจะเปิดฉากแสดงบทบาททางการเมืองมากขึ้น
มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 13 พ.ย. พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินทางออกจากประเทศจีนไปพักที่โรงแรมในฮ่องกง โดยตลอดวันที่ 13 พ.ย.มีแกนนำของพรรคพลังประชาชน เดินทางไปพบหลายคน รวมทั้ง ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง นายเนวิน ชิดชอบ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีต รองอธิบดีกรมตำรวจ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงยืนยันอย่างแข็งกร้าว ว่าจะสู้ต่อไปเพื่อเดินทางกลับมาประเทศไทย
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
เตชเผยทักษิณกับพจมานอยู่จีน
November 9, 2008
เตชเผยทักษิณกับพจมานอยู่จีน อัยการเผยมีสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน นายกฯสมชายปัดข่าวพบพี่เมีย ระหว่างเยือนฟิลิปปิสน์สัปดาห์หน้า
นาย เตช บุนนาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลอังกฤษ ยกเลิกวีซ่าของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ว่า ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐบาลอังกฤษไม่เคยมีการหารือเรื่องการขอยกเลิกวีซ่า พ.ต.ท.ทักษิณมาก่อน พร้อมปฎิเสธที่จะแสดงความเห็นที่ว่า เหตุใดรัฐบาลอังกฤษได้ตัดสินใจดำเนินการตามมาตราการดังกล่าว

ทั้ง นี้ นายเตช กล่าว่าต่อด้วยว่า การที่รัฐบาลอังกฤษ ยกเลิกวีซ่า พ.ต.ท.ทักษิณและภริยา ถือเป็นระเบียบทางการทูตตามปกติที่สามารถจะกระทำได้ และไม่กระทบความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ และเท่าที่ตนได้รับรายงาน ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานไม่ได้พำนักอยู่ในประเทศอังกฤษแล้ว แต่ได้เดินทางไปที่ประเทศจีนแทน
อัยการรับตามทักษิณกลับไทยยาก
นาย ศิริศักดิ์ ติยะพรรณ อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ เปิดเผยว่า ไทยกับจีนมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน แต่สำหรับขั้นตอนขอส่งตัวนั้นต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งที่อยู่ให้ ชัดเจนก่อน เพราะขณะนี้พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องค่อนข้างยาก ในการขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ขณะเดียวกันก็เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่สามารถเดินทางกลับอังกฤษได้แล้ว หลังถูกถอนวีซ่า อีกทั้งยังแจ้งไปยังสายการบินทั่วโลก ห้ามพ.ต.ท.ทักษิณ โดยสารเข้าประเทศด้วย
นายศิริศักดิ์ ระบุด้วยว่า การดำเนินการต่างตอบแทน ในกรณีประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนเป็นเรื่องทำได้ยาก เพราะเป็นการขอความร่วมมือ ซึ่งประเทศนั้นๆ ไม่มีหน้าที่ต้องทำตามคำขอของไทย.
สมชาย ปัดข่าวพบทักษิณที่ฟิลิปปินส์
นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ปฏิเสธข่าวเตรียมนัดพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระหว่างเดินทางไปเยือนประเทศฟิลิปปินส์ในช่วงสัปดาห์หน้า พร้อมระบุกรณีทางการอังกฤษยกเลิกหนังสือเดินทางเข้าประเทศ(วีซ่า) ของอดีตนายกรัฐมนตรีไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลไทย
เตรียมดาวกระจายหลังงานพระราชพิธี
พล. ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า การที่รัฐบาลอังกฤษ ยกเลิกวีซ่าของพ.ต.ท.ทักษิณน่าจะเป็นผลมาจากการโฟนอิน เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ถือเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย ขณะเดียวกัน ยืนยันว่า หากมีการบรรจุญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ทางกลุ่มพันธมิตร จะดำเนินการคัดค้านอย่างเต็มที่ เพราะถือว่าเป็นการทำลายกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้แกนนำ ได้มีการหารือกันว่า ภายหลังจากเสร็จพระราชพิธีสำคัญ ทางกลุ่มพันธมิตรฯ จะสานต่อกิจกรรมดาวกระจายไปยังกระทรวงต่าง ๆ เพื่อติดตามความคืบหน้าในสิ่งที่เคยเรียกร้อง
สำหรับบรรยากาศการชุมนุมในวันนี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุลแกนนำกลุ่มพันธมิตร ได้นำประชาชนซึ่งสวมชุดสีขาว ประมาณ 100 คน พรมน้ำมนต์ และเก็บขยะบริเวณทำเนียบรัฐบาลเพื่อเป็นการแก้เคล็ด ในการขจัดสิ่งชั่วร้ายให้ออกไป
ที่มา โพสท์ทูเดย์
ลิงค์ที่เกี่ยวข้องลือ ยุบพลังประชาชน สั่งหานายกฯสำรอง มิ่งขวัญ โผล่ติดโผ
November 7, 2008
รายงานข่าวจากพรรคพลังประชาชน (พปช.) ที่ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯแจ้งว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาเดินทางออกจากฮ่องกงไปยังเมืองปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

หลังจากมา พำนักที่ฮ่องกง ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และอาจเดินทางต่อไปยังประเทศฟิลิปินส์ในปลายสัปดาห์นี้ ซึ่ง ส.ส.พรรค พปช. ที่อยู่ในคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ได้นัดแนะกันว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางไปประเทศฟิลิปปินส์ ส.ส.ก็จะเดินทางไปเยี่ยมเยียน
รายงาน ข่าวแจ้งว่า จากความวุ่นวายทางการเมือง ประกอบการพิจารณาคดียุบพรรคพรรค พปช.ที่ใกล้เข้ามาทุกขณะนั้น แกนนำของพรรค พปช.ประเมินสถานการณ์และมีความเห็นว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ตุลาการรัฐ ธรรมนูญอาจมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรค พปช. และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคทั้งคณะ
ซึ่งจะส่งผลให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรค พปช.ในขณะที่มีการกระทำความผิด ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯทันทีนั้น ทำให้มีกระแสว่า พ.ต.ท.ทักษิณ โทรศัพท์หาแกนนำและ ส.ส.ที่ใกล้ชิด โดยระบุว่าขณะนี้เตรียมนายกฯสำรองไว้เรียบร้อยแล้ว
หากเกิด อุบัติเหตุทางการเมืองดังกล่าว ทั้งนี้ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในพรรค พปช.ว่ามีการวางบุคคลใดที่จะมาแทนนายสมชาย ซึ่งมีการคาดการณ์กันหลายคน และหนึ่งในนั้นมีชื่อ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พรรค พปช. อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รวมอยู่ด้วย
ที่มา มติชน
ลิงค์ที่เกี่ยวข้องเปิดคำพิพากษา ตัดสินจำคุกทักษิณ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา
October 21, 2008
วันนี้ (21 ต.ค.) เมื่อเวลา 14.00 น.ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง นายทองหล่อ โฉมงาม ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา พร้อมองค์คณะ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษกจำนวน 33 ไร่ มูลค่า 772 ล้านบาทเศษ ที่ อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมกันเป็นคู่สัญญา หรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดีและเป็นเจ้าพนักงาน และผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นฯ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 ม.4, 100 และ 122 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33, 83, 86, 91, 152 และ 157 ซึ่งท้ายคำฟ้อง อัยการสูงสุด ขอศาลมีคำสั่งให้ยึดที่ดินและเงินที่ซื้อที่ดิน อันเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำผิดให้ตกเป็นของแผ่นดินด้วย
โดยศาลพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่จำเลยที่ 1-2 โต้แย้งว่า ประกาศ คณะปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 เรื่องการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ลงวันที่ 30 ก.ย.49 ข้อ 2 และข้อ 5 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 100 และ 122 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ปี 2540, รัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2549, รัฐธรรมนูญปี 2550 ศาลเห็นว่า เรื่องนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 5/2551 แล้วว่า ประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ไม่ขัดหรือแย้งต่อ รธน.ปี 2550 และมีคำวินิจฉัยที่ 11/ 2551 ว่า ม.4, 100 และ ม.122 ว่า ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐบธรรม 2550 ม.26-29 ม.39 และ 43 เช่นกัน องค์คณะจึงมีมติเอกฉันท์ว่าข้อต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อว่า พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ถูกยกเลิกโดยประกาศ คปค.ฉบับที่ 3 หรือไม่ซึ่งที่จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่าเมื่อประกาศ คปค.ฉบับที่ 3 ให้รัฐธรรมนูญ 2540 สิ้นสุดลงวันที่ 19 ก.ย.49 มีผลทำให้ พ.ร.บ.ดังกล่าวสิ้นสุดลงตามไปด้วย โดยต่อมาวันที่ 22 ก.ย.49 คปค.ได้ออกประกาศ คปค.ฉบับที่ 19 ให้ พ.ร.บ.ดังกล่าวใช้บังคับต่อไป แต่การใช้บังคับก็ต้องเป็นเฉพาะกรณีที่เป็นความผิดที่เกิดขึ้นตั่งแต่วันที่ 22 ก.ย.49 เป็นต้นไปเท่านั้น ศาลเห็นว่า การทำรัฐประหารเป็นการยึดอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการมารวมเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหรือคณะหนึ่งคณะใดใช้อำนาจนั้น แต่ไม่ได้เป็นการประสงค์ล้มล้างการใช้อำนาจแต่อย่างใด โดยเมื่อ คปค.ยึดอำนาจแล้วออกประกาศ คปค.ฉบับที่ 3 ที่ให้รัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี และศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง แต่ศาลอื่นยังคงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีได้ จึงแสดงให้เห็นว่า กฎหมายที่ยังใช้อยู่ในขณะนั้นไม่ได้ถูกยกเลิกไปด้วย ดังนั้น แม้ พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.จะเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งตราขึ้นใช้โดยชอบแล้ว ดังนั้น ย่อมมีสถานะภาพเทียบเท่ากับกฎหมายทั่วไป ถือว่าไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญและยังสามารถใช้บังคับใช้ได้ โดยไม่เกี่ยวว่ารัฐธรรมนูญจะมีอยู่หรือไม่ ดังนั้นการสิ้นสุดของรัฐธรรมนูญ 2540 จึงไม่มีผลทำให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงด้วยแต่อย่างใด ส่วนที่ คปค.ออกประกาศฉบับที่ 19 ให้ พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ใช้บังคับต่อไปก็เป็นการยืนยันว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ได้ถูกยกเลิก องค์คณะจึงมีมติเอกฉันท์ว่า พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ยังมีผลบังคับใช้อยู่ไมได้ถูกยกเลิกโดยประกาศ คปค.ฉบับที่ 3 ข้อโต้แย้งของจำเลยทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อว่า คตส.มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบไต่สวน และศาลฎีกาฯมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.2542 ม.100 และ 122 จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน ไม่ใช่ผู้เสียหาย และไม่ได้มีการร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมาย คตส.ไม่ใช่พนักงานสอบสวนตาม ป.อาญา และไม่มีอำนาจสอบสวนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.และจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ศาลเห็นว่า ก่อนการยึดอำนาจ ในการดำเนินคดีอาญาต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ม.19 ที่กำหนดให้ ป.ป.ช.มีอำนาจหน้าที่ไต่สวนข้อเท็จจริงสรุปสำนวนส่งอัยการสูงสุดเพื่อฟ้อง คดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาการเมือง แต่หลังการยึดอำนาจแล้วมีประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 เรื่อง คตส.แต่งตั้ง คตส.ซึ่งข้อ 5 ของประกาศดังกล่าวให้ คตส.มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบสัญญา สัญญาสัมปทาน การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐที่เห็นว่าอาจมิชอบด้วย กฎหมายหรือน่าจะมีการใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐประพฤติมิชอบ หรือการตรวจสอบการหลีกเลี่ยงภาษีอากรโดยให้ คตส.มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.และข้อ 9 ประกาศดังกล่าวกำหนดว่ากรณีที่ตรวจสอบแล้ว คตส.มีมติว่า มีบุคคลกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการให้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนิน การต่อไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 คือ การยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาฯ ดังนั้น สถานะภาพของ คตส.จึงมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบตามที่เป็นไปตามประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 เรื่อง คตส.ซึ่งไม่ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ ซึ่งแม้ คตส.ไม่ใช้พนักงานสอบสวนตาม ป.วิอาญา แต่ก็มีอำนาจสอบสวนได้ตามกฎหมาย

ส่วนการไต่สวนจะเป็นไปโดยชอบหรือไม่ ตามฟ้องโจทก์ ระบุว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดในการทำสัญญาจะซื้อจะขายกับกองทุน โดยโจทก์เห็นว่าเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ม.100 ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีเจตนารมณ์ในการที่จะป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำผิด ในการขัดประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ของรัฐ โดยการทำสัญญากับรัฐ ซึ่งอาจเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยังอาจเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยที่ 1 การกระทำดังกล่าวจึงอยู่ในอำนาจที่ คตส.จะตรวจสอบตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.และประกาศ คปค.ฉบับที่ 3 ข้อ 5 และตามฟ้องโจทก์ยังระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตาม ป.อาญา ม.152 และ 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ม.100 ซึ่งจำเลยที่ 2 แม้จะไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐแต่เป็นคู่สมรส ศาลเห็นว่า ประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 เรื่อง คตส.ข้อ 5 วรรคท้าย ให้ คตส.มีอำนาจตรวจสอบเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการของหน่วยงานอื่นใด และศาลได้ความจากการไต่สวน นายวีระ สมความคิด ผู้ร้องทุกข์กับ คตส.พยานโจทก์ ว่า เคยร้องทุกข์เรื่องนี้กับกองบังคับการกองปราบปราม แต่ไม่เป็นผล เมื่อ คปค.ทำการยึดอำนาจและแต่งตั้ง คตส.พยานจึงได้ร้องทุกข์กล่าวโทษกับ คตส.ขณะที่ นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส.พยานโจทก์เบิกความว่า คตส.ดำเนินการเรื่องนี้ตามที่มีผู้ร้องเรียนมาซึ่งการดำเนินการของ คตส.เป็นการดำเนินการตามประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ข้อ 5 ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์ตามที่จำเลยทั้งสองโต้แย้ง ซึ่งหลังจากการไต่สวนแล้ว คตส.เห็นว่า มีมูลจึงแจ้งให้ผู้เสียหายมาร้องทุกข์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ม.66 และทำหนังสือถึงกระทรวงการคลัง ต่อมากองทุนฯมีหนังสือกล่าวโทษแจ้งไปยัง คตส.ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของ นายไพโรจน์ เฮงสกุล อดีตผู้จัดการกองทุนฯ เบิกความว่า การซื้อที่ดินอาจทำให้กองทุนได้รับความเสียหายจึงมีมติให้ยื่นคำร้องทุกข์ กล่าวโทษกับ คตส.โดยเห็นว่า หากมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ม.100 อาจทำให้สัญญาจะซื้อจะขายเป็นโฆฆะ ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า กองทุนฯไม่ได้รับความเสียหายนั้น ได้ความจากคำเบิกความของ นายชาญชัย บุญฤทธิ์ไชยศรี ผอ.อาวุโสฝ่ายกฎหมายและคดี ธปท.ว่า เป็นเพียงความเห็นของพยาน ว่า เป็นการซื้อขายโดยเป็นธรรมและเปิดเผยและกองทุนฯได้กำไร ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการที่กองทุนฯ เป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง กองทุนฯจึงมีสิทธิยื่นร้องทุกข์ องค์คณะจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า คตส.มีอำนาจตรวจสอบดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองและมีการร้องทุกข์โดยชอบถูกต้อง ตามกฎหมาย โดยศาลฎีกาฯมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ม.9(1) และ (2)
คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำผิดฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ม. 100 อนุ 1 หรือไม่ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่ากองทุนฯไม่ใช่ผู้เสียหาย และไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจกำกับควบคุมดูแลกองทุนฯ และไม่ใช่เรื่องกันขัดกันของประโยชน์ส่วนบุคคลกับผลประโยชน์ส่วนรวม ศาลเห็นว่า ที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่ากองทุนฯไม่ใช่หน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ม.100 นั้น ศาลเห็นว่า พ.ร.บ.ดังกล่าว ม.4 ไม่ได้บัญญัติคำว่าหน่วยงานของรัฐไว้เป็นการเฉพาะ แต่ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 ม.3 ได้บัญญัติว่าหน่วยงานรัฐ คือ กระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นใดที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐดังนั้นซึ่งกฎหมายดังกล่าวมี เจตนารมณ์สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ในการป้องกันการใช้อำนาจรัฐกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่และกฎหมายทั้ง สองฉบับยังตราขึ้นในปีเดียวกัน ดังนั้นคำว่าหน่วยงานของรัฐจึงมีความหมายเป็นไปทำนองเดียวกัน ซึ่งจากการไต่สวนได้ความว่ากองทุนถูกตั้งขึ้นโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 ม.29 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูสถาบันการเงิน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีอำนาจดูแลและพิจารณาส่งเงินเข้าสนับสนุนเป็นครั้งๆ ดังนั้น องค์คณะจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่ากองทุนฯเป็นหน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ม.100 อนุ 1
ที่จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่กำกับควบคุมดูแลกอง ทุนฯนั้น ศาลเห็นว่า พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.มีเจตนาป้องกันและปราบปรามเจ้าหน้าที่ของรัฐมีให้ใช้อำนาจในตำแหน่ง หน้าที่แสวงหาผลประโยชน์จากหน่วยงานที่อยู่ในกำกับดูแลของตน เพราะการมีอำนาจอาจส่งผลกระทบต่อการสั่งการและอาจก่อให้เกิดผลประโยชน์ขัด กันระหว่างส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวม และก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในการปฎิบัติหน้าที่ได้ โดย พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ได้ใช้บังคับกับตำแหน่งราชการทั่วไป แต่ใช้บังคับกับผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งราชการระดับสูง โดยขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินร่วมกับรัฐมนตรีตามที่ได้แถลงนโยบายไว้ ต่อรัฐสภา และตาม พ.ร.บ.บริหารระเบียบราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 นายกรัฐมนตรีมีอำนาจบริหารราชการ 3 ส่วน คือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น โดย ม. 11 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล มีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปทั้ง 3 ส่วนราชการ มีอำนาจบังคับบัญชาข้าราชการทั้งในกระทรวง ทบวง กรม เพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย และ ม.40 กำหนดให้แต่ละกระทรวงมีรัฐมนตรีกำหนดนโยบายและเป้าหมายการดำเนินงาน ของกระทรวงให้สอดคล้องกับนโยบายที่ ครม.แถลงต่อรัฐสภา จึงมีอำนาจการบริหารเหนืออำนาจข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ขณะที่ ธปท.เป็นนิติบุคคล ตาม พ.ร.บ.ธปท.โดยกองทุนฯ ก่อตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งมีวัตถุประสงค์ฟื้นฟูสถาบันการเงินเหมือน ธปท.กองทุนฯจึงเป็นหน่วยงานของรัฐ ซึ่งแม้กรรมการจัดการกองทุน จะมีอิสระ แต่ก็มีผู้ว่าฯ ธปท.เป็นประธาน และปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานล้วนมีความเกี่ยวข้องที่จะให้คุณให้โทษได้ โดย รมว.คลัง ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของ ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าฯ ธปท.และอดีต รมว.คลัง เบิกความว่า กองทุนมีหนี้จำนวนมาก ซึ่งในยุครัฐบาลของนายชวน หลีกภัย นั้น นายธารินทร์ นิมมาเหมินท์ รมว.คลัง ขณะนั้น ได้มีการเสนอต่อรัฐบาลเพื่อขอออกพันธบัตรจำนวน 5 แสนล้านบาท เพื่อล้างหนี้ให้กองทุนฯ นอกจากนึ้พยานยังเคยเสนอรัฐบาลออกพันธบัตรจำนวน 7.8 แสนล้านบาทอีกด้วย ขณะที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เบิกความว่า เงินที่สนับสนุนกองทุนฯได้มาจากการอุดหนุนของรัฐบาล โดย รมว.คลัง มีอำนาจเข้ามากำกับดูแลผ่านปลัดกระทรวงการคลังที่เป็นรองประธานกรรมการ จัดการกองทุนฯ โดย นายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง นายไพโรจน์ เฮงสกุล นางสว่างจิตต์ จัยวัฒน์ อดีต ผจก.กองทุน พยานโจทก์ต่างก็เบิกความไปในทำนองเดียวกันว่า กองทุนฯจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ธปท.และเป็นการตั้งขึ้นเฉพาะกิจเพื่อช่วยเหลือผู้ฝากเงินว่าจะได้รับ เงินคืนหากสถาบันการเงินเกิดปัญหาล้มละลาย ซึ่งจากคำเบิกความของพยานโจทก์แสดงให้เห็นว่าในทางปฏิบัติ นายกรัฐมนตรีจะใช้อำนาจกำกับดูแลกองทุนได้โดยผ่าน รมว.คลังตามลำดับชั้น ดังนั้นองค์คณะจึงมีมติ 6 ต่อ 3 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมีอำนาจกำกับควบคุมดูแลกองทุนฯ ข้อต่อสู่ของจำเลยทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อว่าการทำสัญญาซื้อขายของจำเลยที่ 1 เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ม.100 อนุ 1 หรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวบัญญัติเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วน รวมเป็นที่รู้กันอย่างชัดแจงรวมทั้งจำเลยที่ 1 และเหตุที่ต้องมีการตั้งกองทุนฯเกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจ หากปล่อยให้สถาบันการเงินล้มจะทำให้ประชาชนเดือดร้อน เศรษฐกิจประเทศชาติเสียหาย จึงจำเป็นต้องนำเงินส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือ อาทิ นำเงินไปซื้อที่ดินหรือทรัพย์สินซึ่งมีมูลค่าสูงเกินกว่าความเป็นจริงเพื่อ ให้สถาบันการเงินได้กำไร นำเงินไปชำระหนี้ ให้ดำรงอยู่ได้ ซึ่งที่ดินพิพาทคดีนี้กองทุนฯ ซื้อมาจากบ.เงินทุนหลักทรัพย์เอราวัณ ทรัสต์ จำนวน 13 โฉนด เนื้อที่ 35 ไร่เศษ มูลค่า 2,140 ล้านบาทเศษ และอีกหนึ่งแปลงซึ่งอยู่บริเวณศูนย์วัฒนธรรม มูลค่า 2,749 ล้านบาทเศษ เนื่องจากเกิดวิกฤตสถาบันการเงินปี 38 ต่อมาปี 44 กองทุนฯ ได้มีการปรับปรุงบัญชีเพื่อปรับมูลค่าหนี้ให้ลดน้อยลง เพื่อให้เกิดสภาพคล่องโดยปรับลดราคาที่ดินเหลือ 700 กว่าล้านบาท แต่การที่กองทุนมีทรัพย์สินจำนวนมาก หากขายได้ราคาสูงมากเท่าใด กองทุนก็ย่อมขาดทุนน้อยลง รัฐเสียหายน้อยลง โดยต่อมากองทุนฯ นำที่ดินออกประมูลทางอินเตอร์เน็ตตั้งราคาขั้นต่ำ 870 ล้านบาท กำหนดวางมัดจำ 10 ล้าน มีผู้เสนอตัวแต่ถึงเวลาไม่มีการเสนอราคาจึงเลิกประมูลเปิดประมูลใหม่โดยไม่ กำหนดราคาขั้นต่ำ และเพิ่มการวางมัดจำเป็น 100 ล้านบาท อันเป็นการกีดกันทำให้มีผู้เข้าประมูลน้อยลง จำเลยที่ 2 เข้าร่วมประมูลด้วย แม้ว่าจะมีอีก 2 บริษัท คือ บ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ และบ.โนเบิล ดีเวลลอปเมนต์ ร่วมเสนอแต่รู้ว่าต้องแข่งขันกับภริยานายกรัฐมนตรี จึงไม่กล้าสู้ราคา ซึ่งแม้กองทุนฯ จะเห็นว่าราคาที่จำเลยที่ 2 เสนอ 772 ล้านบาท เป็นราคาสูงสุด แต่ก็ยังต่ำกว่าราคาขั้นต่ำในการประมูลครั้งแรกซึ่งอาจจะขายได้ราคาที่สูง และเหมาะสมกว่า อีกทั้งขณะนั้นจำเลยที่ 1 เป็นนายกรัฐมนตรีมีอำนาจบารมีเหนือรัฐมนตรีและมีอำนาจทางการเมืองสูงอีกทั้ง ฐานะการเงินมั่งคั่ง ตามหลักธรรมาภิบาลนายกรัฐมนตรี ภริยา หรือบุตรไม่สมควรเข้าไปประมูลซื้อเพราะการซื้อได้ราคาต่ำก็เป็นผลทำให้กอง ทุนฯ มีรายได้น้อยลง ขณะที่จำเลยที่ 2 มีผู้รู้จักจำนวนมาก ประกอบกับข้าราชการมีค่านิยมจำนนต่อผู้มีบารมีสูง นอกจากนั้น ยังอาจให้คุณให้โทษทางราชการได้
เมื่อปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ได้ให้บัตรประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีลงนามยินยอมให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินย่อมถือได้ว่าเป็นการเข้าทำสัญญาด้วยตัวเอง ตาม พ.ร.บ.ปปช.2542 ม.100(1) วรรคสาม ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าการลงชื่อยินยอมเป็นเพียงทำตามระเบียบราชการ แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีหลักฐานมาแสดงให้เห็นได้ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นต่อการซื้อขาย องค์คณะจึงมีมติ 5 ต่อ 4 เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ปปช.ม.100 (1) วรรคสาม และต้องรับโทษตาม ม.122 ขอต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ส่วนจำเลยที่ 2 องค์คณะมีมติ 7 ต่อ 2 เห็นว่า ไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ปปช.ม.100 (1) วรรคสาม ไม่ต้องรับโทษตาม ม.122 เพราะ พ.ร.บ.ปปช.ม.100 ไม่ได้กำหนดบทลงโทษสำหรับคู่สมรสที่กระทำความผิด มีแต่บทลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงต้องมีการตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัดตามหลักกฎหมายอาญาเมื่อมีกฎหมายให้ ลงโทษศาลจึงไม่อาจลงโทษได้
สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.152, 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐและผู้สนับสนุนเข้ามีส่วนได้เสียกับหน่วยงานของรัฐ เพื่อประโยชน์ตน องค์คณะ 8 ต่อ 1 เห็นว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่มีความผิด เพราะการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำในฐานะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐที่ดูแลกองทุนฯ แต่จำเลยได้ดำเนินการในฐานะคู่สมรสของจำเลยที่ 2 ให้ความยินยอมทำสัญญาซื้อขายที่ดินอันผิดต่อ พ.ร.บ.ปปช. จึงไม่ผิดต่อประมวลกฎหมายอาญาม. 152 ม.157
เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิด จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน
ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินและเงินซื้อที่ดินจำนวน 772 ล้านบาท องค์คณะมีมติ 7 ต่อ 2 เห็นว่า ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง จึงมิใช่ทรัพย์อันพึงริบตามประมวลฎหมายอาญา ม.33(1) (2) ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายให้บริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการและ ประชาชน แต่จำเลยที่ 1 กลับฝ่าฝืนกฎหมายทั้งที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล ต้องกระทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ประพฤติตนในสิ่งที่ดีงามตาม จริยธรรมของนักการเมืองให้เหมาะสมกับที่ได้รับความไว้วางใจในตำแหน่งหน้าที่ อันสำคัญยิ่งจึงไม่สมควรรอการลงโทษ
พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ปปช.ม.100 (1) วรรคสาม และ ม.122 วรรคหนึ่งให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ส่วนความผิดฐานอื่นและคำขออื่นให้ยกฟ้อง เนื่องจากจำเลยที่ 1 หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาจึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยที่ 1 เพื่อมาปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไป ส่วนจำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้องจึงให้เพิกถอนหมายจับเฉพาะคดีนี้
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง