เกิดเหตุระเบิดสนั่น ทำเนียบรัฐบาล หลังห้องทำงาน อภิสิทธิ์
January 8, 2009
วันนี้( 8 ม.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า เมื่อเวลา 13.57 น. ได้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวคล้ายระเบิดเกิดขึ้นที่ด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งตรงกับห้องทำงานของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ภายในทำเนียบฯ ทำให้ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายใน รวมถึงสื่อมวลชนที่ทำข่าวอยู่ในทำเนียบฯ ต่างตื่นตระหนก และวิ่งเข้าไปดูยังจุดเกิดเสียง
เบื้องต้น จากการตรวจสอบ พบว่าจุดเกิดเหตุเป็นท่อระบายน้ำด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า เยื้องกับตึกสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.) โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบฯที่ประสบเหตุ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ ได้เข้าตรวจเช็คฝาท่อระบายน้ำต่างๆ ภายในทำเนียบฯ เห็นฝาท่อจุดดังกล่าวตกลงไปจึงดึงฝาท่อขึ้น เพื่อที่จะทำความเรียบร้อยปรากฏว่า มีเสียงดังสนั่นเกิดขึ้น แต่ไม่มีสะเก็ดระเบิด มีเพียงเสียงเท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในทำเนียบฯ กำลังตรวจเช็ครายระเอียดอีกครั้งว่าเป็นระเบิดชนิดใด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดเหตุระเบิดเป็นที่น่าสังเกตุว่า ไม่ได้มีการกั้นให้เป็นเขตเป็นพื้นที่อันตราย กลับเปิดฝาท่อให้สื่อมวลชนดูถึงที่เกิดเหตุ และไม่มีการประสานเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐานมาตรวจตสอบ พร้อมกับมีการแอบอ้างว่าเป็นระเบิดที่ตกค้างจากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย เมื่อครั้งที่มาบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ทั้งที่ก่อนหน้านี้สำนักงานตำรวจแห่งชาตินำโดยพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร.ได้ระดมกำลังพลมาตรวจค้นเพื่อค้นหาวัตถุระเบิดและกวาดล้างท่อระบาย น้ำอย่างละเอียดยิบแล้ว
ที่มา คมชัดลึก
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง สาทิตย์ ระบุ รายการนายกพบประชาชนเริ่ม 18 มค.นี้
January 8, 2009
(8ม.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงรูปแบบรายการนายกรัฐมนตรี พบประชาชน ว่า จะเป็นการพบปะระหว่างนายกรัฐมนตรีกับประชาชน ซึ่งตนหารือทีมงานมาเป็นระยะๆ เบื้องต้นจะจัดช่วงเช้าวันอาทิตย์ เวลา 09.00 น. แต่รูปแบบรายการไม่มีการกำหนดตายตัวว่าจะเป็นการนายกฯคุยคนเดียวหรือคุยหลาย คน จะมีพิธีกรหรือไม่ แต่ถือที่เนื้อหาเป็นหลักว่าบางสัปดาห์จะเป็นการรายงานการทำงานของนายกฯต่อ ประชาชนก็อาจจะพูดคนเดียว บางสัปดาห์จะเป็นการไปพบประชาชนที่เป็นกลุ่มปัญหานอกสถานที่ ก็จะไปจัดนอกสถานที่ และจะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีโอกาสตั้งคำถาม หรือพูดคุยสองทางด้วย
ส่วนสาระนั้นเน้นเรื่องการทำงานรัฐบาล และประชาชนได้รับอะไรเป็นหลัก และรัฐบาลจะทำอะไรบ้าง จะไม่ใช้เป็นที่ตอบโต้ทางการเมือง หรือพูดการเมือง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีฝ่ายตรงข้าม ซึ่งคาดว่ารายการแรกน่าเริ่มได้ในวันอาทิตย์ที่ 18 ม.ค. ซึ่งเดิมอยากจะเริ่มอาทิตย์ที่ 11 ม.ค.นี้ แต่บังเอิญเป็นวันเลือกตั้งซ่อมจึงไม่อยากให้มีปัญหา ส่วนชื่อรายการ จะมีการประกาศกันอีกครั้งหนึ่ง ส่วนรูปแบบรายการวันแรกจะได้ชี้แจงให้ทราบเมื่อมีรูปแบบรายการที่ชัดเจนก่อน
เมื่อ ถามถึงกรณีที่จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้จัดรายการพบประชาชนทางสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีทีด้วย ว่า นายกรัฐมนตรีมีนโยบายชัด เจนว่าจะต้องเปิดพื้นที่สื่อให้สมดุล เสนอข่าวทุกด้าน จึงให้นโยบายผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้วว่าหากผู้นำฝ่ายค้านในสภาทำหนังสือเพื่อ ขอจัดราย การพบประชาชนขอให้พิจารณาอนุมัติให้ไป ดังนั้นต้องรอดูว่าผู้นำฝ่ายค้านจะมีหนังสือขอมาหรือไม่ ถ้ามีก็ยินดีให้ ไม่มีปัญหา
เมื่อถามว่า ผู้นำฝ่ายค้านจัดได้คนเดียวใช่หรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตามหลักการที่ถูกต้องเป็นเช่นนั้น เพราะเดิมที่ประชาธิปัตย์ขอได้ขอในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน เพราะฝ่ายรัฐบาลคนจัด คือนายกรัฐมนตรี ดังนั้นอีกฝ่ายควรเป็นผู้นำฝ่ายค้านซึ่งเป็นตำแหน่งทางการ และได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง
เมื่อถามว่า จะมีการกำหนดกรอบการพูดหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า คนเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯควรรู้ว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควรที่จะพูดอยู่แล้ว เพราะต้องเป็นความรับผิดชอบของคนที่จะพูด
ลิงค์ที่เกี่ยวข้องเสื้อแดงสลายตัวหลังปาไข่ใส่ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์
January 7, 2009
(7ม.ค.) เวลา 10.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ออกจากห้องทำงานตึกคู่ฟ้า ในขณะนี้ที่กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมกดดันขับไล่รัฐบาลอยู่บริเวณด้านหน้า ทำเนียบรัฐบาล โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่าจะเดินทางไปที่ใด นายนิพนธ์ กล่าวว่า จะไปสักการะศาลพระภูมิเจ้าที่ประจำทำเนียบรัฐบาล
เมื่อถามต่อว่าบริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐ์มีกลุ่มเสื้อแดงมาชุมนุมกด ดันรัฐบาลอยู่ไม่กลัวหรือ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “ เขาไม่รู้ หรอกว่าผมเป็นใคร ” จากนั้นจึงได้เดินไปทำพิธีการสักการะสิ่งศักดิ์
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อกลุ่มเสื้อแดงที่ชุมนุมกดดันรัฐบาลเห็นว่านายนิพนธ์กำลังสักการะศษลพระ ภูมิเจ้าที่อยู่นั้นก็ย้ายการชุมนุมจากบริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐ์ มาบริเวณด้านหน้าสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) โดยมายืนติดกับรั้วทำเนียบรัฐบาล บริเวณที่นายนิพนธ์กำลังสักการะศาลพระภูมิเจ้าที่อยู่ พร้อมกับปีนรั้วตะโกนด่ารัฐบาลด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย และปาไข่ไก่ใส่นายนิพนธ์ แต่ไม่โดนตัวนายนิพนธ์ จากนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงจึงได้สลายตัวแยกย้ายกันเดินทางกลับ
ผู้สื่อข่าวถามว่ารู้สึกอย่างไรกับการที่มีกลุ่มเสื้อแดงมาคอยกด ดันการทำงานของรัฐบาล นายนิพนธ์ กล่าวเพียงสั้นๆว่า “ เดี๋ยวขอทำงานก่อน” จากนั้นจึงรีบเดินเลี่ยงขึ้นห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้กลุ่มเสื้อแดงประกาศว่าจะชุมนุมกดดันรัฐบาลอย่างต่อเนื่องและจะ มีแนวร่วมมาชุมนุมเพิ่มเติม แต่ปรากฎว่าเมื่อปาไข่ใส่นายนิพนธ์แล้ว กลุ่มเสื้อแดงก็ได้สลายตัว แยกย้ายกันเดินทางกลับทันที
ลิงค์ที่เกี่ยวข้องไฟไหม้เรือนนอนตำรวจรักษาการในทำเนียบรัฐบาล
December 27, 2008
(27ธ.ค.) เวลา 08.20 น. วันที่ 27 ธันวาคม พ.ต.ท.อภิชาติ มากสุข พนักงานสอบสวน สน.ดุสิต รับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้ตึกรักษาการตำรวจทำเนียบรัฐบาล จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษดับเพลิง และรถดับเพลิงจากสามเสนและพญาไท 10 คัน
ที่เกิดเหตุเป็นเรือนนอน 2 ชั้น อยู่ด้านหลังฝั่งประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล พบกลุ่มควันสีดำออกมาจากช่องหน้าต่าง ชั้นที่ 2 ของตึกเรือนกองรักษาการณ์ สำหรับเรือนนอนดังกล่าวมีขนาดประมาณ 15 ตารางเมตร ภายในมีเตียงนอน 10 เตียง โดยไฟลุกไหม้จากฝ้าเพดานด้านบน ก่อนที่จะหล่นลงมา ทำให้ตู้เหล็ก เตียงนอน ได้รับความเสียหายจำนวนหลายเตียง หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ใช้เวลาในการดับเพลิงกว่า 10 นาทีเพลิงจึงสงบ อย่างไรก็ตามในระหว่างเกิดเหตุไม่มีใครอยู่ในห้องพักดังกล่าว เนื่องจากเป็นวันหยุด
เบื้องต้นคาดว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร อยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ดุสิต
ที่มา คมชัดลึก
ทำเนียบฯ ปรับฮวงจุ้ยใหม่ ก่อนใช้จัดประชุมอาเซียน ซัมมิต
December 23, 2008
ทำเนียบ ปรับฮวงจุ้ยล้างภาพเก่าเหี้ยน โค่นมะม่วงยุค “จอมพล ป.” เหลือต้นโศกน้ำ ดูต่างหน้า เตรียมขนปาล์มพัด ปลูกแทน ถือเคล็ดปัดสิ่งชั่วร้ายออก พร้อมเนรมิตหน้าตึกไทย ปูพรมแดง รับ ครม.อภิสิทธิ์ ชักภาพหมู่ ก่อนเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ฯ ขณะที่ช่างสิบหมู่ตรวจองค์พระพรหม ยันไม่พบร่องรอยชำรุด หรือ ควักพระเนตร แนะแค่ทำความสะอาดก็เหมือนเก่าแล้ว ด้าน “ลอยเลื่อน” รีบปัดไม่เคยให้ข่าวพระเนตรถูกควัก
“ทำเนียบรัฐบาล” เดิมชื่อ “บ้านนรสิงห์” เจ้าของบ้านเดิม คือ พลเรือเอกเจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) ผู้เคยดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการมหาดเล็ก และผู้บัญชาการกรมมหรสพ ซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในอดีตญี่ปุ่นเคยเจรจาขอซื้อ หรือเช่า เพื่อทำเป็นสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อต้นปี พ.ศ.2484 และด้วยความที่เห็นว่าใหญ่โตเกินฐานะ และเสียค่าบำรุงรักษาสูง เจ้าของบ้าน จึงมีหนังสือขายให้กับรัฐบาล
สุดท้ายรัฐบาลยุคจอมพล แปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เห็นควรให้รัฐบาลไทยซื้อบ้านนรสิงห์ไว้ในราคา 1 ล้านบาท เพื่อเป็นสถานที่รับรองแขกเมือง และวันนี้กลายเป็นศูนย์บัญชาการใหญ่ของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยเรื่อยมา
กระทั่งปลายรัฐบาลของนาย “สมัคร สุนทรเวช” อดีตนายกรัฐมนตรี กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ปักหลักขับไล่รัฐบาล “นอมีนี” “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี นานหลายเดือน และคืนทำเนียบรัฐบาลทันที หลังจากที่รัฐบาล “นอมีนี” ที่นำโดยนาย “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” หลุดพ้นจากอำนาจ เพราะกรรมที่ทำไว้
หลังจากคืนทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 3 ธันวาคม ที่ผ่านมา ทางสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยสำนักสถานที่และรักษาความปลอดภัย ได้เร่งปรับปรุงสถานที่เป็นการเร่งด่วน ระดมเจ้าหน้าที่จาก กทม.หน่วยทหารพัฒนา กองบัญชาการทหารสูงสุด ร่วมกับบริษัท อิน แอนด์ เอ้าท์ และบริษัท สวนนงนุช ที่เข้ามาปรับปรุงภูมิทัศน์ให้กลับสู่สภาพปกติ
เวลาผ่านไป 20 วัน ความคืบหน้าของการปรับปรุงสถานที่และภูมิทัศน์เป็นไปอย่างรวดเร็ว เริ่มเห็นเค้าลางความสง่างามของทำเนียบรัฐบาล กลับมาอีกครั้ง โดยทางเจ้าหน้าที่ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ บอกว่า ไม่เหนื่อยเลย สนุกดี พิสูจน์ศักยภาพความพร้อมของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่ตื่นตัว เพราะต้องการเร่งปรับปรุงให้สถานที่ทำเนียบรัฐบาล กลับมาเหมือนเดิมหรือดีกว่าเดิม ให้ทันการประชุมอาเซียน ซัมมิต ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ตามคำปรารภของผู้นำรัฐบาลใหม่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”
และช่วงเช้าของวันที่ 22 ธ.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล ทางกรุงเทพมหานคร ได้มีการทำความสะอาดบริเวณถนนหน้าตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมทำการจัดพุ่มไม้ นำต้นไม้ ดอกไม้มาวางด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนที่จะมีการปูพรมแดง เพื่อให้คณะรัฐมนตรีได้ทำการบันทึกภาพ ครม.หมู่ ก่อนที่จะเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในเวลา 17.00 น.โดยคณะรัฐมนตรีได้มารวมกันที่ทำเนียบ ในเวลา 15.00 น.ก่อนที่จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกในวันอังคารที่ 23 ธ.ค.นี้
นอกจากนี้ จากการที่ทำเนียบรัฐบาล ได้มีการว่าจ้างบริษัท สวนนงนุช ปรับปรุงภูมิทัศน์ทำเนียบ พบว่า ได้มีขุดรากถอนโค่นต้นไม้ใหญ่ออกจากทำเนียบ เหลือเพียงต้นปาล์มอยู่เพียง 4-5 ต้น รวมถึงต้นไม้เก่าแก่อย่างซุ้มกอไผ่ ซึ่งอยู่ที่ห้องพักผู้สื่อข่าว (รังนกกระจอก)เก่าที่ปลูกมากว่า 40 ปี รวมถึงต้นมะม่วงด้านหน้าตึกสันติไมตรี ที่ปลูกสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้นตะแบก ต้นคูณ ต้นราชพฤกษ์ ถูกโค่นทิ้งด้วย เหลือเพียงต้นโศกน้ำ ดอกสีแดง หน้าตึกบัญชาการ
จากการสอบถาม นายพงศ์ศักดิ์ ศิริวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักสถานที่และรักษาความปลอดภัย ชี้แจงว่า ซุ้มก่อไผ่ที่ให้เอาออก เพราะเห็นว่า โทรมเลยให้เอาออก ซึ่งผู้สื่อข่าวได้ทักท้วงว่า ต้นไม้เก่าๆ เหล่านี้ มีคุณค่าทางจิตใจ แต่สำหรับต้นไม้ที่ตัดไป ส่วนใหญ่นำไปปลูกไว้ที่บ้านพิษณุโลก โดยที่สวนนงนุชจะน้ำต้นไม้มาลงใหม่ ทั้งนี้ บริษัท สวนนงนุช เคยมาปรับภูมิทัศน์ครั้งหนึ่งแล้ว ในสมัยรัฐบาล นายชวน หลีกภัย
“ต้นไม้ที่จะนำมาปลูกจะเน้นต้นไม้ใหญ่ ประเภทปาล์มพัด ยืนสง่า ใบใหญ่ถือเคล็ดให้พัดสิ่งชั่วร้ายออกไป ซึ่งการปรับภูมิทัศน์จะต้องไม่มกระทบกับโบราณสถานด้วย เรื่องนี้กรมศิลป์ได้ดูในภาพรวมแล้ว นอกจากนี้ เรายังดูเรื่องของฮวงจุ้ยการปรับภูมิทัศน์ด้วย เพื่อให้เกิดความสบายใจ ไม่อยากให้ใครมาทักทีหลังว่าอันนั้น อันนี้ไม่ดี ดังนั้น ต้องวางให้ตรงฮวงจุ้ยด้วย”
นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวด้วยว่า เป็นโอกาสดีที่เราได้ปรับภูมิทัศน์ทำเนียบรัฐบาลใหม่ และที่เราต้องเร่งทำให้เสร็จเร็ว เพื่อต้องการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยไปด้วยในช่วงที่เราเป็นเจ้าภาพจัดประชุม อาเซียน ซัมมิต ซึ่งทำเนียบรัฐบาลจะเป็นสถานที่หลักในการจัดการประชุม แต่รับรองที่ทำไปคืบหน้าไว ไม่ใช่ทำแบบผักชีโรยหน้าแน่นอน เราทำแบบถาวร
วันเดียวกันนี้ น.ส.นิรมล เรืองสม ผู้อำนวยการสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ได้ขึ้นตรวจองค์พระพรหมที่อยู่บนตึกไทยคู่ฟ้าอีกครั้ง หลังการตรวจ น.ส.นิรมล เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบความเสียหายองค์พระพรหมทั้งหมดแล้ว เท่าที่ดูแทบจะไม่มีอะไรชำรุดเสียหายเลย อาจจะเป็นไปได้ว่า ที่ผ่านมา อาจจะมีฝุ่นละออง และถ้าทำความสะอาดคงจะเรียบร้อย
ส่วนที่พระเนตรที่ก่อนหน้านี้มีข่าว ว่า ได้มีการควักพระเนตรออกไปนั้น เท่าที่ตรวจสอบก็ไม่พบอะไรผิดปกติ โดยรวมแล้วไม่มีอะไรเสียหาย อาจทำความสะอาดแล้วก็จะสมบูรณ์เหมือนเดิม และที่มีข่าวว่า มีการนำวัตถุมาป้ายที่พระเนตร มาวันนี้ก็ไม่เห็นแล้ว อาจเป็นเพราะตนไม่ได้มาดูแต่ต้น มาวันนี้จึงไม่พบตามที่เป็นข่าว และที่เห็นว่า พระเนตร เป็นรอย อาจเป็นเพราะมีรอยคว้าน ส่วนการทำพิธีบวงสรวงตนไม่ทราบ เป็นเรื่องของสำนักนายกฯ
อย่างไรก็ตาม ทาง นายลอยเลื่อย บุนนาค รองเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี รีบชี้แจงว่า ที่ทางช่างสิบหมู่ตรวจไม่พบอะไร เพราะทางทำเนียบได้ให้เจ้าหน้าที่ไปทำความสะอาดแล้ว 2 ครั้ง และที่พระเนตรเนื่องจากมีคนเอาวัตถุบางอย่างป้ายที่พระเนตรแล้วเอาแผ่นทองคำ เปลวไปปิด ตนไม่เคยบอกว่าถูกควักพระเนตร ซึ่งได้ให้เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดแล้ว
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง