หนังสือพิมพ์เซาธ์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานวานนี้ (27ก.พ.)ว่า มีโอกาสน้อยมากที่ตำรวจฮ่องกงจะเข้าจับกุมตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนที่เขาจะขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (เอฟซีซี) ในฮ่องกงวันจันทร์ที่ 2 มี.ค.นี้

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังรอการประสานจากกงสุลไทยในฮ่องกง รายงานข้อมูลที่แน่ชัด กรณีพ.ต.ท.ทักษิณได้รับเชิญจากเอฟซีซีไปปาฐกถาพิเศษ โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศประสานกับอัยการ ดำเนินการติดตามอดีตนายกรัฐมนตรีกลับมาดำเนินคดีในไทย ขณะระบุว่า หากข้อกฎหมายระหว่างประเทศสามารถดำเนินการได้ ก็พร้อมประสานกับทางการจีน เพื่อขอให้ส่งตัวพ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาดำเนินคดีในไทย

ทั้งนี้ ภายใต้หลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” นั้น ฮ่องกงรักษาระบบทางกฎหมายของตนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวผู้ร้ายข้าม แดนภายใต้กฎหมายพื้นฐานของฮ่องกง แต่ไทยมีข้อตกลงการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกับจีนเท่านั้น ขณะที่โฆษกสำนักงานความมั่นคงของฮ่องกงยืนยันว่า ฮ่องกงไม่มีสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกับไทย

ด้านนางมาร์กาเร็ต อึ้ง โหงย-ยี่ ประธานสำนักงานคณะกรรมการยุติธรรมและบริการทางกฎหมายของฮ่องกง กล่าวว่า จะถือเป็นเรื่องพิเศษพอสมควร

หากรัฐบาลฮ่องกงเห็นชอบกับคำขอของรัฐบาลไทย ถ้าไม่มีการทำสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนร่วมกัน

นางมาร์กาเร็ตกล่าวต่อไปว่า และแม้ไทยกับฮ่องกงมีการทำสนธิสัญญาร่วมกัน แต่คดีที่จะทำให้มีการส่งตัวกลับนั้น จะต้องเป็นคดีที่ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้อง

ร่วมกัน และได้รับการยอมรับในเขตอำนาจศาลของฮ่องกง “คุณไม่สามารถส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเพียงเพราะเหตุผลทางการเมือง”

ในแง่ของฮ่องกงแล้ว “การที่เราจะอนญาตให้เขาอยู่ต่อได้หรือไม่ จะขึ้นอยู่กับข้อกำหนดในการออกวีซ่า” นางมาร์กาเร็ตกล่าว

ด้านนายเอิร์นสท์ เฮิร์บ ประธานเอฟซีซี กล่าวว่าเอฟซีซีรับเป็นเจ้าภาพจัดปาฐกถาพิเศษในครั้งนี้ เพราะเห็นว่าพ.ต.ท.ทักษิณเป็นบุคคลสาธารณะซึ่งมุมมองของเขาเป็นที่สนใจของ ประชาชน “เขายังคงมีอิทธิพลอย่างมากต่อหนึ่งในประเทศสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้”

ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางเยือนฮ่องกงบ่อยครั้ง และเมื่อปีที่แล้วน.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวคนเล็กของเขา ได้ซื้อบ้านหรูหราในเขตโฮ มาน ทินในราคา 45 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

ที่มา คมชัดลึก

  • Comments Off
  • วันนี้ (20 ก.พ.) นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ในฐานะประธานคณะทำงานอัยการ รับผิดชอบคดี คตส.เปิดเผยถึงกรณีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) มีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและพวก กระทำผิดต่อตำแหน่งราชการ กรณีที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อนุมัติสินเชื่อ 9,000 ล้านบาท ให้บริษัทเอกชนโดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ หลังจากที่คณะทำงานร่วมระหว่าง ป.ป.ช.และอัยการ ร่วมสอบสวนเพิ่มเติม ว่า ขณะนี้สำนักงานอัยการสูงสุด ได้รับสำนวนจาก ป.ป.ช.และได้เสนอให้ นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด แล้ว แต่อย่างไรก็ดี อัยการสูงสุด จะส่งสำนวนที่ ป.ป.ช.มีมติ มาให้คณะทำงานอัยการ เพื่อตรวจสอบอีกครั้งว่า ข้อไม่สมบูรณ์แห่งคดีนั้นได้สอบสวนเพิ่มเติมทุกประเด็นแล้วหรือไม่ หากครบถ้วนแล้ว ก็จะได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป อย่างไรก็ดี หากพบมีข้อไม่สมบูรณ์อัยการสูงสุดก็อาจเสนอความเห็นให้ ป.ป.ช.ทราบ อีกครั้ง ซึ่งหาก ป.ป.ช.ไม่เห็นด้วย ตามกฎหมายก็สามารถนำคดีไปยื่นฟ้องต่อศาลเองได้ โดยขั้นตอนการตรวจสอบความสมบูรณ์สำนวนนั้น คาดว่าคณะทำงานจะต้องใช้เวลามากกว่า 1 สัปดาห์ เนื่องจากคดีมีพยานหลักฐาน เอกสารจำนวนมาก รวมทั้งผู้ถูกกล่าวมีหลายกลุ่ม และข้อไม่สมบูรณ์ที่ได้ทำการสอบสวนเพิ่มมีหลายประเด็น

    ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า ในวันจันทร์ที่ 23 ก.พ.นี้ ช่วงบ่าย คณะทำงานอัยการรับผิดชอบคดี คตส.จะประชุมหารือกรณีดังกล่าว ซึ่งรายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ในการตรวจสอบสำนวน ป.ป.ช.นั้น จะต้องพิจารณาว่า ป.ป.ช.ชุดใหญ่ มีมติเสนอต่ออัยการสูงสุดให้ฟ้องบุคคลใดบ้าง ซึ่งบุคคลที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาตามสำนวนที่ปรากฏในชั้นไต่สวน คตส.มีด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกกล่าวหา, กลุ่มผู้ปล่อยกู้ คือ คณะกรรมการ (บอร์ด) ธนาคารกรุงไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคาร และบริษัทเอกชนผู้ขอกู้ 3 ราย ประกอบด้วย บริษัท อาร์เค โปรเฟสชั่นนัล จำกัด, บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเตรียล พาร์จ จำกัด และ บริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) และกลุ่มบุคคลที่ได้รับประโยชน์จากบริษัทเอกชนดังกล่าว รวมทั้งต้องพิจารณาว่า มติที่ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ เสนอให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องนั้น ตรงกับรายงานการประชุมของคณะทำงานร่วม ป.ป.ช. และอัยการ ที่ได้ทำการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในข้อไม่สมบูรณ์โดยครบถ้วนหรือไม่ ซึ่งการที่อัยการจะยื่นฟ้องคดีต้องมีหลักฐานที่สมบูรณ์ในการกล่าวหาบุคคล และนิติบุคคลทั้ง 3 กลุ่ม

    ด้าน นายศิริศักดิ์ ติยะพรรณ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีต่างประเทศ กล่าวถึงการติดตาม พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า อัยการเตรียมส่งหนังสือประสานงานไปยังตำรวจเพื่อขอเอกสารที่เกี่ยวข้องในการ ติดตามตัว แม้ว่า ล่าสุด จะมีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พำนักอยู่ที่ฮ่องกง แต่เนื่องจากตำรวจยังไม่แจ้งที่อยู่แน่ชัด รวมทั้งยังไม่มีหนังสือประสานชี้แจงขั้นตอนการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ตามหมายจับของศาล และสำเนาหมายศาล ส่งมายังอัยการเพื่อประสานขอความร่วมมือส่งผู้ร้ายข้ามแดน ทำให้อัยการยังไม่สามารถดำเนินการประสานส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้ อย่างไรก็ดี ขณะนี้อัยการเตรียมเอกสารคำร้อง สำหรับการนำเรื่องส่งไปยังประเทศต่างๆ ไว้พร้อมหมดแล้ว

    ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

  • Comments Off
  • นายสักเสริญ รัตนชัย ผู้อำนวยการหอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง กล่าวตำหนิกลุ่มที่ทำให้ความศรัทธา ความเชื่อของคนเหนือถูกสังคมมองไปในทางเสื่อมในขณะนี้ หลังจากมีการกุเรื่องเจ้ามูลเมืองเป็นอดีตชาติของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กำลังหนีคดีเร่ร่อนอยู่ต่างประเทศ ในระหว่างการทำพิธีสืบชะตาให้ พ.ต.ท.ทักษิณที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยนายสักเสริญกล่าวว่า อยากให้ผีที่เกิดที่เชียงใหม่มาเกิดที่ลำปาง แล้วจะได้รู้กันว่าผีตัวนั้นมาจากไหน

    นายสักเสริญได้กล่าวในเรื่องที่เกิดขึ้นอีกครั้งว่า จริงๆ แล้วเรื่องผีในภาคเหนือถือเป็นความเชื่อของคนล้านนา และถือว่าเป็นโองการกษัตริย์ด้วย เพราะเคยมีตัวอย่างในอดีต เช่น โองการของพระเจ้าหอคำดวงทิพย์ ได้ประกาศไว้เลยว่า “ผู้ที่เป็นเทพยดาที่เป็นใหญ่แห่งขุนเขาแห่งอาณาจักรนี้ คือ ดอยเขางาม และเจ้าเปลวปล่องฟ้า เจ้าฝนแสนห่า เจ้าข้อมือเหล็ก” เป็นต้น ซึ่งแต่ละเจ้าจะบอกเอาไว้หมด เพราะเป็นโองการ ความเชื่อเรื่องผีทางภาคเหนือล้านนาได้มีการศึกษาค้นคว้า วิจัย โดยนักวิชาการ เชื่อถือได้ ซึ่งตนเองก็เคยทำวิจัยเรื่องความเชื่อเรื่องผีล้านนา ด้วยเช่นกัน และอีกคนหนึ่งที่ตนอยากให้คนเชียงใหม่ไปสอบถาม เพราะเป็นคนลำปาง และเคยศึกษาวิจัยเรื่องผีเจ้าทั้งหลายตั้งแต่สมัยเป็นนิสิต เรียนอยู่สาขาโบราณคดี ปัจจุบันเป็นอาจารย์อยู่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือ ศาสตราจารย์สุรพล ดำริกุล ท่านจะรู้เรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี

    อาจารย์ศักดิ์ กล่าวย้ำอีกว่า เรื่องผีสำหรับคนภาคเหนือแล้วถือเป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นศูนย์กลางชุมชน มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าวัด เพราะฉะนั้นคนเหนือเวลาถามกันว่ามาจากไหน ก็มักจะถามว่า “มาจากผีอะหยั่ง เป็นผีมด หรือ ผีเม็ง ผีเจ้าหมอกมุงเมือง ฯลฯ” คือเป็นการตามถึงต้นตระกูล และความเชื่อเรื่องผีของคนเหนือไม่ใช้เรื่องเหลวไหล เป็นโองการของเจ้าบ้านเจ้าเมืองด้วย ซึ่งอดีตจะต้องมีการประกาศตระกูลของผีด้วย ว่าเป็นผีอะไร หรือจะเรียกว่า “โอปะปะติกะภูมิ” คือภูมิของบรรพบุรุษนั่นเอง

    “ดัง นั้น ต้องเรียนให้ทุกท่านได้ทราบว่า ต้องดูและใช้วิจารณญาณด้วย ผมยังยืนยันว่าเรื่องผีเป็นเรื่องของจารีตโบราณ เป็นต้นตระกูล ไม่ใช่ผีจะโผล่ที่ไหน เมื่อไหร่ อยู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมา โดยที่ลูกหลานไม่มีใครรู้จักคงเป็นไปไม่ได้”

    ส่วน ที่ปรากฏขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ตนก็ยังงงอยู่เหมือนกันว่าผีที่ไหนมันไปโผล่ที่นั่น แน่จริงก็ให้มาโผล่ที่ลำปาง ซึ่งเป็นต้นตระกูลที่แท้จริง ดูว่าจะเป็นอย่างไร

    นายสักเสริญกล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เหมือนที่เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ลำปางก็เคยเกิดขึ้นเหมือนกัน พอมีทีวีไปจ่อที่หน้า การแสดงก็เกิดขึ้น ผีที่ไม่เคยเห็นก็โผล่มาทันที ตนจึงเรียกว่า “ผีทีวี” และสุดท้ายก็เกิดเรื่องที่น่าสลดขึ้น เพราะไปทำกับผีจริงๆ ที่คนเคารพนับถือมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ก็เลยมีอาถรรพ์ เสียชีวิตไปหลายรายแล้วเหมือนกัน

    “อยาก บอกว่าหากต้องการทำสารคดีก็ต้องลงไปศึกษาวิถีชีวิตชาวบ้านให้ถ่องแท้ แต่ไม่ใช่มาทำเพื่อการค้า หรือการแสดง แบบนี้ อย่าเอาเรื่องที่คนเคารพนับถือมาทำให้เสื่อม และอย่าไปหลอกใครอีกเลย เพราะสุดท้ายทุกคนก็จะรู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของร่างทรงเท่านั้นเอง” นายสักเสริญกล่าว

    ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

  • Comments Off
  • กลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่อยู่ระหว่างหลบหนีคดีอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งรวมตัวกันในนามแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ได้จัดชุมนุมปราศรัยโจมตีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ท้องสนามหลวงตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00 น. ของวันที่ 31 ม.ค.จนกระทั่งเวลาประมาณ 22.00 น. หลังจากแกนนำได้สับเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัยจนครบทุกคนแล้ว ได้มีการจัดขบวน เพื่อนำผู้ชุมนุมประมาณ 10,000 คนเคลื่อนไปยังทำเนียบรัฐบาล โดยได้จัดขบวนออกเป็น 6 ขบวน และมีแกนนำรับผิดชอบอยู่บนรถหกล้อนำหน้าขบวน เช่น ขบวนแรกนำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่จะทำหน้าที่เจรจากับตำรวจหากถูกสกัด ถัดมาเป็นขบวนของนายจรัล ดิษฐาอภิชัย นพ.เหวง โตจิราการ ขบวนของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อและนายจักรภพ เพ็ญแข ขนวนของนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย และปิดท้ายด้วยขบวนของนายวีระ มุสิกพงศ์ หลังจากจัดขบวนเสร็จเรียบร้อยได้ทยอยเคลื่อนออกจากสนามหลวงทันที
    9
    ทั้งนี้ มีรายงานว่าในช่วงการปราศรัยของนายจักรภพ เพ็ญแข ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนนั้น มีการเปิดตัวนายใจล์ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ต่อหน้าผู้ชุมนุมด้วยด้วย โดยนายใจล์ได้ขึ้นปราศรัยประกาศเป็นครั้งแรกว่าตนเองเป็นคนเสื้อแดง และเป็นผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แม้ว่าในช่วงหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย.49 เขาเคยออกมาประกาศต่อต้านรัฐประหารและต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณด้วย

    หลังจากกลุ่มคนเสื้อแดงได้เคลื่อนขบวนออกจากสนามหลวงเพื่อมุ่งสู่ ทำเนียบรัฐบาล โดยเดินเท้ามาตามถนนราชดำเนินกลาง เมื่อมาถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีเจ้าหน้าที่ตำรวพร้อมแผงเหล็กกั้น แต่เมื่อแกนนำลงไปเจรจาประมาณ 5 นาที ตำรวจก็เปิดทางให้ หลังจากนั้นขบวนคนเสื้อแดงได้เคลื่อนต่อไปถึงสะพานผ่านฟ้า และเจอกับแนวกั้นของตำรวจเช่นเคย แต่เมื่อนายจตุพร ลงไปเจรจา ตำรวจก็ยอมเปิดทางให้ผ่านไปได้ภายใน 5 นาที

    จนเมื่อเวลาประมาณ 23.20 น. กลุ่มคนเสื้อแดงได้เคลื่อนตัวผ่านสะพานมัฆวานรังสรรค์ ด่านนี้ถือเป็นด่านสกัดที่ 4 ถัดจากด่านของเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สะพานผ่านฟ้า และ แยก จปร. และเป็นที่น่าสังเกตว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจยอมถอยร่นปล่อยให้ผ่านไปโดยง่าย และเปิดเส้นทางให้กลุ่มผู้ชุมนุมด้วยการเคลื่อนรถผู้ต้องขัง ทำให้ผู้ชุมนุมสามารถเดินเท้ามาทางถนนพิษณุโลก เพื่อมุ่งหน้าสู่ทำเนียบรัฐบาลได้ โดยมีรถขยายเสียงของแกนนำฯ เคลื่อนตามมา

    ทั้งนี้สะพานมัฆวานฯ และถือเป็นจุดสกัดสุดท้ายของตำรวจ ก่อนที่จะถึงบริเวณทำเนียบรัฐบาล ซึ่งในขั้นต่อไปการรับมือกับม็อบเสื้อแดงจะตกอยู่ในหน้าที่ของกองทัพ โดยเป้าหมายของม็อบเสื้อแดงนั้นจะอยู่บริเวณ ถ.พิษณุโลก ด้านข้างทำเนียบรัฐบาล และบริเวณหน้า สำนักงาน ป.ป.ช.
    10
    จนเมื่อเวลา 23.40 น. แกนนำ นปช.ที่อยู่บนรถปราศรัยและเป็นหัวขบวนของม็อบเสื้อแดงได้เคลื่อนมาถึงบริเวณ สะพานชมัยมรุเชฐ ใกล้กับประตู 1 ของทำเนียบรัฐบาล โดยกลุ่มผู้ชุมนุมสามารถเคลื่อนไปประชิดรั้วทำเนียบรัฐบาล อย่างไรก็ตามแกนนำ นปช.ได้ประกาศว่าจะไม่บุกเข้าไปในบริเวณทำเนียบ โดยบอกว่าจะมาเพื่อประกาศเจตนารมณ์ กดดันรัฐบาลเท่านั้น หลังจากนั้นจะสลายตัว ขณะที่หน่วยปราบจลาจลและทหารตรึงกำลังแน่นอยู่ด้านใน พร้อมจับกุมทันทีหากมีใครปีนรั้ว

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ที่รักษาการอยู่ด้านในประกอบด้วย ตำรวจ กองกำลังปฏิบัติการร่วม 3 เหล่าทัพ บก เรือ อากาศ มีอุปกรณ์ป้องกันคือโล่ และลวดหนาม เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงมาถึง แกนนำ นปช.ประกอบด้วยนายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวีระ มุสิกพงษ์ ได้ประกาศชัยชนะ และกล่าวปราศรัยโจมตีรัฐบาลบนรถหกล้อ โดยมีนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทยเข้าไปร่วมด้วย หลังจากนั้นแกนนำคนเสื้อแดงได้ต่อรองตำรวจขอให้เปิดรั้วแผงเหล็กบริเวณประตู 1 ให้กลุ่มผู้ชุมนุมสามารถเคลื่อนเข้าไปชุมนุมบริเวณด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อประกาศเจตนารมณ์ ขณะนั้นการจราจรบริเวณ ถ.ราชดำเนินนอกติดขัดหนัก เพราะ เสื้อแดงนำแท็กซี่ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ มาปิดถนน ส่วน “เจ๊ดา-ดารณี กฤตบุญญาลัย”ได้นำรถตู้ส่วนตัวมาร่วมขบวนด้วย

    มีรายงานว่า เมื่อกลุ่มเสื้อแดงสามารถเคลื่อนประชิดประตูทำเนียบรัฐบาลได้ ต้องเจอกับหน่วยทหารปราบจลาจลขวางอยู่ แต่กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนได้ใช้ไม้ไล่ตี จนทหารวิ่งหนีและยอมถอยออกไป

    จนเวลาประมาณเที่ยงคืน กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงได้ทลายแผงกั้นของเจ้าหน้าที่บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุ เชฐ บุกเข้าไปในพื้นที่บริเวณถนนด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล ส่งผลให้กลุ่มคนเสื้อแดงสามารถตีกรอบล้อมทำเนียบได้ทั้งฝั่งด้านหน้า ด้านข้างบริเวณ ถ.พิษณุโลก และด้านหลังคือ ถ.ราชดำเนินนอก

    เมื่อเวลา 0.20 น. หลังแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงได้เคลื่อนยึดบริเวณถนนหน้าทำเนียบรัฐบาลสำเร็จ คนเสื้อแดงได้เผลักดันจนทำให้รั้วที่เจ้าหน้าที่นำมากั้นไว้ชั้นแรกได้ บริเวณหน้าทำเนียบด้านประตู 1 จนพังเสียหาย ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณ ถ.ราชดำเนินนอก ก็เริ่มทยอยเดินทางกลับ ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณ ถ.พิษณุโลกยังพอมีอยู่ ทำให้การจราจรบริเวณ ถ.ราชดำเนินนอกสามารถเคลื่อนตัวได้

    จากนั้น เวลาประมาณ 00.30 น. นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. ได้อ่านแถลงการณ์เป็นข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 4 ข้อ คือ 1.ขอให้รัฐบาลดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ยึดถนนราชดำเนิน ยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ยึดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ภายใน 15 วัน 2.ให้ปลดนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และพันธมิตรฯที่เกี่ยวข้องตามข้อ 1 ออกจากตำแหน่งทางการเมืองของรัฐบาลนี้ทุกตำแหน่งภายใน 15 วัน

    3.ให้รับร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.)ที่มี นพ.เหวงเป็นประธานไปพิจารณาภายใน 15 วัน หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 แล้วกลับไปใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ทันที 4.เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่แล้วให้ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนทันที โดยให้เวลารัฐบาลดำเนินการภายใน 15 วัน หากไม่ดำเนินการ ก็จะกลับมาชุมนุมอีกและจะชุมนุมยืดเยื้อจนกว่าจะได้ตามข้อเรียกร้องดังกล่าว ภายหลังอ่านแถลงการณ์เสร็จนายวีระได้ปิดแถลงการณ์ไว้บริเวณประตู 1 ก่อนสลายการชุมนุมกลับสู่สนามหลวง ขณะที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ได้เดินทางกลับ

  • Comments Off
  • “โอ๊ค-เอม” ยื่นคำให้การคัดค้านบัญชีทรัพย์สินคดียึดทรัพย์คุณพ่อทักษิณ ร่ำรวยผิดปกติ ระบุ เงินที่ได้มา ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย และรวยมาก่อนเล่นการเมือง ส่วนของ “แม้ว-อ้อ” ทนายยื่นขอขยายเวลาอีกรอบ ศาลอนุญาตให้ 30 วัน ครบกำหนดยื่น 19 ก.พ.นี้

    วันนี้ (20 ม.ค.) แหล่งข่าวทีมทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เผยถึงการยื่นคำคัดค้านบัญชีทรัพย์สินคดีร่ำรวยผิดปกติต่อศาลฎีกาแผนกคดี อาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่า เมื่อวันที่ 29-30 ธ.ค.2551 ที่ผ่านมา ทนายความได้ยื่นคำคัดค้านเกี่ยวกับทรัพย์สินของ นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว ซึ่งมีชื่ออยู่ในบัญชีที่อัยการสูงสุด ร้องขอศาลฎีกาฯ ให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว จำนวน 76,621,603,061.05 บาท ตกเป็นของแผ่นดินในคดียื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นจำเลย ในความผิดฐานมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติแล้ว โดยคำคัดค้านของนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ยืนยันว่า เงินและหุ้นซึ่งถูกฟ้องนั้น ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เป็นผลจากการกระทำผิดกฎหมาย แต่เป็นทรัพย์สินที่ได้มาก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะดำรงตำแหน่งทางการเมือง

    อย่างไรก็ดี ในส่วนคำคัดค้านเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา นั้น มีรายงานข่าวแจ้งว่า ทนายความได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ เมื่อต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ขอขยายเวลาการยื่นคำคัดค้านออกไปอีกเป็นครั้งที่สอง ซึ่งเดิมมีกำหนดที่จะต้องยื่นภายใน 20 ม.ค.นี้ โดยศาลฎีกาฯ พิจารณาคำร้องและคำชี้แจงของฝ่ายจำเลย แล้วจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายเวลาการยื่นคำคัดค้านออกไปอีกเป็นเวลา 30 วัน โดยให้ยื่นคำคัดค้านต่อศาลภายในวันที่ 19 ก.พ.นี้

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีดังกล่าว ศาลฎีกาฯ นัดพร้อมคู่ความเพื่อตรวจสอบพยานหลักฐานในวันที่ 26, 27 และ 30 มี.ค.นี้ เวลา 10.00 น.
    ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

  • Comments Off
  • Tags


    Recent Posts


    Recent Comments

    Latest Entries