สลดนักศึกษาสาวเสียเลือดช็อคตายคาห้อง เพื่อนตามหาหลังขาดสอบพบนอนเปลือยกลางห้อง ตำรวจพบคราบเลือดเต็มห้องน้ำ คาดเสียเลือดมากจนช็อคตาย ระบุอาจจะกินยาขับเลือดหรือผ่านการทำแท้งมา เร่งส่งศพชัณสูตรหาสาเหตุ
เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 2 มี.ค. 2552 พ.ต.ต.พิษณุ นรพงษ์ พนักงานสอบสวน สภ.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในแมนชั่นแห่งหนึ่ง ซอย 6 ต.ช้างเผือก ว่าพบศพนักศึกษาสาวเสียชีวิตในสภาพเปลือย ภายในห้องพัก หลังรับแจ้งจึงรายงานไปยัง พ.ต.อ.ปิยะ บุตร อัจฉริยะมงคล ผกก.สภ.ช้างเผือก ก่อนเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุร่วมกับ ตำรวจวิทยาการ
ภาย ในห้องที่เกิดเหตุพบร่างหญิงสาววัยรุ่นนอนตะแคงเสียชีวิตกลางห้องในสภาพ เปลือยสวมเพียงเสื้อชั้นในเพียงตัวเดียว ภายในห้องพบข้าวของกระจัดกระจาย พื้นห้องพบรอยเลือดอยู่เป็นจำนวนมากและในห้องน้ำยังพบรอยเลือดกระจายเต็ม พื้น รวมทั้งยังพบผ้าอนามัยใช้แล้วหลายสิบชิ้นในตระกร้าในห้องน้ำ
จาก การตรวจสอบทราบผู้ตายเป็นหญิงอายุ 20 ปี ภูมิลำเนาอยู่ ต.แม่นาวาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เป็นนักศึกษา ปวส.2 สาขาภาษาต่างประเทศธุรกิจ โรงเรียนพณิชยการแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่
จากการสอบสวนเพื่อนนัก ศึกษาผู้ตาย ให้การว่า วันนี้เป็นวันสอบปลายภาควันที่สองของโรงเรียนและพบผู้ตายขาดสอบ ในช่วงเย็น เวลาประมาณ 18.30 น. จึงมาตามหาที่ห้องพัก เมื่อไปถึงพบว่าห้องล็อคประตูและเปิดโทรทัศน์และพัดลมทิ้งไว้
เมื่อเคาะห้องเรียกหลายครั้งเพื่อนก็ไม่ยอมเปิด จึงตัดสินใจแจ้งรปภ. ประจำหอพักให้ช่วยมาดูเพราะเกรงว่าเพื่อนจะเป็นอันตราย โดยเจ้าหน้าที่ รปภ. ได้เข้าระเบียงจากห้องข้างเข้าไปด้านหลังห้องและใช้กุญแจสำรองเปิด ประตูจึงพบว่าเพื่อนเสียชีวิตแล้ว
พ.ต.ท.ฐานันดร วิทยาวุฒิกุล นักวิทยาศาสตร์ วิทยาการเขต 32 ระบุว่าจาก การตรวจสอบสภาพศพ คาดว่าจะเสียชีวิตมาประมาณ 8-24 ชั่วโมง เบื้องต้นไม่พบ ร่องรอยถูกทำร้าย แต่รอยเลือดที่พบในห้องและห้องน้ำซึ่งมีลักษณะเป็นลิ่มจำนวนมาก รวมทั้งผ้าอนามัยใช้แล้วที่พบอีกเป็นจำนวนมาก สันนิษฐานเบื้องต้นว่าผู้ตายอาจช็อค เพราะเสียเลือดมาก โดยจะได้ส่งศพไปตรวจพิสูจน์ว่าผู้ตายกินยาอะไรและมีครรภ์หรือไม่ ทั้งนี้คาดว่าอาจเป็นการกินยาขับเลือดทำแท้ง
ด้าน พ.ต.ต.พิษณุ กล่าวว่า การทำแท้งจนตกเลือดเสียชีวิตยังเป็นการสันนิษฐานในเบื้องต้น โดยจะต้องรอผลชันสูตรที่แน่ชัดอีกครั้ง ส่วนประเด็นฆาตกรรมยัง ไม่ตัดไป โดยหลังจากนี้จะเรียกคนใกล้ชิด โดยเฉพาะแฟนหนุ่ม มาสอบสวนอีกครั้ง
ที่มา คมชัดลึก
นักศึกษาอุเทนถวายโดนคนร้ายสวมหมวกกันน็อกจ่อยิงเผาขนล้มฟุบแล้วยิงซ้ำรวม 5 นัดดับคาป้ายรถเมล์ก่อนโดดขึ้นจยย.หลบหนี พ่อรับศพน้ำตาคลอเบ้า ระบุลูกเป็นคนตั้งใจเรียน ตร.เชื่อคนร้ายวางแผนล่วงหน้า คาดปมคู่อริล้างแค้น-เรื่องส่วนตัว
เหตุการณ์นักศึกษามหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต ถูกเปิดเผยเมื่อเวลา 21.30 น. วันที่ 22 มกราคม พ.ต.ต.สมนึก สันติภาตะนันท์ พนักงานสอบสวน (สบ 2) สน.พหลโยธิน รับแจ้งเหตุมีคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บ บริเวณป้ายรถเมล์ หน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น แยกเกษตรฯ ถนนพหลโยธิน แขวงและเขตจตุจักร กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.พีระพงศ์ วงษ์สมาน รอง ผบก.น.2 และ พ.ต.ท.สุรจิตร เปลี่ยนประเสริฐ สว.สส.สน.พหลโยธิน
ที่เกิด เหตุบริเวณป้ายรถเมล์เจ้าหน้าที่พบเพียงกองเลือด ส่วนผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลวิภาวดี แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทราบชื่อ นายพรพจน์ โสภาเจริญ อายุ 21 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโยธา นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย อยู่บ้านเลขที่ 114/253 หมู่ 10 อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี สวมเสื้อนักศึกษาสีขาว กางเกงสแล็ก สีดำ ถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่ลำตัว 3 นัด ไหล่ 1 นัด และลำคอ 1 นัด
สอบถามเพื่อนผู้ตายบอกว่า นั่งรถเมล์ปรับอากาศสาย 177 จากหน้าห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง มาด้วยกัน 4 คน โดยมาลงที่จุดเกิดเหตุเพื่อไปรับประทานอาหาร แต่ลงจากรถได้ไม่ถึง 5 นาที ตอนนั้นสังเกตเห็นคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์มาด้วยกัน 2 คน แต่จำยี่ห้อและหมายเลขทะเบียนไม่ได้ คนที่นั่งซ้อนท้ายลงมาจากรถจักรยานยนต์ แล้วใช้ปืนจ่อยิงนายพรพจน์ทางด้านหลัง เมื่อผู้ตายล้มลงคนร้ายก็ยิงซ้ำอีก 2-3 นัดก่อนที่จะวิ่งขึ้นรถจักรยานยนต์ที่เพื่อนจอดรออยู่ไปทันที ส่วนพวกตนต่างคนก็ต่างวิ่งหนีกันชุลมุนเพื่อเอาตัวรอด
” ผมหันมาเห็นเพื่อนล้มจมกองเลือดอยู่จึงช่วยกันนำส่งโรงพยาบาลแต่มาเสียชีวิต ในเวลาต่อมา พวกผมไม่เคยมีปัญหากับใคร นั่งรถเมล์มาดีๆ ก็ถูกลอบยิง คาดว่าน่าจะเป็นสถาบันคู่อริที่ต้องการล้างแค้น” เพื่อนผู้ตายกล่าว
ด้าน นายสง่า โสภาเจริญ พ่อผู้ตาย กล่าวทั้งน้ำตาว่า ผู้ตายไม่เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับใคร เป็นคนตั้งใจเรียน ไม่เข้าใจว่าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวตนเองได้อย่างไร ตอนนี้แม่ผู้ตายก็โศกเศร้าเสียใจที่สูญเสียลูกชาย ที่ผ่านมาเคยเห็นแต่ข่าวนักศึกษายิงกันเสียชีวิตแต่ไม่คิดว่าจะมาเกิดกับ ครอบครัวของตน
เมื่อเวลา 14.00 น. วันเดียวกัน พล.ต.ต.สาโรจน์ พรหมเจริญ ผบก.น.2 เรียกประชุมฝ่ายสืบสวน สน.พหลโยธิน และฝ่ายสืบสวน กก.สส.บก.2 เพื่อคลี่คลายคดี โดยใช้เวลาประชุม 1 ชั่วโมงครึ่ง
พล. ต.ต.สาโรจน์ เปิดเผยหลังการประชุมว่า จากเหตุการณที่เกิดขึ้นได้เรียกประชุมฝ่ายสืบสวนของ สน.พหลโยธิน และฝ่ายสืบสวน กก.สส.บก.2 เพื่อปรึกษาและประมวลเหตุการณ์ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร
“เบื้องต้น ตั้งประเด็นไว้ 3 ประเด็น คือ นักศึกษาต่างสถาบันซึ่งเป็นคู่อริ คู่อริเรื่องส่วนตัว และกลุ่มที่ไม่หวังดีในการก่อเหตุ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุพบว่าพฤติกรรมของคนร้ายน่าจะเป็นการ ดักรอ โดยมีการวางแผนล่วงหน้า หรือติดตามผู้ตายมา และมาประสบเหตุโดยตรง เนื่องจากว่าเป็นคู่อริกัน” พล.ต.ต.สาโรจน์กล่าว
พล.ต.ต.สาโรจน์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าคนร้ายเป็นใคร กลุ่มใด แต่ยังไม่ได้ตัดประเด็นใดประเด็นหนึ่งออกไปไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามหรือผู้ ตายมีปัญหาส่วนตัวกับใคร โดยมอบหมายให้ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่สืบสวนทุกกลุ่ม พร้อมทั้งตรวจสอบในที่เกิดเหตุ และกล้องวงจรปิดโดยรอบ เนื่องจากเวลาเกิดเหตุมีพยานเห็นเหตุการณ์จำนวนมาก และได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดตามพยานเพื่อให้ข้อมูลในการติดตามคนร้ายมา ดำเนินคดีต่อไป
ผบก.น.2 กล่าวว่า สำหรับพฤติกรรมของคนร้ายดูจากลักษณะการแต่งกาย มีการอำพรางใบหน้า สวมหมวกกันน็อกครึ่งใบ และมีผ้าปิดบังใบหน้า เชื่อว่าน่าจะมีการเตรียมการมาก่อน และยิงผู้ตายจนเสียชีวิตหลังจากที่เดินทางมาส่งรุ่นน้อง โดยไม่มีหลักฐานที่บ่งบอกว่าเป็นนักศึกษาอุเทนถวาย ทราบว่าคนร้ายที่ก่อเหตุขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อซูซูกิ ไม่ทราบสี และไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน อย่างไรก็ตาม จะประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ สน.ปทุมวัน และพื้นที่อื่นๆ ให้ดำเนินการตรวจสอบนักศึกษาที่ถูกไล่ออก หรือถูกพักการเรียน โดยตรวจสอบประวัติว่าเคยมีประวัติลักษณะดังกล่าวหรือไม่
พล.ต.ต.สา โรจน์กล่าวด้วยว่า อยากฝากไปยังสถาบันต่างๆ ที่เมื่อมีเรื่องลักษณะดังกล่าว จะมุ่งประเด็นไปที่ สถาบันคู่อริทันที โดยยังไม่มีการตรวจสอบที่แน่ชัด หากเป็นเช่นนั้นจะกลายเป็นว่าเกิดปัญหาระหว่างสถาบัน ซึ่งแท้จริงแล้วเจ้าหน้าที่จะสืบสวนสอบสวนว่าสาเหตุเกิดจากอะไร จะสรุปว่าเป็นสถาบันใดสถาบันหนึ่งไม่ได้ เนื่องจากอาจจะเกิดจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีมาใส่ร้ายป้ายสีกัน จึงไม่อยากให้ปักใจเชื่อเช่นนั้น เพราะจะนำไปสู่ความรุนแรงได้
“สำหรับ คดีนี้ถือว่าเป็นคดีที่สะเทือนขวัญ จะประสานงานเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ ตร.สน.โคกคราม ไปดูแลความปลอดภัยในงานศพของผู้ตาย ซึ่งอาจจะมีการรวมกลุ่มของนักศึกษาได้” พล.ต.ต.สาโรจน์กล่าวทิ้งท้าย
ที่มา คมชัดลึก
ด้านทนายต้อย “ปรีชา ณ เชียงใหม่” ทนายความของต้อย ยืนยันกำลังหาหลักฐานพิสูจน์ความจริง ซึ่งมั่นใจว่าลูกความบริสุทธิ์
“ในแง่ของกฎหมายพี่ต้อยเขาก็ไม่ได้มีพฤติกรรมที่จะหลบหนีคดี อย่างนี้มันไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต หรือว่าอย่างคดียาเสพติด หรือยาบ้า เรายินดีที่จะไปพบพนักงานสืบสวนแต่ในเวลาที่เหมาะสม ตอนนี้เราอยู่ในขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐานอยู่เรารอหมายเรียกอยู่หมายเรียกมา เมื่อไหร่เรายินดีที่จะไปหรือว่าทนายอาจจะไปเองผมจะเป็นคนเดินทางไปรับหมาย ให้พี่ต้อยเองบางอย่างเราก็ได้มาจากอินเทอร์เน็ตซึ่งมีคนส่งมาให้เยอะแยะไม่ สามารถเปิดเผยได้”
“คือ ตอนนี้มันอยู่ในขั้นตอนรวบรวมพยานและหลักฐานอยู่เพราะว่าผมมีพยานและหลักฐาน เยอะที่ผมมีอยู่แล้วก็มีคนส่งมาให้เยอะแยะที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคดีนี้มัน มีเบื้องหน้าเบื้องหลังแต่ตรงนี้เรามาสารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นพยานและหลักฐานที่เราต้องใช่เป็นสำนวนแต่ว่าในตอนนี้ที่ผมเป็น ทนายความผมก็ไม่อยากให้พี่ต้อยให้ความอะไรมากมันเกี่ยวกับในสำนวน ในฐานะที่เป็นทนายผมแนะนำว่าอยากให้น้องเขาหันหน้ามาคุยกับพี่ต้อยดีกว่า เพราะว่าเราไม่อยากทำกันรุนแรงเขาเป็นน้องนักศึกษาคุยกับพี่ต้อยเขาก็บอก ยินดีให้อภัยถ้าเข้าใจกันผิดก็สามารถปรับความเข้าใจกันได้ เรื่องการฝึกงานต่อก็ฝึกงานต่อได้ไม่เป็นไรคือเขาอยากเห็นน้องเขามีอนาคต
“เรามีหลักฐานพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าใครผิดใครถูก แต่ผมยืนยันว่าคดีนี้คุณต้อยเขาบริสุทธิ์จากพยานหลักฐานที่ผมรวบรวมมาว่ามัน มีอะไรอย่างไรเหมือนที่พี่ต้อยพูดแต่ขออย่าให้สังคมลงโทษหรือตัดสินพี่ต้อย วันไหนที่ผมพาคุณต้อยไปให้การกับตำรวจคุณจะเห็นพยานหลักฐานเองที่มาที่ไปมัน เป็นอย่างไรสุดท้ายฝากความหวังดีในฐานะผมเป็นทีมทนายของพี่ต้อยน้องมีอะไร ขัดข้องหมองใจหรือว่ามีการเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือว่าพี่ต้อยเองทีมทนายเองยินดีที่จะปรับความเข้าใจกันติดต่อมาที่ผมหรือ จะที่พี่ต้อยก็ได้หรือไม่ก็ที่มายาชาแนลก็ได้ก็อยากให้จบนะเพราะเรื่องนี้ มันไม่ใช่คดีคอขาดบาดตายมันสามรถคุยกันได้ผมยืนยันว่าทุกฝ่ายอยากให้จบลงได้ ด้วยดีเพราะตัวเพื่อนน้องนักศึกษาเองก็กลายเป็นเข้าเดือดร้อนมากมาพร้อมกัน รู้จักพร้อมกันจู่ๆมาบอกว่าพี่ต้อยให้เป็นนางนกต่ออย่างคนขับรถเขาก็ไม่รู้ เรื่องหลักฐานเราก็พิสูจน์ได้ว่าพี่ต้อยบริสุทธิ์นะครับ”
ยืนยันยังไม่เคยติดต่อไปคุยกับแม่คู่กรณีแต่อย่างใด .. “ยังครับแต่เราติดต่อทางพนักงานไปว่าเรายินดีที่จะคุยเสมอว่าน้องเขาก็ยัง เป็นน้อง ถ้าไม่ยอมก็ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการผมก็มีพยานหลักฐานอยู่เราก็อยากให้ มีการปรับความเข้าใจกัน เป็นข่าวอย่างนี้มันเสียทั้งน้องเขาและก็พี่ต้อยและก็เพื่อนเขากระทบไปหมดก็ ฝากสื่อนะครับถ้าเจอน้องเขาหรือแม่เขาเรายินดีพร้อมเสมอที่จะคุยผ่านตำรวจก็ ได้นะครับ”
เพื่อน “โอ๋” ยันมีคลิปเสียงเป็นหลักฐานเอาผิด “ต้อย”
ภายหลังการแถลงข่าวเสร็จสิ้นหน้าสำนักพิมพ์มายาแชนแนล มีกลุ่มเพื่อนของ “โอ๋” เดินทางถือป้ายประท้วง โดยมีข้อความเรียกร้องหยุดคุกคามทางเพศ และใช้ชื่อกลุ่มตนเองว่า “กลุ่มเสียงนิสิต” รวมตัวขึ้นหลังจากการเกิดเหตุคุกคามกับเพื่อนสาวเรียกร้องมโนธรรมสำนึกจาก ต้อย แอ็คเนอร์ โดยเพื่อนของโอ๋คนที่พาไปแจ้งความ และชี้จุดเกิดเหตุยืนอ่านคำแถลงการณ์ ซึ่งมี 5 ข้อ ยกย่องโอ๋ว่ามีความกล้าหาญที่ออกมาปกป้องศักดิ์ศรีกับปัญหานี้ที่มีมานาน แต่โอ๋เลือกที่จะแลกชื่อเสียงกับเรื่องดังกล่าว โดยยืนยันมาในนามส่วนตัวของมหาวิทยาลัยศรีปทุม และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่เกี่ยวกับทางมหาวิทยาลัย
ด้านเพื่อนสนิทของโอ๋ “นาย เมรัตน์ มาลัย” เผยว่ามีหลักฐานที่เป็นคลิปเสียงที่ตนได้พูดคุยกับเพื่อนชื่อ “ส้ม” ซึ่งเชื่อเอาผิด “ต้อย แอ็คเนอร์” ได้ และให้กับทางตำรวจไปแล้ว
“ที่เขาบอกว่าโอ๋จัดฉากก็มีหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่อยู่กับทางตำรวจ พิสูจน์ได้ว่าเอาผิดได้ เป็นคลิปเสียงที่คุยกับเพื่อนที่ชื่อส้ม หลังจากเกดจากเหตุการณ์แล้ว ให้ตำรวจเรียบร้อยแล้ว ผมก็เป็นเพื่อนส้มด้วย ซึ่งทางตำรวจบอกว่าส้มมาให้ปากคำแล้ว ส้มก็ให้ปากคำเป็นกลางครับเห็นว่าอย่างนั้น กับโอ๋มีการพูดคุยกับเขาเพิ่งเข้าไปในมหาวิทยาลัย ตอนนี้เขาดีขึ้น เขารอคุณต้อยแถลง รอดูทางตำรวจต่อไปแล้วกัน”
“ติ๋ม” ป้องผัวไม่ทำตัวเสื่อมเสีย เชื่อเด็กอยากดัง
“ติ๋ม ทีวีพูล” ให้สัมภาษณ์ในงานแถลงข่าวรางวัลท็อปอวอร์ด ด้วยอาการหายโกรธอีกฝ่ายแล้ว พร้อมทั้งป้องอดีตสามี บอกนักศึกษาฝึกงานที่เข้าแจ้งความโดนลวนลาม ไม่ใช่สเปกของอีกฝ่าย บอกมีดาราให้เลือกตั้งเยอะแยะ ตนจึงไม่เชื่อว่า สามีจะลวนลามเด็กฝึกงาน อีกทั้งเผยว่า อดีตสามีกำลังจะแต่งงานกับอาจารย์มหาวิทยาลัย คงไม่ทำเรื่องเสื่อมเสียแน่นอน เชื่อเด็กแค่อยากดัง
แถมยังเผยต่อว่า ตนและอดีตสามีเลิกกันมา 14 ปี แต่ก็ยังมั่นใจว่าอดีตสามีเป็นคนดี
“น้องเขาไม่ใช่สเปกพี่ต้อย ไม่น่าว่าจะทำแบบนั้น เพราะถ้าเกิดจะทำอะไรลักษณะนี้ เพราะว่าคนในวงการไม่ดีกว่าหรือ มีให้เลือกตั้งเยอะแยะ และที่สำคัญ พี่ต้อยก็กำลังจะแต่งงานกับอาจารย์มหาวิทยาลัย คงไม่ทำอย่างนั้นแน่นอน เรื่องเกิดตั้งแต่วันที่ 15 ทำไมเพิ่งมาแจ้งวันที่18 มกราคม”
“เด็กคงอยากดัง เชื่อว่า คงเป็นการสร้างกระแสให้ตัวเอง เพราะอยากดัง เพราะเหตุการณ์แบบนี้มันก็มีอยู่ เราเองก็อยู่วงการสื่อมา ก็พอจะรู้ว่าวิธีการทำตัวเองให้อยากดังมีอย่างไรบ้าง ถึงแม้ว่าจะเลิกกับต้อยมา 14 ปี แต่ก็ยังมั่นใจว่าเขาเป็นคนดี เชื่อว่า พี่ต้อยคงไม่ได้ทำ ถ้าจะทำมีคนมีชื่อเสียงเข้ามาให้เลือกเยอะแยะ เลิกกับพี่ต้อยมา 14 ปี แต่ก็เชื่อว่าเขาเป็นคนดีนะคะ ไม่น่าทำอะไรเสื่อมเสีย”
ส่วนกรณี ติ๋ม ไล่ให้อดีตสามีเปลี่ยนนามสกุลนั้น เจ้าตัวปฏิเสธโดยแจ้งว่า เรื่องนามสกุล “สกุลชัย” เป็นนามสกุลที่ใช้ร่วมกัน ซึ่งตั้งขึ้นมาใหม่หลัง “ต้อย แอ็คเนอร์” และ “ติ๋ม ทีวีพูล” แต่งงานกันจึงมีสิทธิ์ใช้ทั้งสองคน ซึ่งหากทางต้อยมีการแต่งงานใหม่ ก็อยากให้เปลี่ยนไปใช้นามสกุลอื่น
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
วันนี้ (19 ม.ค.) เมื่อเวลา 14.00 น.ร.ต.ท.ธีรพงษ์ นาขวา พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุมีผู้ผูกคอเสียชีวิตภายในอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น ตั้งอยู่เลขที่ 201/7 ซอยศรีพรสวรรค์ 5 หมู่ 1 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี จึงเดินทางไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู
เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุบริเวณชั้น 2 ของอาคาร เจ้าหน้าที่พบศพ น.ส.ชิดชนก อยู่สม อายุ 19 ปี นักศึกษาปี 1 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านสามเสน เสียชีวิตด้วยการใช้เสื้อแจ๊กเก็ตสีดำผูกคออยู่ติดกับราวบันไดชั้น 2 หน้าห้องนอน ในสภาพศพนั่งพับเพียบ ลิ้นจุกปาก ตรวจสอบในที่เกิดเหตุเบื้องต้นไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือถูกทำร้าย
จากการสอบปากคำ นายสรวิชญ์ ศรีสังข์งาม อายุ 19 ปี จ่าทหารอากาศ สังกัดกองบิน 6 แฟนหนุ่มของผู้ตาย ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุให้การว่า ตนเองกับ น.ส.ชิดชนก ได้คบหาเป็นแฟนกันมาได้ประมาณปีเศษ ก่อนเกิดเหตุประมาณช่วงเที่ยง น.ส.ชิดชนก หรือ เตย แฟนสาวได้โทรศัพท์มาบอกให้ตนเองมาหาที่บ้านพัก เพราะพ่อกับแม่ของ น.ส.ชิดชนก จะให้ตนพา น.ส.ชิดชนก ไปลาออกจากมหาวิทยาลัยที่เรียนอยู่ เนื่องจากสอบติดเอฟ ซึ่ง น.ส.ชิดชนก เพิ่งเดินทางกลับมาจากบ้านพ่อกับแม่ที่จังหวัดชัยนาท
นายสรวิชญ์ กล่าวต่อว่า เมื่อตนเองมาถึงบ้าน และขึ้นไปหา น.ส.ชิดชนก ที่ห้องนอน ก็พบว่า น.ส.ชิดชนก นั่งอยู่บนเตียงนอน โดยมีมีดปลายแหลมวางอยู่บนโต๊ะหัวนอน จากนั้นตนเองจึงได้พูดคุยกับ น.ส.ชิดชนก ว่า ให้แต่งตัวชุดนักศึกษา แล้วตนจะพาไปลาออกที่มหาวิทยาลัย แต่ปรากฏว่า น.ส.ชิดชนก ร้องโวยวายขึ้นมา หาว่าตนเองไม่รักและกำลังจะทิ้งไป จากนั้น น.ส.ชิดชนก ก็คว้ามีดที่วางอยู่ที่โต๊ะหัวนอนมาพยายามจะกรีดข้อมือตัวเอง ตนจึงเข้าไปห้ามและแย่งมีด เพื่อเอาลงไปเก็บที่ครัวข้างล่าง โดยได้บอก น.ส.ชิดชนก ว่า ให้แต่งตัวให้เรียบร้อยจะคอยอยู่ที่ข้างล่าง
หลังจากนั้น เมื่อตนเองลงไปรอ น.ส.ชิดชนก ได้ประมาณ 5 นาที ก็รู้สึกว่า น.ส.ชิดชนก แต่งตัวนานผิดปกติ จึงได้ขึ้นไปตามที่ห้องก็พบว่า น.ส.ชิดชนก ได้ใช้เสื้อแจ๊กเก็ตที่สวมมาจากบ้านที่ จ.ชัยนาท ผูกคอฆ่าตัวตายเสียชีวิตอยู่กับราวบันไดชั้น 2 หน้าห้องนอน ในสภาพลิ้นจุกปาก ตนจึงได้รีบเข้าไปช่วย เพื่อจะแกะปมที่มัดคอ แต่ไม่สามารถแกะออกได้ จากนั้นจึงได้จับชีพจรที่แขนก็พบว่าชีพจรหยุดเต้นแล้ว จึงได้รีบโทรศัพท์แจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ
เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งประเด็นการเสียชีวิตไว้ด้วยกัน 2 ประเด็น คือ ผู้ตายเกิดความเครียด เนื่องจากสอบไม่ผ่าน และมีปัญหาแฟนหนุ่มที่เพิ่งบอกเลิกไปไม่นาน หรือไม่ก็อาจจะถูกฆาตกรรม เนื่องจากลักษณะศพของผู้ตายที่พบอยู่ในท่านั่งพับเพียบระดับพื้น ซึ่งหากว่าผู้ตายดิ้นรนหลังจากผูกคอแล้ว ก็ไม่น่าที่จะเสียชีวิตได้ หรือหากผู้ตายตั้งใจที่จะฆ่าตัวตายด้วยวิธีดังกล่าวจริง ก็ต้องอาศัยความเด็ดเดี่ยวมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะรอผลการผ่าชันสูตรจากแพทย์ของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อสรุปสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
(19ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้ากรณี”ต้อย แอคเนอร์”หรือนายเกรียงศักดิ์ เอกสกุลชัย เจ้าของนสพ.บันเทิง ถูกนักศึกษาสาว ปี 4 มหาวิทยาลัยชื่อดัง แจ้งตำรวจจับข้อหากระทำอนาจารขณะไปฝึกงาน ล่าสุด พ.ต.อ.มานพ สุคนธ์ธนพัฒน์ ผกก.สน.สุทธิสาร เปิดเผย ว่า หลังตรวจสอบสำนวนสอบสวนเบื้องต้น พบว่ามีประเด็นที่ขาดหายไปบางส่วน ซึ่งจะนัดหมายให้ผู้เสียหายเข้าให้ปากคำเพิ่มเติม พร้อมกับเดินทางไปชี้จุดที่เกิดเหตุตามที่ต่างๆ อย่างละเอียด เพื่อบันทึกเป็นพยานหลักฐาน โดยเฉพาะที่ห้องภายในคอนโด ลาดพร้าว ซ.8 ที่ผู้เสียหายอ้างถึง พร้อมเชิญตัว น.ส.ส้ม เพื่อนที่ฝึกงานด้วยกันกับผู้เสียหาย ที่ถูกอ้างว่าน่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นมาให้ปากคำ
พ.ต.อ.มานพ กล่าวว่า หลังรวบรวมยานหลักฐานแล้ว หากพบมีการกระทำผิดเกิดขึ้นจริงก็จะออกหมายเรียก”ต้อย แอคเนอร์”เข้ารับทราบข้อกล่าวหาทันที หากไม่มาก็จะต้องพิจารณาออกมายจับต่อไป และ”ต้อย แอคเนอร์”ยังไม่ได้ติดต่อมายังตำรวจแต่อย่างใด แต่ตำรวจจะยังไม่เรียก จนกว่าจะได้หลักฐานที่สมบูรณ์และชัดเจน
ผก ก.สน.สุทธิสาร กล่าวอีกว่า การส่งตำรวจเข้าดูแลความปลอดให้ผู้เสียหาย เนื่องจากกลัวถูกข่มขู่และทำร้ายร่างกายนั้น ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดในเรื่องดังกล่าว ซึ่งจะต้องสรุปผลการสอบสวนผู้เสีหายในช่วงบ่ายนี้อีกครั้ง