คณะทูตานุทูต 44 ประเทศ ทึ่งความวิจิตรตระการตาของพระเมรุ
November 7, 2008
วันนี้ (7 พ.ย.) เมื่อเวลา 17.15 น.ณ มลฑลพิธีท้องสนามหลวง กระทรวงวัฒนธรรม นำคณะ ทูตานุทูต และผู้ติดตามประเทศต่างๆ 44 ประเทศ อาทิ แคนาดา สาธารณรัฐเช็ก ฟิลิปปินส์ อิตาลี ญี่ปุ่น คิวบา กรีก อินเดีย บังกลาเทศ ฯลฯ รวมถึงคณะผู้สื่อข่าวต่างประเทศกว่า 70 คน เข้าชมพระเมรุ และอาคารประกอบ ราชรถ ราชยาน และพระยานมาศ เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดสร้างพระเมรุ ตามโบราณราชประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาจนถึงการจัดงานพระราชพิธีพระราชทาน เพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

นายโยอันนีส ปาปาดูปูลอส เอกอัครราชทูตประเทศกรีก กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แต่เมื่อทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ก็รู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง ไม่ใช่ว่าเฉพาะเพียงประชาชนชาวไทยเท่านั้น แต่คนต่างชาติก็มีความรู้สึกไม่แตกต่างกัน สำหรับการเข้ามาชมพระเมรุในครั้งนี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่สำคัญ เพราะในประเทศกรีกไม่มีวัฒนธรรมเช่นนี้ และการได้รับฟังการบรรยายจากเจ้าหน้าที่ทำให้มีความเข้าใจถึงวัฒนธรรม ประเพณีไทยมากยิ่งขึ้น
นางสาววิชยา ละตา เรดดี เอกอัครราชทูตประเทศอินเดีย กล่าวเช่นกันว่า รู้สึกประทับใจในความสวยงามของศิลปะไทยอย่างมาก ซึ่งวัฒนธรรมไทยและอินเดีย มีความคล้ายคลึงกัน ทำให้ตนสนใจเป็นพิเศษ สำหรับสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ นั้น ตนไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ แต่ได้ยิน และรับรู้ถึงพระกรณียกิจที่มีคุณูปการต่อพสกนิกรของพระองค์เป็นอย่างมาก อีกทั้งการได้เข้าชมในครั้งนี้รู้สึกทึ่งในวัฒนธรรมของไทยที่สามารถสืบทอด กันมาตั้งแต่โบราณและดำรงไว้จนถึงวันนี้ได้อย่างดี

ด้าน นายหลุยส์ อาร์ดูโร ปวยน์เด ออร์เดกา เอกอัครราชทูตประเทศเม็กซิโก พร้อมด้วย นางแพทริเซีย ออร์เดกา ภริยา กล่าวว่า รู้สึกประทับใจกับความจงรักภักดีของประชาชนชาวไทยที่มีต่อ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และกล่าวชมการเตรียมงานที่เพียบพร้อมทำให้ ตนได้รับทราบรายละเอียดของงานก่อนได้มาชมจริง
“ขณะ นี้ทางสถานทูตได้ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับงานนี้ และเชื่อว่า น่าจะทำให้นักท่องเที่ยวชาวเม็กซิโกเข้ามาเที่ยวและเยี่ยมชมศิลปวัฒนธรรมไทย มากยิ่งขึ้น” เอกอัครราชทูตเม็กซิโก กล่าว
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง เจ้าบ่าวเผาโรงแรม หนีวิวาห์ เหตุไม่อยากแต่งงาน
October 30, 2008
เมื่อ 27 ต.ค. หนังสือพิมพ์โยมิอุริรายงานว่า ตำรวจญี่ปุ่นจับกุมตัวนายทัตสุฮิโกะ คาวาตะ อายุ 39 ปี ฐานก่อเหตุวางเพลิงเผาโรงแรมสถานที่จัดงานวิวาห์ของตัวเอง เพียงเพราะไม่อยากแต่งงาน
จากการสอบสวนพบว่า นายคาวาตะมีภรรยาอยู่แล้ว แต่ปิดเป็นความลับขณะคบหาชอบพอกับหญิงสาวอีกคน ต่อมาความสัมพันธ์พัฒนาไปไกลถึงขั้นทำพิธีหมั้นหมายและตัดสินใจจัดพิธีมงคล สมรสที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดยามานาชิ ทางฝั่งตะวันตกของกรุงโตเกียว พร้อมส่งบัตรเชิญแขกเหรื่อมาร่วมงาน 80 คนในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

อย่าง ไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาต้องเข้าพิธี นายคาวาตะเกิดกลัวความลับจะแตกและเปลี่ยนใจไม่อยากแต่งงานขึ้นมากะทันหัน จึงคิดสั้นตัดสินใจไม่เข้าไปในงานและลงมือเผาโรงแรมเพราะคิดว่าจะใช้เป็นข้อ อ้างแต่งงานไม่ได้ เพราะสถานที่โดนไฟไหม้ แต่หลังเกิดเหตุ ตำรวจเรียกตัวนายคาวาตะไปสอบปากคำและพบว่ามีพิรุธจึงเค้นจนยอมรับสารภาพ
ที่มา ข่าวสด
ลิงค์ที่เกี่ยวข้องสจ๊วตการบินไทยลักลอบขน กัญชา เข้าญี่ปุ่น
October 24, 2008
สจ๊วตการบินไทย ถูกรวบฐานลักลอบขนกัญชาเข้าประเทศญี่ปุ่น
(24ต.ค.) มีรายงานว่า จากสำนักข่าวเกียวโด เปิดเผยว่า แหล่งข่าวฝ่ายสืบสวนญี่ปุ่นแถลงว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาย วัย 40 ปี ของการบินไทยถูกจับกุมตัวและตั้งข้อหาลักลอบขนกัญชามูลค่า 2.5 ล้านเยนเข้าประเทศญี่ปุ่น โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยตำรวจและเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้จับกุมนายเคริดตาส มานุส พนักงานต้อนรับชายของการบินไทย ที่สนามบินนาริตะ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจพบกระเป๋า 5 ใบที่บรรจุกัญชา 620 กรัมในกระเป๋ากางเกง 4 ข้างของเครื่องแบบพนักงาน
ด้านสำนักงานการบินไทย กรุงโตเกียว เปิดเผยว่า พนักงานรายนี้ถูกไล่ออกแล้วหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าเสียใจอย่างมาก เราจะเพิ่มความพยายามป้องกันเหตุการณ์แบบนี้ต่อไป
นายเคริดตาส มานุส กล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เขาได้รับการติดต่อให้นำกัญชามอบให้สมาชิกแก๊งแห่งหนึ่ง โดยเขามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสมาชิกคนดังกล่าวและครอบครัวของเขา
ที่มา คมชัดลึก
ลิงค์ที่เกี่ยวข้องสลด 8 โรงพยาบาลในญี่ปุ่น บอกปัดคนไข้หญิงตั้งครรภ์ จนคนไข้เสียชีวิต
October 23, 2008
เอ เอฟพีรายงานวันที่ 22 ต.ค. ว่า หญิงตั้งครรภ์ชาวญี่ปุ่นวัย 36 ปี ประสบชะตากรรมสลดและเสียชีวิตในที่สุด หลังจากโรงพยาบาลแห่งต่างๆ ในกรุงโตเกียวบอกปัดเข้าเป็นคนไข้คลอดบุตร จนต้องย้ายโรงพยาบาลถึง 8 แห่ง เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวญี่ปุ่นพากันโกรธแค้นในระบบการแพทย์ของประเทศ
เหตุการณ์ เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือน รถพยาบาลรีบตระเวนพาหญิงสาวไปส่งโรงพยาบาล แต่ต้องย้ายจากโรงพยาบาลหนึ่งไปอีกแห่งติดต่อเป็นทอดๆ ถึง 8 แห่ง เมื่อเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแต่ละแห่งบอกว่าไม่มีสูตินรีแพทย์ หรือนรีแพทย์อยู่เวรตอนดึก กระทั่งโรงพยาบาลโบกุโตะ ฝั่งตะวันออกของกรุงโตเกียวยอมรับหญิงสาวเป็นคนไข้และทำคลอดให้ จากนั้นจึงผ่าตัดสมองให้ แต่หญิงสาวเสียชีวิตในเวลาต่อมา ด้วยอาการเลือดตกในสมอง
โฆษกโรงพยาบาลโบกุโตะแจ้งว่า ตรวจสอบอยู่ว่า สาเหตุการตายมาจากการที่หญิงสาวได้รับความช่วยเหลือล่าช้าหรือไม่ และโรงพยาบาลที่บอกปัดรู้หรือไม่ว่า หญิงสาวมีอาการเลือดตกในสมองขณะที่เดินทางมา
นายทาเคโอะ คาวามูระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง และตนคิดว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ เราจะสืบสวนหาสาเหตุของเรื่องนี้และดำเนินการด้วยมาตรการที่จำเป็น
รายงาน ระบุว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีสวัสดิการสุขภาพดีเลิศ แต่เริ่มประสบปัญหาขาดแคลนแพทย์ เพราะคนรุ่นใหม่เป็นหมอน้อยลง เมื่อปีที่แล้ว เกิดกรณีที่รถพยาบาลในเมืองโอซากา ต้องโทร.ติดต่อหาโรงพยาบาลหลายแห่งให้รับคนไข้สูงถึง 3,800 กรณี โดยหญิงวัย 89 ปีเสียชีวิตเพราะหัวใจวาย โดยต้องรอหาหมอมาช่วยถึง 2 ชั่วโมง
ที่มา ข่าวสด