พันธมิตรฯ ยื่นคำขาด สมชายออกทันทีโดยไร้เงื่อนไข
November 25, 2008
แถลงการณ์ ฉบับที่ 26/2551
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
เรื่อง
ยื่นคำขาดให้นายกรัฐมนตรีลาออกโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข
ตามที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ชุมนุมอย่างต่อเนื่องมา ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ
1. คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ยับยั้งมิให้สภาเผด็จการทาสระบอบทักษิณแก้ไข เพื่อฟอกความผิดให้ตัวเองและพวกพ้องทั้งการทุจริตคอร์รัปชั่น และการทุจริตการเลือกตั้ง ยับยั้งมิให้แก้ไขเพื่อทำลายกระบวนการยุติธรรม และยับยั้งมิให้แก้ไขเพื่อล้มล้างสถาบันองคมนตรีซึ่งเป็นการลดพระราชอำนาจ ของพระมหากษัตริย์โดยตรง
สภาเผด็จการทาสระบอบทักษิณนั้นมีที่มาจากการทุจริตและกระทำผิดกฎหมาย เลือกตั้ง เป็นสภาที่อ้างว่าเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยแต่จริงกระทำตนเป็นทาสรับใช้นายทุน นักการเมือง และที่สำคัญเวลานี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกำลังอยู่ระหว่างพิจารณายุบพรรคการ เมืองฝ่ายรัฐบาลจำนวนหลายพรรค สะท้อนให้เห็นว่าสภาเผด็จการทาสระบอบทักษิณนั้นมิได้เข้าสู่อำนาจในการ ปกครองประเทศโดยวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

2. ขับไล่รัฐบาลทรราชฆาตกร ที่ทำตัวเป็นหุ่นเชิดให้กับนักโทษหนีอาญาแผ่นดิน เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องและวงศาคณาญาติ สนับสนุนและอยู่เบื้องหลังการเข่นฆ่าประชาชน ใช้สื่อมวลชนของรัฐโกหกหลอกประชาชน สนับสนุนการทำลายกระบวนการยุติธรรม ใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินอย่างไม่โปร่งใสจนประเทศชาติใกล้จะล่มจม สนับสนุนและอุ้มชูบริวารและพวกพ้องที่ดูหมิ่นและอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันพระ มหากษัตริย์ กระทำความผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง และกระทำความผิดต่อจริยธรรม จึงย่อมหมดความชอบธรรมและหมดเวลาที่จะบริหารประเทศต่อไป
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงใช้สิทธิในการชุมนุม อย่างสงบ และปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 63 เพื่อทำหน้าที่ของชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 70 เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐ ธรรมนูญนี้
อย่างไรก็ตามภายใต้ “สิทธิในการชุมนุม” และ “การทำหน้าที่ของชนชาวไทย” ตามรัฐธรรมนูญนั้น หาได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินโดยรัฐบาลทรราชฆาตกรหุ่น เชิดนี้ไม่ ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่ามีการจัดตั้งอันธพาลของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อ ใช้ความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อีกทั้งยังมีพฤติกรรมสมรู้ร่วมคิด รู้เห็นเป็นใจ ให้มีการใช้อาวุธสงครามประเภทระเบิดยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุมใจกลางพระนคร จำนวนกว่า 10 ครั้ง เป็นผลให้ตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมาได้มีประชาชนที่ชุมนุมอย่างสงบและปราศจากอาวุธ ได้เสียชีวิตแล้วรวมทั้งสิ้น 4 คน บาดเจ็บอีกจำนวนหลายร้อยคนและพิการอีกจำนวนมาก ตลอดจนใช้อาวุธสงครามประเภทปืนและระเบิดยิงเข้าใส่สถานีโทรทัศน์ผ่านดาว เทียมเอเอสทีวี หลายครั้งเพื่อหวังทำลายการถ่ายทอดสดการชุมนุม โดยที่รัฐบาลทรราชฆาตกรหุ่นเชิด หาได้แสดงความรับผิดชอบแต่ประการใด
ทั้งนี้คณะอนุกรรมาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551 กรณีการสลายผู้ชุมนุมหน้ารัฐสภา ภายใต้กรรมาธิการวุฒิสภา 3 คณะ ซึ่งมีผลสรุปอย่างชัดเจนตรงกับคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะรัฐมนตรี เป็นผู้สั่งการทำให้เกิดการสังหารและทำร้ายประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมกับ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ดังนั้นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์และคณะรัฐมนตรีต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกอย่างไม่มี เงื่อนไข
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ประกาศระดมพลใหญ่เพื่อหยุดอำนาจรัฐบาลทรราชฆาตกรหุ่นเชิด และหยุดสภาทาสระบอบทักษิณ ตั้งแต่เวลา 14.00 น.ของวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 50 ชั่วโมงแล้ว ที่พี่น้องประชาชนได้เข้าร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนไหวกด ดัน เพื่อหยุดอำนาจรัฐบาลทรราชฆาตกรหุ่นเชิดอย่าง สงบ สันติ อหิงสาโดยเคร่งครัด การเคลื่อนไหวโดยมวลชนสองมือเปล่าไปตามสถานที่ต่าง ๆ อันได้แก่ บริเวณรอบรัฐสภา กระทรวงการคลัง กองบัญชาการตำรวจนครบาล และทำเนียบรัฐบาลชั่วคราวที่สนามบินดอนเมือง แต่ทว่ารัฐบาลทรราชฆาตกรหุ่นเชิดยังไม่แสดงความสำนึกยอมรับความผิดที่เกิด ขึ้น ดึงดันจะอยู่ในอำนาจบริหารต่อไป และยังดื้อรั้นที่จะหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อพรรคพวกของตัวเองต่อไป
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการ ชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนโดยการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยื่นคำขาดผ่านพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกไปยัง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะรัฐบาลให้ลาออกจากตำแหน่งโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข
ทั้งนี้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกราบขออภัยมายังพี่น้อง ประชาชนทุกท่านที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการดำเนินการในครั้งนี้ แต่เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินการเพื่อหยุดอำนาจของรัฐบาลทรราช ฆาตกรหุ่นเชิดให้ได้อย่างถึงที่สุด
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขอเรียกร้องต่อพี่น้องประชาชนทุก หมู่เหล่า ทุกอาชีพร่วมมือกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ช่วยกันเรียกร้องให้รัฐบาลคณะนี้ลาออกโดยเร็วที่สุด ขจัดเภทภัยของสังคมไทย นำประเทศไทยที่ดีงามด้วยจริยธรรมกลับคืนมาสู่สังคมโดยเร็วที่สุด
ด้วยจิตคารวะ
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
ป.ป.ช.นัดส่งสำนวนคดีทุจริตรถดับเพลิงในสัปดาห์นี้
November 17, 2008
ป.ป.ช.นัดส่งสำนวนทุจริตจัดซื้อรถเรือดับเพลิงต่ออัยการสูงสุดภายในสัปดาห์นี้ หลังลงมติชี้มูลความผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 7 ราย

วันนี้ (17 พ.ย.) นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์นี้ ป.ป.ช.จะส่งสำนวนคดีทุจริตการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร มูลค่ากว่า 6,800 ล้านบาท ไปให้อัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยในขณะนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทุกคนได้ลงนามรับรองวาระการประชุมเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมมีมติชี้มูลความผิดผู้เกี่ยวข้องแล้ว และอยู่ระหว่างการรวบรวมจัดเตรียมเอกสารต่างๆ ให้แล้วเสร็จ ก่อนที่จะนำสำนวนและหลักฐานทั้งหมด ส่งอัยการสูงสุดดำเนินการต่อไป
สำหรับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 7 ราย ประกอบด้วย นายโภคิน พลกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายประชา มาลีนนท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่การกระทรวงพาณิชย์ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ อดีตผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และบริษัทสไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์รซอยก์ บริษัทคู่สัญญา มีความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามกฎหมายอาญามาตรา 157
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
โกวิทเตรียมเป็นเจ้าภาพฟ้องแพ่งคู่สัญญาบริษัท สไตเออร์
November 12, 2008
มท.1 เกาะกระแสโชว์ผลงาน เตรียมเป็นเจ้าภาพฟ้องแพ่งคู่สัญญาบริษัท สไตเออร์ หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง ได้ทีอวดบารมีลั่นเตรียมส่งปลัดกทม.นั่งควบรักษาการผู้ว่าฯ กทม.
วันนี้ (12 พ.ย.) พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่ากากระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมหน่วยงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่สำนักงาน ป.ป.ส. กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลให้นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีความผิดตามมาตรา 157 ในคดีจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง ซึ่งกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานต้นสังกัด กทม.ว่า ตนยังไม่ได้การรายงานจาก ป.ป.ช. แต่ถ้าได้รับเรื่องมาแล้ว กระทรวงมหาดไทยต้องพิจารณาตามอำนาจหน้าที่อีกครั้ง ซึ่งข้อกฎหมายได้ระบุให้ปลัด กทม.รักษาการในตำแหน่งแทนถ้านายอภิรักษ์ประกาศลาออก ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็อาจมีการจัดการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง ส่วนสัญญากับบริษัท สไตเออร์ จะโมฆะหรือไม่นั้น ก็อยู่ที่ ป.ป.ช.พิจารณาว่ามีความผิดข้อใด ซึ่งตนและรมช.มหาดไทย รวมทั้งนายพีรพล ไตรทศาวิทย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย จะช่วยกันพิจารณาเรื่องนี้ว่าจะโมฆะหรือต้องดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหาย ทางแพ่งหรือไม่ ทั้งนี้ ถ้าได้รับเรื่องจาก ป.ป.ช.แล้วตนจะรีบดำเนินการและชี้แจงให้ทราบโดยเร็วที่สุด

ด้าน นายพีรพล กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ต้องขอพิจารณาข้อกฎหมายในส่วนของกระทรวงมหาดไทยว่ามีอำนาจดูแลแค่ไหน แต่เบื้องต้นต้องดำเนินการตามกฎหมายของ ป.ป.ช.ไปก่อน และทางการกระทรวงมหาดไทยก็จะรอฟังผลอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นหรือไม่ นายพีรพลนิ่งไปสักพักก่อนตอบคำถามว่า ข้อดูรายละเอียดให้ชัดเจน เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ ทั้งนี้ ตนเห็นว่าขั้นตอนขณะนี้ยังไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายพีรพลปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ของผู้สื่อข่าวโดยพยายามเดิน เลี่ยงกลุ่มผู้สื่อข่าว เมื่อสอบถามถึงกรณีความผิดของนายอภิรักษ์ แต่ก็ถูกสื่อมวลชนล้อมไว้จึงต้องจำยอมให้สัมภาษณ์
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
ลิงค์ที่เกี่ยวข้องสุเทพ เทือกสุบรรณปัดยังไม่มีการวางตัวผู้สมัครผู้ว่ากทม.คนใหม่
November 12, 2008
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงกรณีที่ณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กับพวก มีความผิดคดีทุจริตการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง ของกรุงเทพมหานคร มูลค่า 6,800 ล้านบาท โดยส่วนตัวเห็นว่า นายอภิรักษ์ ไม่จำเป็นต้องลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อกรณีดังกล่าว ส่วนเรื่องคดีความก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย และเป็นไปตามขั้นตอนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 2-3 เดือน
เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวยอมรับว่า เรื่องดังกล่าวอยู่เหนือความคาดหมาย โดยพรรคไม่ได้คาดคิดหรือเตรียมใจไว้ว่า จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น เพราะมั่นใจในความบริสุทธิ์ของนายอภิรักษ์ พร้อมกล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่ได้มีการนัดหารือเพื่อหาทางออกสำหรับเรื่องนี้ ขณะเดียวกันก็ยังไม่มีการวางตัว ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพฯคนใหม่แทนนายอภิรักษ์
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า นายอภิรักษ์ เตรียมประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ในวันนี้ (12 พ.ย.) เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองและรักษาคะแนนเสียงให้กับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเตรียมลงไปรับสมัครเลือกตั้งในระดับชาติ ขณะที่ ทางพรรคประชาธิปัตย์ ได้วางตัวผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ไว้แล้ว 3 คน ประกอบด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ส.ส.พรรค และ นายประกอบ จิรกิติ รองผู้ว่าฯกทม.
ถาวร บอกไม่เกินเที่ยงรู้ชะตาอภิรักษ์
นาย ถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรค เปิดเผยวันนี้ว่า ถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิดนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในคดีรถ-เรือดับเพลิง กทม.ว่า พรรคประชาธิปัตย์มีการหารือกันแล้ว คาดว่าไม่เกินเที่ยงวันนี้ จะได้ข้อสรุปว่า พรรคจะให้นายอภิรักษ์ลาออกจากตำแหน่งหรือไม่ พร้อมยอมรับว่ารู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ขอให้ผู้ที่มีอำนาจแถลงเองดีกว่า
ทั้ง นี้มองว่า การลาออกกับการต่อสู่ในศาลฎีกาคนละเรื่องกัน โดยการลาออกนั้นเกิดจากการตัดสินใจของพรรคฯ ร่วมกับการตัดสินใจของนายอภิรักษ์ ภายใต้จริยธรรมของพรรคการเมือง แต่เรื่องนี้ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป.ป.ช กฎหมายกำหมดให้เพียงนายอภิรักษ์หยุดปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น
นายถาวร กล่าวด้วยว่ากรณีที่ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนายอภิรักษ์ มีการวิพากษ์วิจารณ์ในข้อกฎหมาย 2 ประเด็น คือกลุ่มที่คิดว่า การกระทำของนายอภิรักษ์ไม่ผิด เพราะถือว่า การเซ็นสัญญาซื้อขายรถ และเรือดับเพลิงในยุคของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตผู้ว่าฯ กทม. สัญญาสมบูรณ์แล้ว การออกแอลซีเป็นการปฏิบัติตามสัญญาที่มีผลผูกพันคู่กรณีแล้ว ดังนั้น จึงคิดว่า การกระทำของนายอภิรักษ์ไม่ผิด
ส่วนบางกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ ว่า สัญญาที่มีการเซ็นกันนั้น จะต้องมีเงื่อนไขถึงจะมีความสมบูรณ์ คือ ออกแอลซีชนิดที่บอกเลิกไม่ได้ ตรงนี้ คือ เงื่อนไขอีกเงื่อนไขหนึ่ง โดยสรุปแล้ว คือ มีความคิดแตกต่างกัน 2 ฝ่าย อย่างไรก็ตามฝ่ายที่เห็นว่า การออกแอลซีเป็นการปฏิบัติตามสัญญาน่าจะถูกต้อง ประกอบกับนายอภิรักษ์ได้ดำเนินการสอบถามไปยังกระทรวงมหาดไทยและหารือฝ่าย ต่างๆ โดยกระทรวงมหาดไทยยืนยันให้ออกแอลซีเนื่องจากมีการเซ็นสัญญาผูกพันแล้วตาม ที่นายสมัครเซ็นไว้ ดังนั้น การกระทำของนายอภิรักษ์จะหยิบยกเรื่องนี้ ต่อสู่ในศาลฎีกา
ที่มา โพสท์ทูเดย์
ลิงค์ที่เกี่ยวข้องอภิรักษ์ นัดแถลงท่าทีทางการเมือง คดีซื้อรถ-เรือดับเพลิง
November 12, 2008
นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังทราบกระแสข่าวว่ามติปปช.ชี้มูลผิดคดีซื้อรถ-เรือดับเพลิง ของกทม.โดยนายอภิรักษ์เป็น 1 ใน 11 คนที่ถูกชี้มูลความผิด ว่า คงต้องรอให้ทาง ป.ป.ช.ชี้แจงอย่างเป็นทางการ
พร้อม ทั้งเข้าหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก่อน หลังจากนั้นจึงจะตัดสินใจอนาคตทางการเมืองว่าจะเป็นอย่างไร โดยจะแถลงท่าทีอย่างชัดเจนในวันที่ 12 พ.ย. ทั้งนี้ ภายหลังให้สัมภาษณ์นายอภิรักษ์รีบเดินทางไปหารือกับนายอภิสิทธิ์ทันที
สำหรับ มติดังกล่าว นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกป.ป.ช.แถลงผลการประชุม ว่า ป.ป.ช. ได้ประชุมพิจารณาชี้ขาดคดีทุจริตการจัดซื้อรถดับเพลิง เรือดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยของกทม. มูลค่า 6.7 พันล้านบาท
และ มีมติว่า นายโภคิน พลกุล อดีตรมว.มหาดไทย นายประชา มาลีนนท์ อดีตรมช.มหาดไทย นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.พาณิชย์ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ในฐานะอดีตผู้ว่าฯ กทม. พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ อดีตผอ.สำนักป้องกันสาธารณภัย กทม.
บริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเซียล ฟาห์ซอย เอจี แอนด์ โคเคจี ในฐานะคู่สัญญากับกทม. นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. มีมูลความผิดในทางอาญาด้วยมติเป็นเอกฉันท์ 9-0
นายสม ศักดิ์ คุณเงิน อดีตผู้ช่วยเลขานุการรมว.มหาดไทย ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ไม่มีมูลความผิด ด้วยมติ 9-0 นายมาริโอ มีน่าร์ ผู้แทนบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ฯ ไม่มีมูลความผิด ด้วยมติ 8-1
ส่วนคุณหญิงณฐนนท ทวีสิน อดีตปลัดกทม. มีมูลความผิดทางวินัยร้ายแรงแต่ไม่มีมูลความผิดทางอาญา ด้วยมติ 9-0 นายราเชนทร์ พจนสุนทร อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
มีความ ผิดวินัยแต่ไม่ร้ายแรง ซึ่งป.ป.ช.จะทำสำนวนส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อัยการสูงสุดมีเวลาพิจารณา 30 วัน
ที่มา ข่าวสด