เปิดศูนย์สื่อมวลชนงานพระเมรุ พระพี่นาง
November 10, 2008
เปิดศูนย์สื่อมวลชนงานพระเมรุ “พระพี่นาง” พร้อมรองรับสื่อทั้งไทยและต่างประเทศกว่าพันคน ตั้งแต่วันนี้ถึง 20 พ.ย.51 ขณะที่สำนักพระราชวังเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าชมริ้วขบวนเพิ่มบริเวณตรง ข้ามศาลฎีกา ฝั่งสนามหลวง และพื้นที่รอรับเสด็จหน้าศาลาสหไทยสมาคม พระบรมมหาราชวัง ส่วนการถวายบังคมพระศพของประชาชนทั่วไปทำได้ถึงวันที่ 13 พ.ย.นี้เวลา 2 ทุ่ม

วันนี้ (10 พ.ย.) เมื่อเวลา 10.30 น.ที่หอประชุมเล็กมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการจัดงานแถลงข่าวเปิดศูนย์สื่อมวลชน งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ขึ้น โดย นางลดาวัลย์ บัวเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์สื่อมวลชน งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ กล่าวว่า ในการจัดตั้งศูนย์สื่อมวลชน และศูนย์ถ่ายทอดสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ในงานพระราชพิธีฯ ครั้งนี้เป็นความรับผิดชอบของกรมประชาสัมพันธ์ทั้งหมดที่จะอำนวยความสะดวก ให้แก่สื่อมวลชนชาวไทย และสื่อมวลชนต่างประเทศ โดยที่ทำการของศูนย์สื่อมวลชนจะมีทั้งภายในหอประชุมเล็กมหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ที่เป็นศูนย์การดำเนินการหลัก นอกจากนี้ยังมีศูนย์ถ่ายทอดสัญญาณวิทยุ โทรทัศน์ตั้งอยู่ที่ห้องออกสลากกินแบ่งรัฐบาล สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
นางลดาวัลย์ กล่าวอีกว่า สำหรับศูนย์สื่อมวลชนหลักนี้ได้รับความเอื้อเฟื้อสถานที่จากมหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ และความร่วมมือจากหน่วยงานเอกชน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่สื่อมวลชนโดยภายในศูนย์ฯ มีเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 100 เครื่อง และจุดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คพร้อมอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
นอกจากนี้ยังมีระบบสื่อสารทันสมัยต่างๆ อย่างครบครัน สำหรับสื่อมวลชนที่ลงทะเบียนทำบัตรอนุญาตแล้วนั้น ณ ตอนนี้มีทั้งสิ้น 1,134 คน แบ่งเป็นสื่อมวลชนไทย 994 คน สื่อมวลชนต่างประเทศ 140 คน จาก 55 สำนักข่าวชั้นนำทั่วโลก
“โดย ศูนย์สื่อมวลชนได้เปิดทำการแล้ววันนี้(10 พ.ย.) ไปจนถึงวันที่ 20 พ.ย.2551 ในเวลาตั้งแต่ 08.30-22. 00 น. แต่ในช่วงวันงานพระราชพิธีฯ ระหว่างวันที่ 14-19 พ.ย.จะเปิดทำการตั้งแต่เวลา 05.00-24.00 น. ซึ่งผู้ที่สามารถเข้าใช้ศูนย์สื่อมวลชนนั้นต้องเป็นมีบัตรแสดงตนสื่อมวลชน ที่ทางกรมประชาสัมพันธ์ออกให้เท่านั้น” ผอ.ศูนย์สื่อมวลชน กล่าว
ด้านนายรัตนาวุธ วัชโรทัย ที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมพิเศษ สำนักพระราชวัง กล่าวว่า ช่วงงานพระราชพิธีที่สำคัญจะมีทั้งสิ้น 6 วัน โดยจะมีการถ่ายทอดสดจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ซึ่งปัญหาที่พบจากวันซ้อมใหญ่พระราชพิธีนั้นคือส่วนของช่างภาพที่มีมากกว่า พันคน ซึ่งแต่ละคนต้องการเก็บภาพในมุมที่ดีที่สุด แต่ในความเป็นจริงนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะอนุญาตให้ถ่ายภาพได้ทั้งหมด ซี่งทางคณะเตรียมงานได้จัดเตรียมช่างภาพจากสำนักพระราชวังที่จะได้รับอนุญาต ให้เข้าได้ในแต่ละพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกในส่วนของภาพข่าวแก่สื่อทุกสำนัก ยกเว้นภาพที่เสียหาย หรือไม่เหมาะสม ซึ่งสามารถเข้าชมภาพงานพระราชพิธีและดาวน์โหลดได้ที่ www.palace.thai.net หรือที่ www.galyani.com
นายรัตนาวุธ กล่าวต่อว่า ในส่วนของพื้นที่ที่ให้ประชาชนเข้ามารอชมริ้วขบวนพระราชพิธีนั้นในวันที่ 15 พ.ย.จะเปิดเพิ่มอีก 1 จุด คือบริเวณตรงข้ามศาลฎีกา ฝั่งสนามหลวง โดยสามารถรองรับประชาชนได้กว่า 1,000 คน นอกจากนี้ ในวันที่ 16 พ.ย.จะเปิดให้ประชาชนเฝ้ารอรับเสด็จภายในบริเวณสนามหญ้าด้านหน้าศาลาสหไทยสมาคม โดยประชาชนนั่งพับเพียบเป็นระเบียบเรียบร้อยซึ่งจะรองรับได้กว่า 5,000 คน
นอก จากนี้ สำนักพระราชวังจะเปิดให้ประชาชนเข้าถวายบังคมพระศพได้จนถึงวันที่ 13 พ.ย.นี้ ในเวลา 20.00 น. จากนั้นจะปิดการเข้าถวายบังคมพระศพ เพื่อเตรียมงานพระราชพิธีต่อไป
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง อาจารย์ มธ.บังคับศิษย์สาว อมนกเขา
July 16, 2008
คดีอาจารย์ มธ.บังคับศิษย์สาว “อมนกเขา” ถูกปลดออกแล้ว โดยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 15 ก.ค. นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยผลการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงกรณี นายกำธร เชิดชูเกียรติ ตำแหน่งอาจารย์ สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ มีพฤติกรรมอนาจารต่อนักศึกษาหญิงคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยให้นักศึกษาอมนกเขาเพื่อแลกกับเกรด ว่า กรณีดังกล่าวมหาวิทยาลัยได้มีคำสั่งให้นายกำธรออกจากราชการไว้ก่อนตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย. 2551 และตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรง ซึ่งเปิดโอกาสให้นายกำธรนำพยานหลักฐาน เอกสารต่างๆมาแก้ข้อกล่าวหา แต่นายกำธรส่งหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์ อักษรเท่านั้น ซึ่งผลจากการสอบสวนทั้งนายกำธรและนักศึกษาที่เสียหาย คณะกรรมการสอบสวนฯ ได้สรุปความเห็นว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่บุคคลที่อยู่ในฐานะอาจารย์ไม่ควรประพฤติ เป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง จึงเสนอโทษให้ปลดออกจากราชการ โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย. 2551 เป็นต้นไป
นายสุรพลกล่าวต่อว่า โทษของวินัยร้ายแรงสูงสุดคือ ไล่ออก รองลงมาคือ ปลดออก ซึ่งสาเหตุที่คณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่ได้เสนอโทษไล่ออก เนื่องจากทางคณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่มีพยานหลักฐานที่เป็นพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ หรือพยานวัตถุ คือ เทปบันทึกภาพและเสียงจากพนักงานสอบสวนที่จะมาเป็นพยานหลักฐานได้ แต่จากพฤติกรรมของนายกำธร ก็ถือว่าทำให้เกิดความเสียหายต่อมหาวิทยาลัย และจรรยาบรรณวิชาชีพอาจารย์แล้ว ทั้งนี้ กรณีปลดออกนั้น ตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 จะห้ามมิให้ส่วนราชการใดรับกลับเข้ารับราชการได้อีก
“ผมในนามของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอโทษต่อสังคมไทยอีกครั้ง ที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นในสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ และขอรับรองต่อสังคมไทยในการดูแล ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ทั้งนี้ มธ.กำลังทำประชาพิจารณ์เกี่ยวกับจรรยาบรรณของบุคลากร มธ. ซึ่งระบุว่า การล่วงละเมิดทางเพศหรือมีความสัมพันธ์ทางเพศกับนักศึกษา เป็นการกระทำผิดจรรยาบรรณร้ายแรงและเป็นความผิดทางวินัยร้ายแรง ซึ่งจะนำเข้าที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยในสัปดาห์หน้า” นายสุรพลกล่าว
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง