ลูกเกด เมทินีเปิดปากตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน
November 20, 2008
หลังจากที่แต่งงานได้ปีกว่าที่สุด “ลูกเกด” เมทินี ก็มีทายาทให้แก่สามี เศรษฐี เอ็ดเวิร์ด ชาร์พเพิร์ล เรียบร้อยแล้ว โดยเธอเผยกลางงานเปิดหนังรอบ สื่อมวลชน เรื่อง “หัวหลุดแฟมิลี่” ว่าขณะนี้ ตั้งครรภ์ได้ 4 เดือนแล้ว ครบ กำหนดคลอดเดือนพฤษภาคมปีหน้า
![]()
“ก็รู้สึกดีใจ เพราะว่าเกดก็รอมานานเหมือนกัน ตอนนี้ก็จะ 4 เดือน แล้ว ไม่มีอาการแพ้เลย รู้สึกดีมาก คุณเอ็ดเวิร์ด ก็ไม่ได้แพ้ท้องแทนเกด ด้วย ช่วงนี้ก็บำรุง และจะงดงาน ไม่ค่อยออกงานเท่าไหร่ มีออกกำลังกาย บ้าง ตอนนี้น้ำหนักเริ่มขึ้นแล้ว ประมาณ 2-3 กิโลกรัม แต่จะลูกสาวหรือลูก ชาย ขอยังไม่บอกดีกว่า ตอนนี้เกดอยากจะบอกแค่ว่า ดีใจ มีความสุข และขอบคุณ ที่ทุกคนเป็นกำลังใจให้ ก็คงจะเข้าใจ ว่าทำไมตอนนั้นที่ถามแล้วมีข่าวว่า เอ๊ะ ลูกเกดท้องหรือไม่ท้อง แล้วก็ไม่ได้ให้คำตอบ หรือไม่ได้ยอมรับหรือ ปฏิเสธ ก็เป็นเพราะช่วงนั้นเป็นช่วงก่อน 3 เดือน ฝรั่งเขาจะยังไม่ให้บอก กัน เลยยังต้องอุบไว้ก่อน แต่ตอนนี้พ้นช่วงนั้นแล้ว ก็เลยมาแฮปปี้กับทุกคน ด้วย ที่บ้านทุกคนดีใจหมด ทุกคนมีความสุขหมด คุณแม่ น้องชาย แฮปปี้ บ้านเรา มีแต่ความสุข” ลูกเกดแจกแจง
ถามอาการของคนท้องว่ามีอะไรที่อยากกินเป็นพิเศษบ้างหรือไม่ นางแบบ มืออาชีพ บอกว่า ไม่ได้มีอะไรที่ชอบเป็นพิเศษ แต่บางครั้งก็อยากจะกินของ เปรี้ยวๆเผ็ดๆ
“ช่วงแรกๆ ก็มีมึนๆ มีคลื่นไส้เล็กน้อย ส่วนคุณหมอไม่ได้สั่งห้าม อะไร พ้นช่วงที่ต้องระวังแล้ว ก็ทำอะไรได้มากขึ้น เรื่องพักงานก็ยังบอกไม่ ได้ ยังไม่ทราบเหมือนกัน ตอนนี้ก็รับงานนิดๆ หน่อยๆ ไม่มาก (สามีห่วงขนาด ไหน) คุณเอ็ดเวิร์ดก็ห่วงเหมือนกัน แต่ชีวิตก็ไม่ได้ต่างจากเมื่อก่อนเท่า ไหร่ แต่อาจจะมีกิจกรรมน้อยลง เกดก็ยังเป็นคนที่ทำโน่นทำนี่ ทำอะไรทะมัด ทะแมงอยู่เหมือนเดิม” นางแบบคนดังกล่าวสรุป
ที่มา คมชัดลึก
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง Advertisingสลด 8 โรงพยาบาลในญี่ปุ่น บอกปัดคนไข้หญิงตั้งครรภ์ จนคนไข้เสียชีวิต
October 23, 2008
เอ เอฟพีรายงานวันที่ 22 ต.ค. ว่า หญิงตั้งครรภ์ชาวญี่ปุ่นวัย 36 ปี ประสบชะตากรรมสลดและเสียชีวิตในที่สุด หลังจากโรงพยาบาลแห่งต่างๆ ในกรุงโตเกียวบอกปัดเข้าเป็นคนไข้คลอดบุตร จนต้องย้ายโรงพยาบาลถึง 8 แห่ง เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวญี่ปุ่นพากันโกรธแค้นในระบบการแพทย์ของประเทศ
เหตุการณ์ เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือน รถพยาบาลรีบตระเวนพาหญิงสาวไปส่งโรงพยาบาล แต่ต้องย้ายจากโรงพยาบาลหนึ่งไปอีกแห่งติดต่อเป็นทอดๆ ถึง 8 แห่ง เมื่อเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแต่ละแห่งบอกว่าไม่มีสูตินรีแพทย์ หรือนรีแพทย์อยู่เวรตอนดึก กระทั่งโรงพยาบาลโบกุโตะ ฝั่งตะวันออกของกรุงโตเกียวยอมรับหญิงสาวเป็นคนไข้และทำคลอดให้ จากนั้นจึงผ่าตัดสมองให้ แต่หญิงสาวเสียชีวิตในเวลาต่อมา ด้วยอาการเลือดตกในสมอง
โฆษกโรงพยาบาลโบกุโตะแจ้งว่า ตรวจสอบอยู่ว่า สาเหตุการตายมาจากการที่หญิงสาวได้รับความช่วยเหลือล่าช้าหรือไม่ และโรงพยาบาลที่บอกปัดรู้หรือไม่ว่า หญิงสาวมีอาการเลือดตกในสมองขณะที่เดินทางมา
นายทาเคโอะ คาวามูระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง และตนคิดว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ เราจะสืบสวนหาสาเหตุของเรื่องนี้และดำเนินการด้วยมาตรการที่จำเป็น
รายงาน ระบุว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีสวัสดิการสุขภาพดีเลิศ แต่เริ่มประสบปัญหาขาดแคลนแพทย์ เพราะคนรุ่นใหม่เป็นหมอน้อยลง เมื่อปีที่แล้ว เกิดกรณีที่รถพยาบาลในเมืองโอซากา ต้องโทร.ติดต่อหาโรงพยาบาลหลายแห่งให้รับคนไข้สูงถึง 3,800 กรณี โดยหญิงวัย 89 ปีเสียชีวิตเพราะหัวใจวาย โดยต้องรอหาหมอมาช่วยถึง 2 ชั่วโมง
ที่มา ข่าวสด
ภรรยาอาจารย์ธรรมศาตร์เศร้ารับศพ เผยเพิ่งแต่งงานท้อง 3 เดือน
October 22, 2008
วันนี้ (22 ต.ค.) เมื่อเวลา 14.00 น.ที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ จากกรณี ดร.รพีพงศ์ สุวรรณวรางกูร อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมและเทคโนโลยีเคมีชีวภาพ (BCET) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เสียชีวิตจากการถูกปั๊มเติมลมรถยนต์ล้ม อันเนื่องมาจากกระแสลมกรรโชกอย่างแรงภายหลังฝนตกทำให้กระแสไฟฟ้ารั่วออกมา ช็อตจนเสียชีวิต แล้วส่งศพมาพิสูจน์สาเหตุการตายที่สถาบันนิติเวช ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าล่าสุด ได้มี ดร.ธาริณี นามพิชญ์ อาจารย์คณะอุตสาหกรรมเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อายุ 31 ปี ภรรยาผู้ตาย พร้อมนายแพทย์ประสิทธิ์ หาญพินิจศักดิ์ แพทย์โรงพยาบาลขอนแก่นและญาติ เดินทางมารับศพ ดร.รพีพงศ์ ท่ามกลางบรรยากาศโศกเศร้า โดย พ.ต.อ.สมบูรณ์ ตันตระกูล แพทย์ผู้ทำการพิสูจน์ศพ ระบุว่าเสียชีวิตจากระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลว โดยต้องรอผลจากห้องปฏิบัติการณ์เพิ่มเติมอีก 15 วัน ก่อน ดร.ธาริณี กล่าวทั้งน้ำตาว่าตนเพิ่งจะตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน และเพิ่งจะแต่งงานกับ ดร.รพีพงศ์ เมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา ในวันที่เกิดเหตุ สามีของตนได้ไปสัมมนาอบรมที่พัทยา โดยในช่วงเช้าก็ได้โทรศัพท์กลับมาหาตนเองว่ากำลังจะขับรถกลับบ้าน ซึ่งก็ไม่ได้เอะใจอะไร ก็ตั้งใจรอผู้เป็นสามีกลับอยู่ที่บ้าน

ดร.ธาริณี กล่าวต่อว่า ช่วงเวลาประมาณค่ำๆ ก็ปรากฏว่ามีโทรศัพท์เบอร์ของสามี แต่ไม่ใช่เสียงของเขา บอกเพียงว่าให้ไปพบที่ สน.บางซื่อ เนื่องจากสามีถูกไฟฟ้าช็อต จึงรีบขึ้นรถแท็กซี่แล้วโทร.สอบถามรายละเอียดจาก 191 ปรากฏว่ามีเหตุการณ์เช่นนี้จริง แล้วให้ประสานกับมูลนิธิหนึ่ง ซึ่งพอประสานไปทราบว่าขณะนี้สามีอยู่โรงพยาบาลตำรวจ โดยบอกเพิ่มเติมว่าเสียชีวิตแล้ว จึงรีบรุดไปติดต่อที่ สน.บางซื่อ ก่อนไปดูศพสามีต่อที่โรงพยาบาล โดยยอมรับว่าตอนแรกก็ไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นสามี จนกระทั่งได้เห็นศพซึ่งเป็นสามีตนเองจริงๆ ยอมรับว่าทำอะไรไม่ถูกเลย ตอนนี้ก็ร้องไห้จนไม่มีน้ำตาแล้ว
“เงินประกันแลกไม่ได้กับชีวิตสามีหรอก ถือเป็นอนาคตของครอบครัว ต่อไปก็ต้องเป็นเสาหลักที่จะต้องดูแลลูก ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ ลูกในท้อง 3 เดือนก็ต้องมาขาดพ่อไป สามีเห่อลูกคนนี้มากๆ มีการเตรียมซื้อเสื้อผ้าไว้ให้ล่วงหน้า อีกทั้งจะกินอะไรก็ให้กินที่มีประโยชน์เพื่อลูกออกมาจะได้แข็งแรง เขาเป็นคนดี ร่าเริง ดีกับทุกคน คงเป็นเวรเป็นกรรมที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นกับครอบครัว” ดร.ธารีณีกล่าว
ดร.ธาริณี กล่าวต่ออีกว่า เบื้องต้นนี้จะนำศพสามีไปตั้งสวดพระอภิธรรมบำเพ็ญกุศลที่ศาลา 7 วัดเสมียนนารี โดยจะสวดบำเพ็ญกุศล 5 วัน ก่อนทำการฌาปนกิจในวันเสาร์ หลังจากเสร็จพิธีงานศพก็จะปรึกษาภายในครอบครัวในเรื่องการฟ้องร้องดำเนินคดี เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายต่อไป
ด้าน นพ.ประสิทธิ์ ญาติฝ่ายภรรยา กล่าวว่า พอทราบเรื่องก็รีบเดินทางมา โดยในวันเกิดเหตุมีคนเห็นเหตุการณ์ตอน ดร.รพีพงศ์ ถูกไฟฟ้าช็อต โดยสังเกตเห็นว่าได้พยายามกระโดดขึ้นรถ แต่ก็ไม่ทันปรากฏว่าเสียชีวิต ส่วนตัวนั้นยังไม่ได้ปรึกษาเรื่องการดำเนินคดีแต่อย่างใด เพียงแต่ปรึกษาว่าจะบำเพ็ญกุศลอย่างไร โดยได้ขอเข้าไปดูการพิสูจน์ศพ ดร.รพีพงศ์ ด้วย เนื่องจากตนเองก็เป็นแพทย์ และเคยพิสูจน์ศพมาก่อน โดยสภาพศพที่พบเห็นนั้นสภาพร่างกายปกติดี ไม่มีรอยช้ำจากการถูกทำร้าย
ลิงค์ที่เกี่ยวข้องพ่อเลี้ยงบังคับข่มขืนลูกสาวนานนับปี จนตั้งท้องได้ 5 เดือน
July 23, 2008
แม่สุดทนจูงลูกสาวนักเรียนชั้น ม.2 โร่ขึ้นโรงพักแจ้งจับพ่อเลี้ยงบังคับข่มขืนลูกสาวนานนับปี จนตั้งท้องได้ 5 เดือน ซวยซ้ำยังถูกหลานชายพ่อเลี้ยงและเพื่อนรวม 3 คนเรียงคิวในห้องน้ำวัดช่วงวันสงกรานต์ จนตั้งท้องได้ 5 เดือน
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 23 กรกฎาคม นางนุ้ย (นามสมมติ) อายุ 40 ปี ชาวบ้าน อ.ไชโย จ.อ่างทอง พาลูกสาวคือ ด.ญ.น้ำฝน (นามสมมติ) อายุ 14 ปี เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.อ.ปิยะศักดิ์ ดาวฤกษ์ ผกก.สภ.ไชโย จ.อ่างทอง ให้ดำเนินคดีกับ นายสุชาติ อายุ 39 ปี สามีนางนุ้ย และเป็นพ่อเลี้ยงของ ด.ญ.น้ำฝน ในข้อหาบังคับข่มขืนจนตั้งท้องได้ 5 เดือน นอกจากนั้นยังแจ้งความจับผู้ต้องหาคดีเดียวอีก 3 คน คือ 1.นายสุรเดช อายุ 18 ปี 2.นายวัฒนา ทั้งคู่เป็นหลานชายของนายสุชาติ 3.นายอีป อายุ 18 ปี เป็นเพื่อนของนายสุรเดชและนายวัฒนา
นางนุ้ย ให้การว่า เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม เพื่อนบ้านมาบอกว่า ด.ญ.น้ำฝน มีอาการผิดปกติสงสัยจะตั้งครรภ์ จึงเรียกลูกมาสอบถาม ลูกสาวจึงสารภาพว่ากำลังตั้งครรภ์ได้ 5 เดือนแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาลูกสาวก็พยายามจะเก็บเงินเพื่อจะหลบหนีไปอยู่ที่อื่นเพราะทนรับสภาพต่อไปไม่ไหว อีกทั้งยังสงสารตนด้วย ทั้งนี้ลูกสาวเล่าให้ฟังว่าถูกพ่อเลี้ยงข่มขืนตั้งแต่ยังเรียนหนังสืออยู่ชั้น ม.1 โดยอาศัยช่วงเวลาเลิกเรียนที่ตนปล่อยให้ลูกสาวอยู่บ้านตามลำพังกับพ่อเลี้ยงเพราะต้องไปทำงาน นายสุชาติยังบังคับ ด.ญ.น้ำฝน ไม่ให้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้คนอื่นฟัง หากไม่ทำตามก็จะทำร้ายร่างกาย ตนไม่เคยคิดว่านายสุชาติจะทำลูกสาวได้ลงคอ เพราะนายสุชาติเลี้ยงดูลูกสาวของตนมาตั้งแต่อายุเพียง 3 ขวบ
“หลังเกิดเหตุแล้วลูกสาวกลัวคำข่มขู่ของนายสุชาติจึงไม่ยอมปริปากเล่าให้ใครฟัง ทำให้นายสุชาติได้ใจบังคับข่มขืนเรื่อยมาจนตั้งท้อง 5 เดือน ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือลูกสาวยังถูกหลานชายของนายสุชาติ 2 คน และเพื่อนหลานอีก 1 คน คือ นายสุรเดช นายวัฒนา และนายอีป ร่วมกันบังคับข่มขืนลูกสาวเมื่อวันสงกรานต์ที่ผ่านมา” นางนุ้ยกล่าว
นางนุ้ย กล่าวอีกว่า ตนสอบถามนายสุชาติถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ปรากฏว่านายสุชาติปฏิเสธและทำร้ายร่างกายตนจนได้รับบาดเจ็บ จึงตัดสินใจนำเรื่องเข้าแจ้งความต่อตำรวจให้จับกุมตัวทั้งหมดมาดำเนินคดี
ด้าน ด.ญ.น้ำฝน เปิดเผยว่า นายสุชาติพ่อเลี้ยงจะอาศัยโอกาสที่แม่ยังไม่กลับบ้านเข้าหาและบังคับข่มขืนเป็นประจำหลังจากเลิกเรียน และบังคับไม่ให้บอกเรื่องนี้กับใครไม่เช่นนั้นจะโดนทำร้าย โดยเหตุเกิดเมื่อประมาณ 1 ปี ที่ผ่านมา ตอนนั้นเรียนอยู่ ม. 1 จนทุกวันนี้พ่อก็ยังบังคับข่มขืนอยู่ แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นเมื่อวันสงกรานต์ที่ผ่านมา ได้ไปเที่ยวสงกรานต์กับเพื่อนๆ และหลานของพ่อ คือ นายสุรเดช นายวัฒนา และนายอีป ระหว่างที่ตนเข้าไปล้างหน้าในห้องน้ำที่วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี เพราะแป้งเข้าตา นายอีปได้เดินตามเข้าไปในห้องน้ำโดยที่ตนไม่ทันได้สังเกต และใช้กำลังข่มขืนตนและข่มขู่ห้ามนำเรื่องไปบอกใคร
จากนั้นได้เดินทางกลับบ้านระหว่างที่กำลังจะไปรดน้ำญาติอยู่นั้น นายสุรเดชซึ่งบ้านอยู่ติดกันได้เรียกตนไปและบังคับข่มขืน โดยบอกว่าหากไม่ยอมจะเอาเรื่องที่ถูกนายอีปข่มขืนไปเล่าให้แม่และคนอื่นฟัง จึงจำเป็นต้องยอม หลังจากกลับจากรดน้ำญาติแล้ว นายวัฒนาก็มาดักรอและบังคับข่มขืนตนที่บ้านร้างอีก
พ.ต.อ.ปิยะศักดิ์ กล่าวว่า จากการสอบสวนนางนุ้ย ยังระบุด้วยว่านอกจาก ด.ญ.น้ำฝน จะถูกข่มขืนแล้ว พี่สาวของ ด.ญ.น้ำฝน ก็เคยถูกนายสุรเดชบุกขึ้นบ้านข่มขืนมาแล้ว แต่นางนุ้ยกลัวจึงไม่กล้าแจ้งความ คาดว่าคนร้ายอาจจะได้ใจจึงลงมือทำกับน้องสาวอีก
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง