อาจารย์วารินทร์ โหรคมช. ยันไม่ได้ทำนายจะเกิดการปฏิวัติ แค่วิเคราะห์ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันในฐานะคนไทยคนหนึ่งเท่านั้น พร้อมปลุกคนไทยต้านคนชั่วปกครองบ้านเมือง แนะผู้บริหารประเทศอย่างเหลิงในอำนาจ-สำนึกบุญคุณของแผ่นดิน
รายงานจากจังหวัดเชียงใหม่ว่า จากกรณีมีการระบุว่านายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ วิหารหลวงปู่เกวาลันหมู่บ้านสำนักสุขิโต โหรชื่อดังจังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำนายว่าจะมีเหตุวุ่นวายเกิดการปะทะถึงขั้นนองเลือดของบุคคล 2 กลุ่ม และก่อให้เกิดการรัฐประหาร ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันนั้น
ล่าสุดนายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ ได้ออกแถลงการณ์ โดยระบุว่า ข่าวที่ปรากฎออกมานั้นเป็นการแสดงความคิดเห็น จากการประมวลและวิเคราะห์สถาการณ์ที่พบเห็นในปัจจุบัน ในฐานะประชาชนคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่การทำนาย และไม่ต้องการก่อให้เกิดความแตกแยกในบ้านเมืองแต่อย่างใด ซึ่งการทำนายจะเกิดขึ้นต่อเมื่ออยู่ในวิหารหลวงปู่เกวาลัน ในหมู่บ้านสุขิโต จังหวัดเท่านั้น
โดยวันที่แสดงความคิดเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากไปอัดรายการ “เจาะใจ” ของบริษัทเจเอสแอล เท่านั้น ซึ่งภายหลังอัดรายการเสร็จมีผู้สื่อข่าวมาสัมภาษณ์เรื่องความคิดเห็นต่อบ้าน เมืองในปัจจุบัน ไม่ใช่การทำนายแต่อย่างใด
ทั้ง นี้ ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง อยากวิงวอนให้คนไทยทุกกลุ่ม ทุกหมู่เหล่าลดทิฐิหันหน้าเข้าหากัน ร่วมมือร่วมใจเห็นแก่บ้านเมือง ยอมเสียสละตนเองให้มากขึ้นไม่เห็นแก่พวกพ้องตนเอง ควรสำนึกว่าแผ่นดินไทยเป็นของคนไทยทุกคน มิใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่มีสิทธิ์ทำลายชาติบ้านเมือง และผู้มีอำนาจในการบริหารชาติบ้านเมือง ก็ควรคำนึงถึงบุญคุณของแผ่นดินที่เราได้อยู่อาศัยผืนแผ่นดินนี้ตั้งแต่เกิด มา
สำหรับบุญบารมีของประเทศไทยจะยังคงปรากฎตลอดไป เหตุเพราะบรรพบุรุษของเราในอดีตสร้างสมบุญบารมีไว้ให้คนไทยมามากมายเหลือนา นับ จึงขอเป็นกำลังใจให้คนไทยทุกคนอย่าท้อแท้ สิ้นหวัง ร่วมกันต่อต้านไม่ให้คนไม่ดีมาปกครองบ้านเมือง และร่วมมือร่วมใจกันสร้างบุญกุศลให้แก่แผ่นดินเกิดของเรา เพราะการที่จะเกิดเป็นมนุษย์ไม่ใช่เรื่องง่าย เราควรสร้างคุณความดีด้วยการคิดดี พูดดี ทำดีให้เป็นกุศลกรรมที่เกิดขึ้นจากมโนกรรม วจีกรรม และกายกรรมขาองเรา และเพื่อให้กุศลกรรมนี้ช่วยกอบกู้บ้านเมืองให้รอดพ้นจากวิกฤตทั้งหลายของ แผ่นดินด้วยความร่วมมือร่วมใจของคนไทย
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวถึงสถานการณ์ในขณะนี้ว่า ผบ.เหล่าทัพยังไม่มีการนัดหารือกันเป็นพิเศษ ส่วนกระแสข่าวการปฏิวัติเป็นเพียงข่าวลือ กองทัพไม่มีแนวความคิดนี้แน่นอน เพราะเป็นแนวคิดที่ไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ
ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะโฟนอินเข้ามาในรายการ “ความจริงวันนี้” ในวันที่ 1 พฤศจิกายน พล.อ.ทรงกิตติกล่าวว่า ไม่อยากออกความเห็น และที่ผ่านมายังไม่เห็นมีความชัดเจนอะไร หลายฝ่ายคาดเดากันไปเอง
พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ปฏิเสธกระแสข่าวการเตรียมปฏิวัติว่า กองทัพจะมีการเคลื่อนกำลังเพื่อซ้อมสวนสนามของทหารราชวัลลภในวันที่ 26 ตุลาคมนี้
เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะมีพิธีสวนสนามจริงในวันที่ 2 ธันวาคม
โดยจะมีการซ้อมทุกวันอาทิตย์ และจะมีหน่วยทหารทั้งหมด 12 กองพัน ร่วมสวนสนาม ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ
และกำลังที่อยู่ในต่างจังหวัด เช่น ปราจีนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ที่จะเคลื่อนเข้ามาในคืนวันที่ 25 ตุลาคม และเช้ามืดวันที่ 26 ตุลาคม
แม่ทัพภาคที่ 1 ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการกล่าวปราศรัยพาดพิงสถาบันด้วยว่า “กราบวิงวอนขอให้ประชาชนทุกท่านที่มีความจงรักภักดีเลื่อมใสในพระองค์ท่าน ช่วยกันถนอมพระองค์ท่านไว้ พระองค์ทรงมีพระชนมพรรษามากแล้ว
สิ่งใดที่เป็นการกระทำที่ไม่บังควร หรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ขอวิงวอนให้เลิก อย่าให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่แสดงออกถึงความจงรักภักดี
ต้องมีความคับแค้นใจในเรื่องนี้ กองทัพจะพยายามอย่างเต็มที่ในการดูแลเรื่องเหล่านี้ให้เป็นไปตามกฎหมาย เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์จะละเมิดมิได้”
มีรายงานข่าวแจ้งว่า หน่วยทหารทั้ง 12 กองพันที่จะเข้ามานั้น เคยเป็นกำลังสำคัญในการเข้ายึดอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 มาแล้ว
ขณะที่แหล่งข่าวทหารเปิดเผยว่า ขณะนี้หน่วยข่าวทางทหารจับตาการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีข่าวว่าจะมีการเชื่อมสัญญาณสดมายังประชาชนทุกหมู่บ้านว่า กรณีนี้ถ้าไม่มีการถ่ายทอดสดก็จะออกเป็นซีดีแจกชาวบ้าน
เพื่อแสดงให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่จำนนต่อคำพิพากษาของศาล และทำให้ชาวบ้านมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณถูกกลั่นแกล้ง ซึ่งอาจมีการระดมคนเข้ามาทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นอีก
ขณะที่ทหารก็จับตาความเคลื่อนไหวเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้สังคมมีความแตกแยก และขอวิงวอนคนไทยให้มีความรักสามัคคีมากขึ้น
ที่มา คมชัดลึก
คนตระกูลทักษิณสุมหัวนักวิชาการเชียงใหม่ฟันธงเสาร์นี้อาจมีปฏิวัติ นักวิชาการด้านสันติวิธี เตือน”ทักษิณ” ส่งสัญญาณเสียงออกรายการ” ความจริงวันนี้ ต้านรัฐประหาร” หลังศาลตัดสินจำคุก 2 ปี เชื่อสังคมไทยป่วนหนักแน่ จี้รัฐบาลหาทางเบรกท่าทีอดีตนายกรัฐมนตรี ป้องกันปัญหาการเมืองบานปลาย
แหล่งข่าวนักวิชาการจ.เชียงใหม่รายหนึ่ง เปิดเผยว่า จากการพูด คุยประเมินสถานการณ์กันของกลุ่มนักวิชาการซึ่งมีคนในตระกูลชินวัตรอยู่ ด้วย กลุ่มดังกล่าวได้มีการจับกระแสและประเมินสถานการณ์ว่าวันที่ 25 ต.ค. อาจจะมีการปฏิวัติ ข้อสังเกตที่น่าจับตาคือการให้ พล.อ.สล้าง บุนนาค อดีต รองอธิบดีกรมตำรวจ(รอง อ.ตร.) และพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธแดง ผู้ทรง วุฒิกองทัพบก จะนำกำลังคนเข้ามาชุมนุมปะทะกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยที่กรุงเทพฯ เมื่อเหตุการณ์รุนแรงขึ้นกลุ่มทหารก็จะอาศัยความ รุนแรงดังกล่าวเข้ามาปฏิวัติทันที
กลุ่มดังกล่าวยังได้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้กลับไปที่จังหวัดนครราชสีมา หลังการประเมินสถานการณ์ว่าจะมีการใช้ความรุนแรงและนำไปสู่การปฏิวัติในวัน เสาร์นี้ กลุ่มนักวิชาการในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่บางส่วน จะมีการออกมา เคลื่อนไหวเปิดแถลงท่าทีเพื่อยับยั้งการใช้ความรุนแรง
ทั้งในส่วนของเตือนสติทหารโดยมุ่งไปที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ. ทบ. ต้องหยุดนิ่งเฉยควรออกมายับยั้งความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้นเพราะรู้ว่า ประชาชนจะออกมาตาย และจะมีการประณามท่าทีของพล.อ.สล้าง ที่ออกมาเคลื่อนไหว ราวกับคนบ้า โดยที่รู้อยู่แล้วว่าปลายทางนำไปสู่ความรุนแรง
เตือนรัฐปล่อย”ทักษิณ”ออกความจริงวันนี้บ้านแน่
นายฮัอหมัดสมบูรณ์บัวหลวง อดีตคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์ แห่งชาติ(กอส.) และนักวิชากรอิสระด้านสันติวิธี เปิดเผยถึงกรณีที่มีข่าวพ. ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโทรศัพท์ทางไกลจากประเทศอังกฤษเข้า มายังรายการ “ความจริงวันนี้ ต้านรัฐประหาร” ซึ่งจะจัดขึ้นที่สนามราชมังคลา กีฬาสถาน วันที่ 1 พ.ย. เพื่อเปิดใจภายหลังศาลตัดสินจำคุก 2 ปี ว่า หากอดีต นายกรัฐมนตรนีรายนี้ปฏิบัติตามที่มีกระแสข่าวเกิดขึ้นจริง ย่อมตอกย้ำ ว่า ไม่ต้องการเห็นบ้านเมืองกลับคืนสู่ภาวะปกติสุขอย่างแท้จริง
นายฮัอหมัดกล่าวอีกว่า การกระทำดังกล่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นอก จากเป็นการส่งสัญญาณไปถึงไปกลุ่มคนที่ให้การสนับสนุน ซึ่งเดินทางมารวมตัวใน วันดังกล่าวแล้ว ยังเป็นการสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อสถาบันศาลอย่างมาก เพราะ หากอดีตนายกรัฐมนตรี คิดจะต่อสู่ก็ควรใช้วิธีตามกระบวนการทางกฎหมายมากกว่า ใช้รูปแบบดังกล่าว
“ผมว่าฐบาลต้องเบรกท่าทีของพ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความสงบ ภายในชาติ เพราะหากปล่อยให้มีการส่งสัญญาณเสียงเข้ามาในการชุมนุมในวันที่ พฤศจิกายนนี้ ผมเชื่อว่าบ้านเมือิงมีโอกาสวุ่นวายสูง”นายฮัอหมัด กล่าว
นักวิชาการด้านสันติวิธีรายนี้กล่าวด้วยว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ส่ง สัญญาณเสียงมาออกในรายการความจริงวันนี้ จะยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า ยังไม่ยอม รามือ และไม่ยอมเลิกตามที่พูดผ่านสื่อหลายๆครั้งที่ผ่านมา แต่กลับที่จะ เดินหน้าเอาชนะทุกอย่าง เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองไม่ผิด โดยไม่คำนึงถึงผล กระทบใดๆที่จะตามมากับสังคม หรือบ้านเมืองในขณะนี้
ที่มา คมชัดลึก
พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปฏิเสธข้อเสนอของผู้บัญชาการเหล่าทัพเรียกร้องให้รับผิดชอบยุบสภาหรือลาออกจากตำแหน่งว่า ทหารทุกคนมีศักดิ์ศรีและเป้าหมาย มีเจตนารมณ์มุ่งมั่นที่จะต่อสู้ปกป้องในฐานะที่รับผิดชอบองค์กร กองทัพต้องปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ขณะที่นักการเมืองปกป้องพรรคของตนเอง ปกป้องฐานเสียง และคะแนนเสียงของตน
เมื่อถามว่า สถานการณ์ขณะนี้ทหารจะออกมายึดอำนาจอีกหรือไม่ พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับผลกระทบ และเหตุผลของผู้รับผิดชอบ ซึ่งเหตุผลเป็นตัวตัดสินว่ามีผลกระทบต่อความเสียหายของชาติบ้านเมืองหรือไม่ เหตุที่ไม่สงบเพราะคนเลวทำให้ไม่สงบ ดังนั้นจะหยุดเลยคงไม่ใช่ เพราะต้องขจัดความเลวออกไปก่อน ความสงบจึงจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เมื่อการเมืองและการทหารขัดแย้งกันจะกระทบต่อประเทศชาติ ประชาชนต้องพิจารณาด้วยจิตที่นึกถึงส่วนรวม
“ยกตัวอย่างหากญาติประพฤติตัวไม่ดี เราต้องเป็นศัตรูกับญาติได้ เพราะชาติต้องมาก่อนญาติ กองทัพกับการเมืองขัดแย้งกัน ด้วยปัญหาที่ยอมกันไม่ได้ เป็นธรรมดาที่ฝ่ายที่มีกำลังย่อมชนะเสมอ กำลังหมายถึงศักยภาพการต่อสู้ ไม่ใช่มีอาวุธหรือไม่มีอาวุธ เพราะการรบไม่จำเป็นต้องใช้ยุทโธปกรณ์ วันนี้ต้องดูว่าใครสู้กับใคร ต้องคำนึงถึงชาติเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อการเมืองกับการทหารเผชิญหน้า ต้องถามว่าฝ่ายใดเพื่อชาติศาสน์ กษัตริย์ ฝ่ายนั้นจะชนะ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับเรื่องจำนวน แต่ขึ้นอยู่ที่เหตุผลความดี ขณะนี้เป็นสงครามระหว่างความดีกับความชั่ว ไม่ใช่เรื่องการเมือง”พล.อ.สพรั่ง กล่าว
เมื่อถามว่า ทางออกประเทศชาติจะจบอย่างไร พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า เหมือนคนไข้ไม่รู้จักรักษาโรค มัวแต่หวง อย่าไปผ่าตัดกลัวเจ็บ หากเราผ่าเลยก็จบ แต่ไม่ใช่ว่าจะไปทำแรงๆเพื่อให้จบ แต่ต้องทำในสิ่งที่ควรทำ ไม่ได้ประชดประชันใคร แต่คนที่ฟังอยู่ต้องรู้ว่าตนกำลังสื่ออะไรออกไป เมื่อถามว่า ปัญหาจะจบคล้ายเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า ไม่มีหรอก ถ้าท้าทายกัน คิดว่าหนังม้วนเดียวจบ สถานการณ์อย่างนี้ ทำให้เห็นชัดเจนว่าม้วนเดียวจบ
เมื่อถามว่า ทางออกของประเทศยังไม่จำเป็นต้องปฏิวัติใช่หรือไม่ พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า ไม่ได้พูดว่าไม่จำเป็น แต่ เมื่อสองฝ่ายเผชิญหน้าให้พูดกันด้วยเหตุผล หากเหตุผลกระทบต่อชาติบ้านเมืองเกิดแน่ สมัยที่ผมเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. นักข่าวถามว่าจะปฏิวัติหรือไม่ ผมบอกว่าอย่าถามผล แต่ต้องถามเหตุ ถ้าเหตุมีไม่ต้องถามผล เพราะผลเกิดจากเหตุ เหตุมีผลก็มี
เมื่อถามว่า หากปฏิวัติอาจมีบางกลุ่มออกมาต่อต้านให้เกิดปัญหาอีกครั้ง พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า ในโลกนี้มีอะไรบ้างที่ไม่เลือกหนทางที่จำเป็น อย่างสหรัฐอเมริกาส่งทหารไปรบกับอิรัก และมีคนตายหลายพันคน ถ้าไม่ไปรบก็คงดี แต่ที่ไปรบเพราะจำเป็นเพื่อประโยชน์ของชาติ เขา มีหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ
เมื่อถามว่า หากทหารปฏิวัติแล้วผลดีมากกว่าผลเสียควรทำใช่หรือไม่ พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า ไม่ใช่ได้หรือเสีย แต่จำเป็นหรือไม่จำเป็น หากทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศก็ต้องทำ เพราะผลประโยชน์ของชาติสำคัญกว่า หากปล่อยให้อยู่อย่างนี้พังกันไปหมด ทุกคนจะมัวแต่เอาตัวรอด อย่าเลี้ยงไข้ อย่าตามใจคนไข้ ถ้าเป็นโรคอะไรต้องรักษาตามโรค และหากเป็นโรคร้ายก็ต้องรักษา
พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า ประเทศที่เจริญการเมืองกับการทหาร จะช่วยพยุงให้ประเทศอยู่รอด เข้มแข็ง ประชาชนศรัทธาในเกียรติภูมิของนักการเมืองที่ทำหน้าที่แทนประชาชน และไว้วางใจ ส่วนข้าราชการ คือ บุคคลที่อาสาทำงานภาครัฐงานส่วนรวม ข้าราชการมีความสำคัญการทำอะไรต้องยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง หากทุกคนทำเพื่อประเทศชาติ ทุกอย่างจะไม่มีปัญหา บ้านเมืองขณะนี้หาคนจริงยาก คนเทียมเยอะ แต่บางคนที่ทำเพื่อส่วนรวมก็มี
พันธมิตรฯถูกหญิงขับรถป่วนพร้อมตะโกนด่า“เกลียดพันธมิตรฯ”ระหว่างเคลื่อน ขบวนมาถึงแยกราชดำริ ด้านนปช.นัดรวมพลมอบ ดอกไม้ให้กำลังใจตำรวจ ปลุกให้ต้านทหารปฏิวัติ พร้อมจี้เอาผิดแกนนำพันธมิตรฯ
(20ต. ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯเดินมาถึงแยกราชดำริ ปรากฏว่ามีเหตุชุลมุนขึ้นเล็กน้อย เมื่อมีหญิงคนหนึ่งขับรถยนต์ผ่านมายังกลุ่มพันธมิตรฯเดินขบวน พร้อมทั้งเปิดกระจกรถลงมาและตะโกนด่าด้วยเสียงอันดังว่า“เกลียดพันธมิตร“ทำ ให้ประชา ชนผู้ชุมนุมร่วมกลุ่มพันธมิตรฯไม่พอใจและพยายามฮือเข้าไปล้อมรถ แต่การ์ดพันธมิตรฯได้สกัดไม่ให้เข้าล้อมรถทำให้รถคนคันนั้นขับผ่านไปได้ อย่างปลอดภัย
นอกจากนี้รถเครื่องเสียงของพันธมิตรฯคันหนึ่งเกิดเสียกลางคัน ทำให้การเดินขบวนของพันธมิตรฯต้องหยุดลง โดยต้องนำรถมาลากรถคันที่เสียและขบวนก็เดินต่อไปได้ ขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ได้มุ่งหน้าไปที่พระบรมรูปร. 6 ที่สวนลุมพินี และจะสลายตัวกันที่นั่น
นายพิภพ ธงไชย แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ แถลงข่าวกรณีมีข่าวช่วงนี้อาจมีสถานการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ว่า กลุ่มพันธมิตรฯประเมินว่าช่วง 2 วันนี้อาจมีการสร้างสถานการณ์ที่รุนแรงได้ เพราะฝ่ายสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และโยงใยรัฐบาลไม่ต้องการให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการ เมืองอ่านคำพิพากษาได้ในสถานการณ์ปกติ
ดังนั้นจึงน่าจะมีการใช้การข่มขู่ว่าจะก่อเหตุโดยใช้ความรุนแรงให้ เกิดขึ้น ซึ่งฝ่ายพันธมิตรฯไม่ต้องการเผชิญหน้า จึงจะอยู่ในที่ตั้งในทำเนียบรัฐบาลเป็นหลัก และการดาวกระจายในวันนี้ก็ไม่ได้เป็นการกดดัน แค่ไปแจกซีดีเอกสารเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องป้องกันไม่ให้เกิดการเผชิญหน้า เพราะกลุ่มพันธมิตรฯไม่ต้องการเผชิญหน้ากับกลุ่ม นปช. ตำรวจต้องกันนปช.ไม่ให้เข้ามาใช้ความรุนแรงกับกลุ่มพันธมิตรฯ
เมื่อถามว่ามองอย่างไรที่มีข่าวว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมขอเวลา ผบ.ทบ.อีก 2 เดือน เพื่อจัดพิธีสำคัญก่อนที่จะตัดสินใจทางการเมือง นายพิภพ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าข่าวนี้จริงหรือไม่ เพราะนายกรัฐมนตรีและผบ.เหล่าทัพ ก็ไม่มีใครออกมาให้สัมภาษณ์ แต่ในความเห็นของกลุ่มพันธมิตรฯนั้น ความผิดของนายกรัฐมนตรีมีอยู่ 2 แบบ คือ ความผิดตามกฎหมาย และความผิดทางการเมือง ซึ่งในทางการเมืองนั้นความรับผิดชอบต้องมาเป็นอันดับหนึ่งสำหรับนักการเมือง เมื่อเกิดเหตุวันที่ 7 ต.ค. โดยที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ยับยั้ง นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะพยายามหลีกเลี่ยงว่าไม่ได้เป็นผู้สั่งการก็ตาม แต่ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีและนักการเมือง เมื่อเกิดเหตุเช่นนั้นขึ้น นายกรัฐมนตรีก็ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกทันที และการที่ ผบ.เหล่าทัพออกมาพูด ก็ไม่ได้มีเงื่อนไขว่าจะต้องให้เวลานายกรัฐมนตรี 2 เดือน แต่ได้พูดให้นายกรัฐมนตรีลาออกทันที เพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ส่วนความผิดทางกฎหมายนั้นก็ใช้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่าแต่ท่าทีของนายกรัฐมนตรียังยืนยันที่จะอยู่ใน ตำแหน่งต่อ แล้วกลุ่มพันธมิตรฯจะมีวิธีกดดันอย่างไร นายพิภพ กล่าวว่า การกดดันจะมาจากทุกภาคส่วนของสังคม แม้แต่กองทัพก็ออกมากดดันด้วย เชื่อว่าแรงกดดันจะไปถึงจุดที่นายกรัฐมนตรีต้องลาออก แต่การกดดันทั้งหมดจะเป็นไปตามแนวทางสันติวิธี ส่วน ผบ.เหล่าทัพจะมีแผนในการกดดันนายกรัฐมนตรีให้ลาออกอย่างไรนั้น ตนไม่ทราบ แต่เมื่อ ผบ.เหล่าทัพได้ก้าวออกมาในที่สาธารณะ แสดงความกล้าหาญทางจริยธรรมให้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบ ก็เชื่อว่าทาง ผบ.เหล่าทัพจะต้องมีแผนอื่น ๆ ตามมาแน่นอน แต่การแสดงออกของ ผบ.เหล่าทัพนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะกลุ่มพันธมิตรฯก็จะใช้เหตุผลตามรัฐธรรมนูญในการชุมนุมกดดันรัฐบาลต่อไป
เมื่อถามว่ามีข่าวว่าตำรวจจะสลายการชุมนุม นายพิภพ กล่าวว่า ตำรวจไม่มีสิทธิ์สลายการชุมนุม ตราบใดที่การชุมนุมเป็นไปอย่างสันติวิธี และอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ อยู่ในกรอบอารยะขัดขืน การยึดทำเนียบรัฐบาลโดยไม่เข้าไปในอาคารต่าง ๆ นั้น ถือว่ายังอยู่ในกรอบของสันติวิธีและอารยะขัดขืน เพื่อแสดงสัญลักษณ์ว่ารัฐบาลไม่มีความชอบธรรมในการบริหารประเทศ เราไม่กลัวตำรวจจะสลายการชุมนุม เพราะคิดว่าตำรวจจะไม่ทำ แต่เรากลัวว่าตำรวจจะใช้ นปช. ซึ่งถือว่าเป็นความผิดของรัฐบาลที่ไปสร้างกลุ่มที่เป็นหัวคะแนนของตัวเองมา ทำร้ายประชาชน ซึ่งตนถือว่ารัฐบาลกำลังถลำลึกไปเรื่อย ๆ ในการใช้ความรุนแรง เมื่อใช้ความรุนแรงโดยตำรวจไม่ได้ก็ไปจ้างประชาชนกลุ่มหนึ่งที่เป็นหัวคะแนน ของตัวเองมาใช้ความรุนแรงกับกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งจะก่อให้เกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่ากลุ่มที่รัฐบาลจ้างมานั้นเป็นกลุ่มเดียวกับของ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค หรือไม่ นายพิภพ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่า พล.ต.อ.สล้างได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตราใด ที่ออกมาข่มขู่ประชาชน เพราะตอนนี้ พล.ต.อ.สล้างเป็นแค่ประชาชนปกติเท่านั้น เพียงแต่รัฐบาลและสตช.ไม่ระมัดระวังที่ปล่อยให้ พล.ต.อ.สล้างไปแถลงข่าวยั่วยุข้าราชการตำรวจคนอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นความบกพร่องของ สตช.ที่เปิดโอกาสให้อดีตนายตำรวจแสดงการข่มขู่ และทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นนโยบายของ สตช.หรือไม่
สตช.ต้องแถลงให้ชัดเจนว่าจะสนับสนุนนปช.หรือส่งตำรวจนอกเครื่องแบบ ไปอยู่ในกลุ่ม นปช. หรือให้ตำรวจที่เกษียณแล้วใช้สถาบันของตำรวจเป็นเครื่องมือในการข่อขู่ ประชาชนหรือไม่ เพราะถ้าตำรวจยังทำอย่างนี้ ตำรวจจะไม่ได้รับความรักและความไว้วางใจจากประชาชนและศักดิ์ศรีของตำรวจก็จะ ลดลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายสำหรับสังคมไทย เพราะขณะนี้ตำรวจเป็นเครื่องมือทางการเมืองมากเกินไป ถ้า สตช.ไม่แถลงเรื่องนี้ให้ชัดเจนจะถือว่าให้การสนับสนุนอดีตตำรวจมาข่อขู่ ประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย
เมื่อถามว่ากลุ่มนปช.เคลื่อนไหวมากขึ้นอย่างนี้ พันธมิตรฯจะต้องยุติการดำเนินการต่าง ๆ ไว้ก่อนหรือไม่ นายพิภพ กล่าวว่า เราจะระมัดระวังเรื่องการเผชิญหน้า แต่เป้าหมายของเราจะไม่เปลี่ยนแปลงในการกดดันรัฐบาล ดังนั้นตำรวจและทหารจะต้องดูแลไม่ให้เกิดการเผชิญหน้า และกั้นกลางไม่ให้ นปช.เข้ามาทำร้ายกลุ่มพันธมิตรฯ และตำรวจต้องไม่เป็นผู้กระทำการเสียเอง เพราะวันนี้กลุ่มพันธมิตรฯไม่วางใจตำรวจ ดังนั้นทหารต้องมีหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนให้มากขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เวลา 11.00 น. นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย และนายชินวัตร หาบุญพาด แกนนำแนวร่วมประชาธิไตยแห่งชาติ (นปช.รุ่น 2) พร้อมแนวร่วมกว่า 100 คน นำดอกกุหลาบมอบให้ตำรวจเพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมทั้งยืนหนังสือเรียกร้องให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เร่งรัดดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมี พ.ต.อ.สุทธินาท สุดยอด รองเลขานุการตำรวจแห่งชาติ (รอง ลก.ตร.) เป็นผู้แทนรับมอบ
นายสมยศ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องเร่งรัดดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงโดยนำหลักฐาน ออกตีแผ่ให้สังคมรับรู้ถึงพฤติกรรมป่าเถื่อนของพันธมิตรฯ พร้อมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯ และผู้เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดกฎหมายอาญา และต่อรัฐธรรมนูญปี 2550
นายสมยศ กล่าวต่อว่า หากผู้นำเหล่าทัพหรือทหารกลุ่มใดก่อการรัฐประหาร ตำรวจต้องออกมาต่อต้าน ต้องทำหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย โดยการเข้าจับกุมดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดกับกลุ่มผู้ก่อการรัฐประหารในฐานะกบ ฎ ซึ่งประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะยืนหยัดอยู่ข้างตำรวจเพื่อทำหน้าที่รักษาระบอบ ประชาธิปไตย พร้อมกันนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องเพิ่มขวัญกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ในการจับกุมกลุ่มพันธมิตรฯ ผู้กระทำผิดกฎหมาย ด้วยการเพิ่มเงินเดือน เบี้ยเลี้ยง และเลื่อนขั้นให้เหมาะสม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง นปช.รุ่น 2 ได้มอบดอกกุหลาบและยื่นหนังสือเรียกร้องดังกล่าวเสร็จแล้ว แกนนำได้นำแผ่นผ้าขอความให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ และโจมตีกลุ่มพันธมิตรฯ ไปติดไว้ที่ฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบามสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งตั้งอยู่ที่บริเวณหน้าอาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ที่มา คมชัดลึก