ปาระเบิดเพลิงใส่วอลโว่ แกนนำกลุ่มต่อต้านม็อบนปก.
October 30, 2008
มือมืดปาระเบิดเพลิงใส่วอลโว่“แกนนำทหารเสือพระราชาเชียงใหม่” ไฟท่วมวอด 4 แสนแต่ไม่มีคนเจ็บ ตำรวจยังไม่สรุปสาเหตุให้รอผลเจ้าหน้าที่วิทยาการชี้ชัด
(30ต. ค.) เวลา 03.25 น. พ.ต.ท.บุญธรรม กำไร สารวัตรเวร สภ.เมืองเชียงใหม่ รับแจ้งเหตุคนร้ายปาระเบิดใส่รถยนต์เป็นเหตุให้เพลิงลุกไหม้รถยนต์ดังกล่าว หลังรับแจ้งได้ประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยและรถดับเพลิงเข้าระงับเหตุ
ที่เกิดเหตุบริเวณโรงจอดรถของสถานีวิทยุชุมชนวิหคเรดิโอ 89.0 เมกะเฮิรตซ์ ตั้งอยู่เลขที่ 72/65 ภายในหมู่บ้านระมิงค์นิเวศน์ ต.หายยา อ.เมือง เชียงใหม่ ซึ่งใช้เป็นสถานที่ชุมนุมและจัดเวทีปราศรัยของกลุ่มแกนนำทหารเสือพระราชา เชียงใหม่ เมื่อไปถึงพบเจ้าของบ้านคือนายเทอดศักดิ์ เจียมกิจวัฒนา หรือ“โต้ง วิหคสายฟ้า” แกนนำทหารเสือพระราชาเชียงใหม่พร้อมสมาชิกทหารเสือพระราชา 6 คนได้ช่วยกันนำน้ำสาดเข้าดับเพลิงที่ลุกไหม้รถยนต์จนดับลงและยืนรอให้การ เจ้าหน้าที่อยู่ ซึ่งจากการตรวจสอบพบรถยนต์เก๋ง สีเขียว ยี่ห้อวอลโว่ หมายเลขทะเบียน ค-4546 เชียงใหม่ เสียหาย ตัวเครื่องและฝากระโปรงด้านหน้าถูกเพลิงไหม้วอดทั้งหมด ประเมินมูลค่าประมาณ 4 แสนบาท
พ.ต.ท.บุญธรรม กำไร สารวัตรเวรเจ้าของคดี กล่าวว่า จากการสำรวจโดยรอบเบื้องต้นไม่พบหลักฐานตกอยู่บริเวณที่จอดรถ เนื่องจากมีน้ำเจิ่งนองซึ่งเป็นผลจากการดับไฟ อย่างไรก็ตามได้แจ้งประสานเจ้าหน้าที่วิทยาการเข้ามาตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุ ที่แน่ชัดต่อไป จากการสอบปากคำนายเทอดศักดิ์ เจ้าของบ้านสงสัยว่าน่าจะมีคนคิดปองร้ายนำระเบิดเพลิงเข้ามาปาใส่และให้การ ว่าก่อนเกิดเหตุนอนอยู่ในสถานีวิทยุวิหคเรดิโอพร้อมพวกรวม 6 คน ก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงคนขี่จักรยานยนต์ผ่านเข้ามาต่อมาได้เกิดเสียงระเบิด ขึ้นดังสนั่นเมื่อวิ่งออกมาดูจึงพบว่าไฟได้ลุกไหม้ที่รถยนต์ซึ่งจอดไว้ในที่ จอดรถและร่วมกับพวกช่วยกันนำน้ำมาดับไว้ได้ทันก่อนที่จะลุกลาม
ด้านนายเทอดศักดิ์ แกนนำกลุ่มทหารเสือพระราชาเชียงใหม่ เจ้าของบ้าน ให้การว่าสาเหตุที่เกิดน่าเกี่ยวข้องกับการล้มล้างสถาบัน เนื่องจากที่ผ่านมาตนเองได้ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยมีวัตถุประสงค์ใน การปกป้องสถาบันมาโดยตลอดและสงสัยเป็นฝีมือของขั้วตรงข้ามทางการเมือง หรือนปก.เป็นผู้ลงมือ เนื่องจากก่อนหน้านี้กลุ่ม นปก.มีการขึ้นเวทีปราศรัยข่มขู่ทุกวัน
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมืองโดยอยู่ตรงข้ามกับนปก.นั้น ตนตกเป็นผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดีขั้นตอนอยู่ในชั้นสอบสวนของเจ้า พนักงานตำรวจแล้วไม่ต่ำกว่า 6 คดี นับตั้งแต่กรณีแจ้งจับกลุ่มนปก.เชียงใหม่ที่ส่งคนมาคุกคามที่ข่วงท่าแพ ส่งม็อบบุกมาก่อกวนทำร้ายร่างกายและทำให้เสียทรัพย์ที่อนุสาวรีย์สาม กษัตริย์และที่สนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ รวมทั้งกรณีที่แกนนำ นปช.เชียงรายได้พากันบุกไปเพื่อจะก่อเหตุที่สถานีวิทยุชุมชนวิหคเรดิโอจ. เชียงราย
นอกจากนี้นปช.เชียงใหม่ยังส่งคนไปทำร้ายสมาชิกทหารเสือพระราชา เชียงใหม่บนสภ.เมืองเชียงใหม่ ถึง2ครั้งและอีกหลายเหตุ การณ์จนล่าสุดมีคนร้ายนำระเบิดเพลิงมาปาใส่รถยนต์ของตนถึงหน้าสถานีวิทยุอีก ในคราวนี้ ซึ่งก่อนเกิดเหตุได้มีโทรศัพท์เข้ามาข่มขู่ทุกรูปแบบ ซึ่งตนก็ระวังตัวมาตลอดแต่ก็มาโดนจนได้และคิดว่าหลังจากนี้ฝ่ายตรงข้ามก็จะ ดำเนินการโดยใช้หลายครั้งว่าจะใช้ความรุนแรงมากขึ้น
ที่มา คมชัดลึก
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง ระดมนำข้าราชการครู ระดับ 7ภาคเหนือและอีสานเข้าไปชุมนุมที่กรุงเทพฯ
October 19, 2008
ศูนย์ข่าวภูมิภาค – เครือข่ายการเมือง ระดมขนครูอีสาน-เหนือ เข้ากรุง หลอกไปชุมนุมหน้าลานพระบรมรูปทรงม้า กดดันให้ศธ.ทบทวนการประเมินการเลื่อนวิทยฐานะ แต่แท้จริงให้ไปร่วมกับ นปก.ที่กำหนดระดมพลังกดดันศาลตัดสินคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ เช้าวันที่ 21 ต.ค.นี้
รายงานข่าวจากวงการครู เปิดเผยว่า ได้มีการเคลื่อนไหวระดมนำข้าราชการครู ระดับ 7 ในพื้นที่ภาคเหนือ และ อีสานเข้าไปชุมนุมที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ ซึ่งตรงกับวันกำหนดนัดพิพากษาคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
โดยในพื้นที่ภาคอีสานได้ใช้เครือข่ายจัดตั้ง “สมาพันธ์ครูภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ซึ่งมีฐานใหญ่ที่จังหวัดขอนแก่น โดยได้ประสานกับเครือข่ายต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคเหนือ ซึ่งมีองค์กรครูในชื่อต่างๆ ตามแต่ละพื้นที่ เช่น ที่บุรีรัมย์ใช้ชื่อว่า สมาคมผู้ประกอบอาชีพครู, สมาพันธ์ครูจังหวัดต่างๆ เป้าหมายจะมีข้าราชครูที่ส่งผลงานและยังไม่ผ่านเขตละประมาณ 100 คน ไปร่วมกันสำแดงพลังเพื่อขอกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทบทวนวิธีการและผลการประเมินใหม่
รายงานแจ้งต่อว่า มีการรับปากว่าจะมีผู้สนับสนุนค่ายานพาหนะครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เกินนั้นให้แต่ละคนออกค่ายานพาหนะเอง โดยสายอีสานให้ไปรวมกันที่หอประชุมคุรุสภา กทม.ในเช้าวันที่ 21 ตุลาคม นี้
ขณะที่ทางสายเหนือมีรายงานจากสมาพันธ์ครูเชียงใหม่ว่า ขณะนี้ผู้บริหารระดับรองผู้อำนวยการเขตการศึกษา เขต 1เชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่รับรู้ว่าใกล้ชิดกับนักการเมืองในรัฐบาล และมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของฝ่ายการเมือง ได้ประสานงานรวบรวมข้าราชครูระดับ7 และยังไม่ได้ทำผลงานขอตำแหน่งครูชำนาญการพิเศษระดับ8 ให้ไปรวมพลังชุมนุม เรียกร้องขอเลื่อนตำแหน่งจากระดับ 7 เป็นระดับ 8 โดยไม่ต้องทำผลงาน โดยนัดหมายรวมตัวกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้าในเช้าวันที่ 21 ตุลาคมนี้
ทั้งนี้มีรายงานว่า หากข้าราชการกลุ่มนี้ได้รับการพิจารณาผลงานผ่านเกณฑ์จะได้เงินตอบแทนค่า วิทยฐานะจากเดิม 3,500 บาท เพิ่มเป็น 5,600 บาททันที
โดยมีการปล่อยข่าวภายในว่า การชุมนุมครั้งนี้เป็นที่รับทราบจากฝ่ายการเมืองที่ไฟเขียวเบื้องต้นแล้วว่า จะมีการประกาศเกณฑ์การพิจารณาผลงานเลื่อนวิทยฐานะใหม่ โดยจะมีการปล่อยให้ผ่านล็อตใหญ่เพียงแต่จะต้องมีการชุมนุมของครูให้เห็นเสีย ก่อน เพื่อที่ฝ่ายการเมืองจะได้นำเป็นข้ออ้างไปแก้ไขหลักเกณฑ์ต่อไป
ทั้งนี้ ในวันดังกล่าวมีรายงานชัดเจนว่าเครือข่ายผู้สนับสนุนรัฐบาลได้เตรียมระดมมวล ชนจำนวนมากชุมนุมกันในวันดังกล่าวด้วยเพื่อที่จะเคลื่อนไปกดดันศาลฎีกาแผนก คดีอาญาของนักการเมือง ที่กำหนดพิพากษาคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
เทพชัย หย่อง แถลงจุดยืนหลังได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้อำนวยการไทยพีบีเอส
October 17, 2008
“เทพชัย หย่อง” แถลงจุดยืนหลังได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้อำนวยการไทยพีบีเอส โต้ข่าวไม่ให้ความสนใจกรณีข่าวตำรวจฆ่าประชาชน ยอมรับเกิดความผิดพลาดด้านการประสานงาน ไม่ได้จงใจปิดหูปิดตาประชาชน ยันจะนำเสนอความจริงทุกด้านของสังคม
เมื่อครั้งที่นปก.(แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ) ลากดาบลากไม้และอาวุธครบมือเดินขบวนจากสนามหลวงมาทำร้ายพันธมิตรที่สะพาน มัฆวาน หรือแม้แต่เหตุการณ์ที่ตำรวจบุกสลายม็อบที่มัฆวาน สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเป็นสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีช่องเดียวที่นำเสนอ ข่าวสารอย่างตรงไปตรงมาและรอบด้านมากที่สุด จนได้รับคำชมและการยอมรับจากประชาชนทั่วประเทศ

แต่ เหตุการณ์ 7 ตุลาคมที่ตำรวจเปิดฉากสลายม็อบฆ่าประชาชนตั้งแต่ 6 โมงเช้าจนถึงเที่ยงคืน มีประชาชนเสียชีวิตแขนขาขาดพิการและบาดเจ็บจำนวนมาก แต่ไทยพีบีเอสและฟรีทีวีทุกช่องกลับไม่ให้ความสนใจ ยังคงแพร่ภาพออกอากาศรายการปกติ และรายงานข่าวต้นชั่วโมงเป็นระยะๆ เท่านั้น
มีเพียงสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีและเคเบิ้ลทีวีอย่างเนชั่น และ เอเอสทีวีเท่านั้นที่เผยแพร่ภาพข่าวสดตลอดทั้งวัน ซึ่งเคเบิ้ลนั้นไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทั่วถึงและมากเท่ากับฟรีทีวี นั่นย่อมหมายความว่า ประชาชนส่วนใหญ่จึงต้องดูการรายงานข่าวสถานการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมจากเอ็นบีทีเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่า เอ็นบีทีมีจุดยืนในการนำเสนอข่าวเข้าข้างรัฐบาล
ฉะนั้นการที่ฟรีทีวีพร้อมใจกันไม่ให้ความสนใจต่อเหตุการณ์ตำรวจฆ่า ประชาชนในครั้งนี้ จึงทำหลายๆ คนเข้าใจได้ว่า เป็นการจงใจบีบบังคับให้ประชาชนจำต้องรับข้อมูลข่าวสารจากเอ็นบีที ซึ่งเป็นข้อมูลข่าวสารด้านเดียว
งานนี้ช่อง 3 , 5 , 7 , 9 โดนฟีดแบคไปเต็มๆ ในฐานะที่ไม่ทำหน้าที่สื่อเท่าที่ควร แต่ที่โดนหนักสุดเห็นจะเป็นสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ซึ่งเคยได้รับเครดิตอย่างล้นหลามในการนำเสนอข่าวต่างๆ คงต้องตอบคำถามประชาชนว่า เกิดอะไรขึ้นกับไทยพีบีเอส ? มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรหรือเปล่า ?
งานนี้ “เทพชัย หย่อง” ผู้ อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ (ไทยพีบีเอส) ที่พึ่งจะได้รับตำแหน่งไปหมาดๆ ได้อธิบายถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “เกิดจากความผิดพลาด ไม่ได้เจตนา”
“ในการนำเสนอข่าวสารเราต้องให้ความสำคัญเรื่องความน่าเชื่อถือเป็น อันดับหนึ่ง โดยเฉพาะตอนนี้บ้านเมืองมีความสับสนมีการเผชิญหน้ากันเหมือนที่เป็นอยู่ใน ขณะนี้ มีความไม่ไว้วางใจกันและกันสูงมาก ค่อนข้างมีความคิดทางการเมืองที่ต่างกัน แม้แต่สื่อเองก็มีจุดยืนที่ถูกตั้งคำถาม”
“เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าสังคมก็คงอยากเห็นสื่อที่ไว้ใจได้เชื่อถือได้ ว่า แต่ละวันที่รายงานหรือติดตามมาแต่ละด้านมันไม่เอียง เข้าข้างใดข้างหนึ่ง หรือมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง เพราะฉะนั้นเป้าหมายสำคัญของไทยพีบีเอสก็คือความเป็นสื่อที่มีความน่าเชื่อ ถือ เราต้องนำเสนอความจริงให้มากที่สุด อาจจะเป็นสองด้านสามด้านก็แล้วแต่ และต้องมั่นใจว่าข่าวที่นำเสนอออกไปต้องสะท้อนความเป็นจริงที่รอบด้านและ หลากหลายจริงๆ”
“ซึ่งการทำงานของเราที่ผ่านมาผมคิดว่าเราค่อนข้างมั่นใจว่าเรามาใน ทิศทางที่ถูกต้อง ผมคิดว่าเราได้รับความเชื่อถือ ได้รับการพูดถึงในแง่ของการชื่นชมไม่น้อย แต่แน่นอนก็ยอมรับว่าเราก็มีจุดบกพร่องในหลายๆ ส่วนเพราะที่นี่คือองค์กรใหม่ นักข่าวเกินครึ่งที่ไปรายงานเหตุการณ์ต่างๆ ก็เป็นนักข่าวใหม่ หลายๆ คนไม่เคยเป็นนักข่าวมาก่อน เพราะฉะนั้นมันก็อาจเกิดความผิดพลาดในการทำหน้าที่ แต่ผมเชื่อมั่นว่าทิศทางของเรามันค่อนข้างชัดเจน”
“ถ้า จะเกิดความผิดพลาดไปบ้าง ก็คงไม่ใช่ความผิดพลาดที่เกิดจากเจตนา แต่เป็นการผิดพลาดที่เกิดจากประสบการณ์ความไม่พร้อมในบางช่วง การรายงานแบบไม่รอบด้านเพียงพอ ความรีบร้อน หรือเพราะแรงกดดันจากสถาการณ์ก็เลยทำให้การรายงานข่าวออกมาไม่สมบรูณ์ พอออกอากาศไปแล้วก็อาจจะเกิดคำถามว่าทำไมเป็นแบบนี้ ไม่เป็นอย่างนั้น แต่ว่านี่คือสิ่งที่เราจะต้องแก้ไข”
ที่ผ่านมาไทยพีบีเอสค่อนข้างได้รับคำชมในการรายงานข่าวอย่างเป็นกลาง ทั้งสองด้าน ไม่ว่าจะเป็นข่าวปก.บุกพันธมิตร และตำรวจสลายม็อบอย่างตรงไปตรงมา
“ผมคิดว่าเหตุการณ์บ้านเมืองวิกฤตแบบนั้นมันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะ ต้องมีสื่อรายงานความจริงให้กับประชาชนได้ทราบอย่างต่อเนื่องและรอบด้านที่ สุด นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เราต้องเกาะติดสถานการณ์ทั้งวัน และยอมที่จะยกเลิกรายการปกติไป”
ตรงกันข้ามกับเหตุการณ์ตำรวจฆ่าประชาชนเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา กลับไม่มีการรายงานข่าวสดหรือตัดรายการประจำทิ้ง ทั้งที่มีการสูญเสียมากกว่าเหตุการณ์อื่น
“ก็ยอมรับว่าในระยะต้นเราอาจจะมีการผิดพลาดในแง่ของการประสานงานก็ เลยเข้าไปช้าหน่อย แต่พอเราตั้งตัวได้เราก็สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ตั้งแต่บ่ายจนกลางคืน เราก็มีข้อมูลที่รอบด้านมีเวทีที่เอาคนที่มีความคิดเห็นที่หลากหลายมาช่วย กันระดมหรือแก้ไขความผิดพลาด”
“ก็ ยอมรับว่ามันเป็นความผิดพลาด มีปัญหาในการประสานงาน เราไม่ได้มีเจตนาที่เป็นแบบนั้น แต่มีปัญหาทางด้านการประสานงานและด้านเทคนิคด้วยทำให้ไม่ได้รายงานสดมากเท่า ที่ควรจะทำ แต่เจตนาของเราหรือนโยบายคือ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบนั้นขึ้นจำเป็นต้องติดตามและรายงานอยางรวดเร็ว”
แม้ จะยืนยันว่าเกิดจากความผิดพลาด แต่ก็คงหนีไม่พ้นการถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือตั้งคำถามจากสังคมอยู่ดีว่า เกิดอะไรขึ้นกับไทยพีบีเอส ? แรงกดดันทางการเมืองมีผลต่อการทำงานหรือไม่
“ก็ มีคำถามกลับมาอยู่แล้วครับ มีคนวิจารณ์ แต่ผมขอยืนยันได้เลยว่า ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจหรือเป็นนโยบายจะไม่รายงาน แต่เป็นความผิดพลาดที่ยอมรับเลย ทางฝ่ายข่าวเองก็ยอมรับว่ามีปัญหาทางการประสานงาน ผมเองก็ได้มีการเรียกเข้ามาคุยและมีการตำหนิเพื่อที่จะอุดช่องโหว่ไม่ให้เกิดขึ้นอีก”
ยอมรับอาจถูกมองในแง่ไม่ดีจงใจปิดหูปิดตาประชาชน
“เราถูกมองอยู่แล้วล่ะ คือสถานการณ์ตอนนี้มันแหลมคมมาก และความเห็นของคนในสังคมมันแตกแยก เพราะฉะนั้นสถานการณ์ที่มันปรากฏบนจอจะถูกตีความอยู่ตลอด ฉะนั้นเราจะต้องระมัดระวังมากขึ้นว่า การเสนอข่าวการละเว้นการเสนอข่าวเราจะต้องอธิบายให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งครั้งนั้นรายงานสดมันพลาดไม่ได้เจตนา ก็มีการสังคายนาไปเรียบร้อยแล้ว”
ยันนโยบายต่อจากนี้คือจะนำเสนอข่าวสารต่อสังคมอย่างเกาะติดใกล้ชิด
“ถ้า มันเกิดเหตุการณ์ที่สำคัญและมีผลต่อสังคมโดยกว้าง เราจะต้องเกาะติดจะต้องรายงานอย่างใกล้ชิด ก็ต้องทำความจริงให้ปรากฏมากขึ้น และนอกจากนั้นแล้วเราก็ยังมีการเจาะลึกที่แทรกอยู่ตามรายการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรายการข่าวหรือสัมภาษณ์”
“อย่างรายการที่ทีวีไทยก็จะเป็นรายการที่จะเอาคนมาระดมสมอง และอาทิตย์หน้าเป็นต้นไปก็จะมีรายการกลางคืนคือรายการเปลี่ยนประเทศไทย จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนความเห็น และสามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้ อย่างตอนเลือกตั้งผู้ว่า มีรายการชื่อเปลี่ยนกรุงเทพ และพอจบก็เป็นเปลี่ยนประเทศไทย ผมคิดว่ามันจำเป็นต้องระดมสมองจากคนทุกภาคส่วน เพื่อหาทางออกให้กับสังคมไทย เพื่อทำให้อนาคตทางการเมืองของไทยมีแสงสว่าง มีทางเลือกมากขึ้น”
“เราก็พยายามเกาะติดสถานการณ์ด้วย และมีความเห็นจากทุกส่วนหรือองค์กรทั้งหลาย นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีรายการที่ช่วยเหลือประชาชนเช่น รายการสถานีประชาชน ซึ่งตรงนี้ที่ผ่านมาเราก็ช่วยคนได้เยอะเลย”
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง