“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี จัดรายการโทรทัศน์ชี้แจงประชาชน ครั้งแรก ครั้งนี้เรื่อง “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” ยันการทำงานอย่างหนักและรวดเร็วที่ผ่านมาเดินหน้าไปพอสมควร เชิญชวนชาวไทยเป็นเจ้าภาพที่ดี ต้อนรับแขกที่มาเยือนการประชุมสุดยอด ผู้นำอาเซียน เพราะถือเป็นงานสำคัญของประเทศ
13
นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้จัดรายการโทรทัศน์ชี้แจงประชาชน ในเวลา 09.00 น.วันที่ 18 มกราคม  ในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์”  ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยเอ็นบีที และถ่ายทอดสัญญาณไปทั่วประเทศ วันนี้ซึ่งเป็นการจัดรายการครั้งแรก นายกรัฐมนตรีได้คัดเลือกประชาชนจากทั่วประเทศ จำนวน 39 คน เข้าร่วมรายการ และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ซักถามด้วย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หลังแถลงนโยบายเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2551 รัฐบาลมีเวลาทำงาน 11 วัน รัฐบาลได้ทุ่มเททำงานอย่างหนักและรวดเร็ว เพราะมีปัญหาท้าทายหลายเรื่อง ทั้งเศรษฐกิจ และการเมืองในช่วง 11 วัน สามารถเดินหน้าประเทศไทยไปได้พอสมควรวันนี้ โดยเฉพาะเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ ครม.ได้อนุมัติกรอบแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2552 ถือว่ามีความ

สำคัญมาก เพราะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อต่างชาติ รวมทั้งเป็นการประชุมครั้งแรกหลังการประกาศใช้กฎบัตรอาเซียน จึงขอเชิญชวนประชาชนคนไทยทุกคนเป็นเจ้าภาพที่ดี สร้างความประทับใจต่อแขกมาเยือน เพราะการจัดงานครั้งนี้ ไม่ใช่งานของรัฐบาล แต่เป็นงานของประเทศ

“ส่วนตัวมีความมั่นใจว่าถ้าการประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นได้ จะทำให้เป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของประเทศไทยต่อสายตาชาวโลกได้ เนื่องจากที่ผ่านมาหลายคนหากได้ติดตามข่าวสารในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา หลายประเทศจะเห็นข่าวของความวุ่นวาย และความรุนแรง ทำให้เกิดความตกใจไปกันทั้งโลก เพราะหากจริงๆ หลายประเทศที่รู้จักประเทศไทย และคนไทยดี จะรู้ว่าคนไทยเป็นคนที่รักความสงบ มีจิตใจที่โอบอ้อมอารี ตนจึงมีความหวังว่าในการประชุมที่จะเกิดในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ จะทำให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ที่ทำให้ชาวโลกที่ดีขึ้น สิ่งที่ผมอยากจะบอกผ่านไปยังพี่น้องคนไทยทุกคนว่า กาประชุมดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นนี้ไม่ใช่งานของรัฐบาล แต่เป็นงานของประเทศ คนที่เป็นเจ้าภาพไม่ผมและไม่ใช่รัฐบาล แต่เป็นคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้นผมจึงอยากจะคนไทยทุกคนเข้ามาร่วมกันเป็นเจ้าภาพ และสร้างความประทับใจที่ดีกับแขกที่มาเยือน เพื่อสร้างความประทับใจ”

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า สิ่งหนึ่งที่ตนคิดว่าปัญหาใหญ่ที่ติดค้างอยู่ในใจเวลานี้ คือ ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้เกิดขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตทางการเงินเกิดขึ้นในประเทศ สหรัฐฯ สิ่งที่ตาม คือ ได้ส่งผลกระทบให้กับหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาต่างประเทศในการทำการค้าขาย เมื่อต่างประเทศมีปัญหาไม่มีเงินซื้อสินค้าของเราก็พลายทำให้ประเทสเราไม่ สามารถที่จะส่งออกสินค้าได้ รวมทั้งการท่องเที่ยวของชางต่างประเทศที่เข้ามายังประเทศไทยมีจำนวนลดน้อยลง ดังนั้นตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามายังประเทศไทยมีตัวเลขที่ลดลงมา ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นมา และประกอบกับเรามีเหตุการณ์การยึดสนามบิน ตรงนี้ทำให้หลายเกิดวิตกกังวล อีกทั้งในช่วงเวลาที่ผ่านมาเริ่มมีโรงงานหลายหลายโรงงานที่ทะยอยเลิกจ้าง ซึ่งที่ผ่านมาตนได้พยายามพูดคุยกับสถานประกอบการโรงงานต่างๆ รวมถึงสมาคมนายจ้าง เพื่อหาทางรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นายกรัฐมนตรี บอกด้วยว่า รูปแบบของรายการในแต่ละสัปดาห์จะเปลี่ยนแปลงไป มีความหลากหลาย โดยสัปดาห์ต่อไปๆ อาจเชิญผู้รู้ หรืออาจออกนอกพื้นที่ ไปพูดคุยนโยบาย หรือ ปัญหาต่างๆ  แต่จะไม่ใช้รายการนี้พูดตอบโต้ทางการเมือง

ทั้งนี้ การจัดรายการครั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้ยืนพูดกลางเวที โดยไม่มีโพเดียม และมีผู้ที่ได้รับเชิญเป็นตัวแทนจากประชาชนทั่วประเทศเข้าร่วมในรายการ 39 คน

ที่มา คมชัดลึก

  • Comments Off
  • “ครม.มาร์ค1″ เตรียมทุ่มอีก 1.2 หมื่นล้าน อุ้ม “ข้าวโพด-ปาล์มน้ำมัน-ยางพารา” ย้ำผู้ประกันตน-ขรก.รายได้ต่ำ 1.5 หมื่น จ่ายหัวละ 2,000 รับครั้งเดียว เล็งช่วยแรงงานนอกระบบ 23 ล้านคน ด้านนักวิชาการดาหน้าสับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ตรงจุด

    หลัง จากที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติอนุมัติงบ 1.16 แสนล้านบาท สำหรับใช้ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระทั่งหลายฝ่ายออกมาวิจารณ์ว่าโครงการที่รัฐบาลทำนั้น เป็นอภิมหาประชานิยม ล่าสุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทั่วโลกต้องใช้มาตรการลักษณะนี้ ไม่เกี่ยวว่าเป็นประชานิยมหรือไม่เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐ กิจที่เป็นไปตามตำราเศรษฐศาสตร์ที่เปิดดูได้ทุกสำนัก และไม่คิดว่ามาตรการและโครงการที่รัฐบาลทำจะเป็นภาระในระยะยาวของการจัดทำงบ ประมาณ เพราะมาตรการส่วนใหญ่เป็นเรื่องเฉพาะกิจ

    นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า การจัดทำงบประมาณในปี 2553 ลักษณะการจัดงบประมาณต้องเปลี่ยนไป เพราะแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทำในขณะนี้ไม่ใช่มาตรการที่จะทำต่อเนื่อง ถือเป็นเพียงมาตรการเฉพาะกิจ ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ปีงบประมาณ 2553 ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทางและโครงการต่อไป ซึ่งอาจมีโครงการการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น

    “ผมยืนยันว่า สิ่งที่รัฐบาลทำในแนวนี้จะสามารถตรวจสอบได้ เพราะจะดูได้จากการใช้จ่ายโดยเฉพาะการบริโภคภายในประเทศ จะเพิ่มขึ้นหรือไม่” นายอภิสิทธิ์กล่าว

    ทุ่ม1.2หมื่นล.อุ้มภาคเกษตร

    ส่วนผลการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมเห็นชอบขยายกรอบวงเงินเพิ่มเติม เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรในโครงการรับจำนำพืชผลทางการเกษตร 3 รายการ ที่ยังมีปัญหาในวงเงินไม่เกิน 1.2 หมื่นล้านบาท ไก้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา

    ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กระทรวงพาณิชย์ขอเพิ่มปริมาณรับจำนำอีก 2.5 แสนตัน ในวงเงิน 2,125 ล้านบาท และมีค่าบริหารจัดการ 186 ล้านบาท ปาล์มน้ำมันขอเพิ่มปริมาณรับจำนำอีก 2 แสนตัน ในวงเงิน 5,000 ล้านบาท แต่ ครม.เศรษฐกิจอนุมัติเพียง 1 แสนตัน ที่วงเงิน 2,500 ล้านบาท และค่าบริหารจัดการ 500 ล้านบาท และยางพารา ขอเพิ่มปริมาณการรับจำนำอีก 1 แสนตัน ในวงเงิน 4,000 ล้านบาท และค่าบริหารจัดการ 200 ล้านบาท

    ทั้งนี้ คาดว่ารัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณในการอุดหนุนสินค้าเกษตรดังกล่าว เพื่อชดเชยดอกเบี้ยจากการจัดหาแหล่งเงินในโครงการไม่เกิน 2,000 ล้านบาท โดยแต่ละโครงการจะขยายเวลารับจำนำออกไปอีก 3 เดือน และเตรียมจะนำเข้าสู่การพิจารณาอนุมัติของที่ประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้า (20 ม.ค.)

    นอกจากนี้ พิจารณามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและกระตุ้นธุรกิจท่องเที่ยว โดยในเบื้องต้นจะให้มีการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขอวีซ่าสำหรับนักท่อง เที่ยวต่างประเทศเป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งมอบหมายให้กระทรวงการคลังกำหนดความชัดเจนอีกครั้ง โดยจะเสนอ ครม.ชุดใหญ่ในวันอังคารหน้า

    ย้ำหัวละ2พันจ่ายครั้งเดียว

    ส่วนการจัดสรรเงินในโครงการช่วยเหลือค่าครองชีพให้ประชาชน คือผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม จำนวน 8.1 ล้านคน และบุคลากรภาครัฐ ได้แก่ ข้าราชการ ลูกจ้าง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยกำนันผู้ใหญ่บ้าน และแพทย์ประจำตำบล กว่า 1 ล้านคน ซึ่งจะรวมถึงข้าราชการบำนาญอีก 2.2 แสนคน รวมเป็น 1.22 ล้านคนนั้น นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้มีการจัดสรรกรอบวงเงินไว้ทั้งสิ้น 1.89 หมื่นล้านบาท โดยจะจัดสรรเงินให้รายละ 2,000 บาท และจ่ายให้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

    ขณะที่ฐานเงินเดือนของผู้ที่มีจะได้รับการจัดสรรเงินค่าครองชีพ แบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1.กรณีเป็นผู้ประกันตนจะต้องเป็นผู้มีเงินเดือนไม่เกิน 14,999 บาท และ 2.กรณีที่เป็นบุคลากรภาครัฐ ต้องมีเงินเดือนไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท ส่วนจะได้รับเงินเมื่อใด ต้องอยู่ที่ว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2552 จะผ่านความเห็นชอบจากสภา และมีผลบังคับใช้เมื่อใด ซึ่งหาก พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้แล้ว จะมีการจ่ายเป็นเช็คแล้วส่งไปให้ถึงที่บ้านทันที ส่วนการจัดสรรเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่มี 3-4 ล้านคน ในอัตรารายละ 500 บาทต่อเดือน หรือ 6,000 บาทต่อปีนั้น จะทยอยจ่ายเงินเป็นรายเดือนเข้าบัญชีของผู้สูงอายุโดยตรง

  • Comments Off
  • (13ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า ตามที่ได้ประกาศเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภาพ.ศ.2551 ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2551 นั้น บัดนี้ สมควรจะปิดประชุมได้แล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 128 และมาตรา 187 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่ง รัฐสภา พ.ศ.2552 ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2552 ให้ไว้ ณ วันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2552 เป็นปีที่ 64 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

    นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้ปีหนึ่งมีสมัยประชุมสามัญ สามัญทั่วไป และสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ โดยให้ถือวันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมครั้งแรก เป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญทั่วไปและเนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุม รัฐสภา พ.ศ.2551 ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรกในวันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2551

    จึง สมควรเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไปสำหรับปี 2552 ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2552 ตามความในมาตรา 127 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 128 และมาตรา 187 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไปพ.ศ.2552 ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2552 ให้ไว้ ณ วันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2552 เป็นปีที่ 64 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

  • Comments Off
  • วันนี้( 8 ม.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า เมื่อเวลา 13.57 น. ได้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวคล้ายระเบิดเกิดขึ้นที่ด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งตรงกับห้องทำงานของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ภายในทำเนียบฯ ทำให้ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายใน รวมถึงสื่อมวลชนที่ทำข่าวอยู่ในทำเนียบฯ ต่างตื่นตระหนก และวิ่งเข้าไปดูยังจุดเกิดเสียง

    เบื้องต้น จากการตรวจสอบ พบว่าจุดเกิดเหตุเป็นท่อระบายน้ำด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า เยื้องกับตึกสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.) โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบฯที่ประสบเหตุ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ ได้เข้าตรวจเช็คฝาท่อระบายน้ำต่างๆ ภายในทำเนียบฯ เห็นฝาท่อจุดดังกล่าวตกลงไปจึงดึงฝาท่อขึ้น เพื่อที่จะทำความเรียบร้อยปรากฏว่า มีเสียงดังสนั่นเกิดขึ้น แต่ไม่มีสะเก็ดระเบิด มีเพียงเสียงเท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

    อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในทำเนียบฯ กำลังตรวจเช็ครายระเอียดอีกครั้งว่าเป็นระเบิดชนิดใด

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดเหตุระเบิดเป็นที่น่าสังเกตุว่า ไม่ได้มีการกั้นให้เป็นเขตเป็นพื้นที่อันตราย กลับเปิดฝาท่อให้สื่อมวลชนดูถึงที่เกิดเหตุ และไม่มีการประสานเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐานมาตรวจตสอบ พร้อมกับมีการแอบอ้างว่าเป็นระเบิดที่ตกค้างจากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย เมื่อครั้งที่มาบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ทั้งที่ก่อนหน้านี้สำนักงานตำรวจแห่งชาตินำโดยพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร.ได้ระดมกำลังพลมาตรวจค้นเพื่อค้นหาวัตถุระเบิดและกวาดล้างท่อระบาย น้ำอย่างละเอียดยิบแล้ว

    ที่มา คมชัดลึก

  • Comments Off
  • “อภิสิทธิ์”กดปุ่มเดินหน้าประชานิยม ประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรกวันนี้ อัดฉีดงบแสนล้านฟื้นฟูเศรษฐกิจ เน้นกระตุ้นกำลังซื้อ ต่ออายุ 6 เดือน 6มาตรการ “น้ำ -ไฟฟ้า-รถเมล์ฟรี” อุ้ม อสม.-คนชรา ตั้งเป้าติวอาชีพคนตกงาน 5 แสนคน ก่อนส่งกลับบ้านเกิดเริ่ม มี.ค. ลอตแรก 2 หมื่นคน

    เมื่อ วันที่ 6 มกราคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการประชุมมอบนโยบายของรัฐบาลแก่หัวหน้าส่วนราชการกว่า 500 คน ว่า ตนจะเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ วันที่ 7 มกราคมนี้ เพื่อพิจารณากรอบการจัดทำแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการใช้จ่ายงบประมาณกลางปีงบประมาณ 2552 เพิ่มอีก 1 แสนล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติทางการเงินของโลก ด้วยการรักษาระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและรักษาระดับรายได้ของประชาชน

    “ครม.เศรษฐกิจจะเป็นผู้กำหนดกรอบว่าแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจ จะมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มใดบ้าง เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ผู้มีเงินเดือนประจำ หรือภาคเศรษฐกิจต่างๆ อาทิ ภาคการเกษตร ท่องเที่ยว หรืออสังหาริมทรัพย์” นายกฯ กล่าว

    จากนั้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณกลางปี จะให้หน่วยงานต่างๆ ได้นำเป้าหมายไปจัดทำเป็นรายละเอียด เพื่อที่จะได้สามารถเสนอกรอบของบประมาณกลางปีต่อที่ประชุม ครม.ได้ในวันที่ 13 มกราคม ซึ่งจะอนุมัติ พ.ร.บ.งบประมาณกลางปีได้วันที่ 20 มกราคม จากนั้นจะเสนอรัฐสภาพิจารณาวันที่ 28 มกราคมนี้

    นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ เริ่มมาจากข้างนอก ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นผลกระทบทางการเงินโดยตรง แต่เป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มีตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวที่ลดลง อาทิ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในไตรมาส 4 ของปี 2551 หดตัว 6.6% ขณะที่กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมลดลงเหลือ 61.2% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเพียง 1.2% เทียบกับก่อนหน้านี้อยู่ที่ 5.7% การบริโภคหดตัวเหลือ 1.6% เทียบกับครึ่งปีแรกที่ขยายตัว 4.3% การจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการ 10% ส่วนการส่งออกเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ก็ลดลง 17.7% ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวก็ลดลง 22.4%

    “ตัวเลขต่างๆ ที่ออกมาบ่งบอกชัดเจนถึงสภาพวิกฤติเศรษฐกิจที่เราเผชิญอยู่ ดังนั้นแนวทางการแก้ปัญหาขณะนี้จึงไม่ต่างกับที่อื่นในโลก สิ่งสำคัญที่สุดคือรักษากำลังซื้อของประชาชนให้คนทั่วไปมีเงินในกระเป๋าใช้ จ่าย มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เพื่อรักษาการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน การรักษาระดับรายได้ของประชาชนทั่วไป” นายอภิสิทธิ์กล่าว

    นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านแผนฟื้นฟูครั้งนี้ จะครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อรักษาการขยายตัวและกำลังซื้อและคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น เกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าทางการเกษตร ราคาอาหารในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจะดำเนินมาตรการเฉพาะหน้าด้วยการเข้าไปแทรกแซงราคาสินค้าทางการเกษตร โดยจะมีการเข้าไปแทรกแซงสินค้าเกษตรเพิ่มเติมจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาดำเนิน การไว้ และอาจจะต้องเพิ่มงบประมาณในการแทรกแซงด้วย เพราะวงเงินเดิมที่ตั้งไว้ 1.1 แสนล้านบาท คงไม่เพียงพอ

    ส่วนมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดโรงงานหรือการเลิกจ้าง รัฐบาลจะมีการสร้างแรงจูงใจ หรือลดการเลิกจ้าง ควบคู่กับการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้แรงงานกับผู้ประกอบการ ที่จะกระทบกับความเชื่อมั่นในสายตาของนักลงทุน โดยกระทรวงแรงงาน จะต้องทำงานใกล้ชิดกับสถานการณ์ ส่วนแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง รัฐบาลจะมีมาตรการฝึกอบรมแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง กลับไปทำงานที่บ้านเกิด

    ด้านธุรกิจเอกชน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จะมีมาตรการในการจูงใจ ในเรื่องมาตรการทางภาษี มาตรการสินเชื่อ หรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ รวมทั้งการเข้าไปดูแลให้สภาพคล่องทางการเงิน ผ่านธนาคารของรัฐที่เป็นธนาคารเฉพาะกิจ รวมทั้งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ทั้งระดับชาติ และ กรอ.ระดับจังหวัด เพื่อแลกเปลี่ยนความคิด

    นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่า ส่วนคนทำงาน หรือมนุษย์เงินเดือน จะมีมาตรการรักษาระดับรายได้ หรือลดภาระค่าใช้จ่าย กลุ่มแรก คือ เด็กและผู้ปกครอง รัฐบาลจะทำนโยบายเรียนฟรีให้เสร็จก่อนเดือนพฤษภาคมที่จะเปิดเทอมนี้ ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุ ระยะเร่งด่วน สิ่งที่รัฐบาลต้องทำให้ได้คือ การจัดสรรเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือทุกคน เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มรายได้และเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน

    อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2553 จะมีการปรับโครงการให้ดีขึ้นโดยวางระบบสวัสดิการให้เป็นระบบที่ยั่งยืน เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อฐานะการเงินการคลัง โดยตั้งกองทุนที่ส่งเสริมให้คนออม ซึ่งรัฐบาลสมทบให้เท่ากันหรือมากกว่า เชื่อว่าหากจัดระบบได้อีก 10-20 ปีข้างหน้า คนไทยจะมีความรู้สึกว่าไม่ต้องเป็นข้าราชการก็มีบำนาญได้

    ส่วนการลดภาระค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่รัฐบาลช่วยเหลืออยู่ ทั้ง ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี รวมทั้งก๊าซหุงต้ม รัฐบาลจะดำเนินการต่อ แต่จะปรับปรุงละเอียดบางด้านเพื่อให้สอดคล้องกับการประหยัดการใช้พลังงาน

    “มาตรการเดียวที่จะเปลี่ยน คือน้ำมัน เพราะวันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว รัฐบาลจำเป็นต้องมีรายได้ วันนี้ต้องคืนกลับไปสู่ระบบที่เราเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน” นายอภิสิทธิ์กล่าว

    ที่มา คมชัดลึก

  • Comments Off
  • Tags


    Recent Posts


    Recent Comments