วันนี้ (1 ม.ค.) เมื่อเวลา 05.30 น. พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เดินทางมาที่ซานติก้า ผับ พร้อมตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ โดยหลังจากเดินดูจุดต่างๆ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เบื้องต้นตรวจสอบพบว่ามีผู้เสียชีวิต 58 คน และบาดเจ็บรักษาตัวอยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆกว่า 200 คน โดยได้มีการตั้งศูนย์ช่วยเหลือและรับแจ้งความที่ สน.ทองหล่อ โดยจะทำการตรวจสอบผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด รวมถึงผู้ที่อยู่บนเวทีทั้งนักดนตรี นักร้อง มือกลอง ซึ่งมีคนให้การว่า ผู้ที่อยู่บนเวทีเป็นผู้จุดพลุไฟทำให้เกิดไฟไหม้ แต่อย่างไรก็ตามต้องตรวจสอบให้แน่ชัดอีกครั้งว่าเกิดจากสาเหตุใดแน่ และเกิดจากความประมาทหรือไม่ ซึ่งผู้เสียชีวิตขณะนี้ศพอยู่ที่หน่วยนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจและนิติเวชโรง พยาบาลจุฬาลงกรณ์

ต่อมาเวลา 07.30 น. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. พร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักวิทยาการตำรวจ (สนว.ตร.) เดินทางมาตรวจสอบร่วมกับ ที่แซนติก้า ผับ

พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ต้องให้ทาง พฐ.ทำการตรวจสอบอย่างละเอียด โดยเหตุไฟไหม้เกิดขึ้นประมาณเวลา 00.30 น. ซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 59 คน บาดเจ็บสาหัสตามโรงพยาบาลต่างๆ 54 คน และบาดเจ็บเล็กน้อยตามโรงพยาบาลอีกว่า 200 คน

ผู้สื่อข่าวถามว่า น่าจะเป็นการลอบวางเพลิงหรือไม่ เพราะมีข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนเจ้าของในวันขึ้นปีใหม่ พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า เรื่องนี้คงไม่มีใครคิดจะทำขนาดนั้น เพราะมีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งทำการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ในศพที่ยัง ไม่ทราบชื่อ ส่วนจะมีชาวต่างชาติหรือไม่ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ ส่วนเรื่องตำรวจต้องเข้าไปจัดการดูแลเรื่องสถานบันเทิง สถานประกอบการ ที่ไม่ได้มาตรฐานในการรักษาความปลอดภัยหรือไม่ ตำรวจมีหน้าที่เพียงดูเรื่องใบอนุญาตเท่านั้น ส่วนเรื่องตัวอาคารเป็นหน้าที่ของ กทม.

ด้าน พล.ต.อ.จงรัก กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สถานบันเทิงมักจะใช้วัสดุเก็บเสียง ซึ่งส่วนใหญ่วัสดุที่ใช้จะติดไฟง่าย ทางออก ทางหนีไฟต่างๆ ซึ่งขณะนี้ผู้ที่ตามหาญาติให้นำตำหนิ รูปพรรณ ข้อมูลของผู้สูญหายหรือผู้ที่มาเที่ยวเข้าติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ เพราะบางคนไม่มีหลักฐานติดตัวจึงไม่ทราบว่าเป็นใคร ให้นำหลักฐานมาเพื่อแจ้งความและทำการตรวจสอบกับทางโรงพยาบาลต่างๆ ส่วนสาเหตุต้องให้ทาง พฐ.ตรวจสอบอย่างละเอียด คาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์จึงสรุปผลได้

ต่อมาเวลา 08.20 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่แซนติก้า ผับ โดยตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พร้อมสอบถามรายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ พล.ต.อ.พัชรวาท ก่อนที่จะเดินไปขอบคุณพนักงานดับเพลิงที่มาร่วมระงับเหตุ

นายอภิสิทธิ์ เผยก่อนเดินทางกลับว่า ทราบว่ามีผู้เสียชีวิต 59 คน และรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่างๆ จำนวน 14 โรงพยาบาล และให้ทาง กทม.เข้าช่วยเหลือดูแลแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ด้านหน้าของแซนติก้า ผับ ยังคงมีรถของผู้ที่มาใช้บริการจอดอยู่ที่ลานจอดรถกว่า 20 คัน ส่วนอาคารเสียหายทั้งหมด เหลือเพียงโครงสร้างเท่านั้น แต่ก็มีรอยร้าวแตกตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยมีประชาชนมาสังเกตการณ์และญาติของผู้ที่คาดว่ามาเที่ยวและติดต่อไม่ได้ ต่างมาตรวจสอบที่แซนติก้า ผับและมาดูรายชื่อผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ที่สน.ทองหล่อ ตลอดเวลา

ด้าน พ.ต.อ.นิธิ บรรฑุวงศ์ ผกก.กองพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลและการส่งกลับ สำนักนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ ซึ่งมาตั้งศูนย์ตรวจพิสูจน์ที่ สน.ทองหล่อ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้มาตรวจพิสูจน์ผู้เสียชีวิตที่พบ โดยจะมีการดูรายละเอียดเบื้องต้น 3 อย่างคือ ดีเอ็นเอ ลายนิ้วมือ และข้อมูลทางทันตกรรม นอกจากนี้ยังดูรายละเอียด รูปพรรณ เช่น รอยสัก บาดแผลต่างๆ รวมถึงเครื่องประดับที่ใส่ ซึ่งศพที่ต้องทำการพิสูจน์เนื่องจากไม่มีหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็น ใคร โดยจะทำงานร่วมกับพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ โดยใช้ระบบข้อมูลในการตรวจพิสูจน์ โดยเบื้องต้นที่พบศพ อยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นชายทราบชื่อ 14 คน ไม่ทราบชื่อ 1 คน หญิงทราบชื่อ 6 คน ไม่ทราบชื่อ 9 คน และโรงพยาบาลตำรวจ เป็นชายทราบชื่อ 6 คน ไม่ทราบชื่อ 6 คน หญิงทราบชื่อ 4 คน ไม่ทราบชื่อ 11 คน ซึ่งตัวเลขอาจมีการเปลี่ยนแปลง เพราะมีผู้บาดเจ็บรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่างๆจำนวนมาก

ส่วน พล.ต.ท.ดนัยธร วงศ์ไทย ผบช.สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า ตอนนี้ทางเราได้ส่งศพทั้งหมดไปที่สถาบันนิติเวชหมดแล้ว เพื่อทำการผ่าพิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิต และขณะนี้ทางเราได้ตั้งศูนย์ตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล ที่สน.ทองหล่อ และที่ขณะนี้ทางเราทางเรายังไม่รู้ชื่ออีกจำนวน 28 ศพ ซึ่งมีทั้งผู้เสียชีวิตที่เป็นชาวต่างชาติและคนไทย ส่วนสาเหตุทางเรายังไม่สามารถที่จะบอกไดว่าสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ครั้งนี้ เกิดจากสาเหตุใด ต้องรอผลจากทางนิติวิทยาศาสตร์ก่อน และทางเราจะทำอย่างเร็วที่สุด ส่วนการเก็บวัตถุพยาน ที่อยู่ภายในที่เกิดเหตุทางเราได้ทำการเก็บไว้ทั้งหมดแล้ว และกำลังทำการตรวจสอบอยู่ ญาติพี่น้องท่านใดต้องการมาทำการตรวจสอบว่าเป็นญาติของตนหรือไม่ ให้มาตรวจสอบที่สน.จะต้องนำสำเนาเอกสารบัตรประชาชนขอผู้ที่สูญหาย และข้อมูลของผู้เสียชีวิตมาด้วย เพื่อที่จะได้ยืนยันที่สน.ทองหล่อ ทางเจ้าหน้าที่ได้นำรายชื่อ ของผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตรวมถึง รถยนต์ที่อยู่ในที่เกิดเหตุมาติดประกาศ อยู่ที่บริเวณหน้าสน.ทองหล่อ เพื่อให้ญาติ ได้มาทำการตรวจสอบสำหรับผู้ที่พักรักษาตัวอยู่ตามรพ.ต่างๆ เช่น รพ.พระราม 9 รพ.จุฬา รพ.ตำรวจ รพ.สมิตเวช 1-2 รพ.กล้วยน้ำไทย 2 รพ.คามิเลียน รพ.รามคำแหง รพ.กรุงเทพ รพ.วิภาวดี –รามคำแหง รพ.ราชวิถี รพ.เพชรเวช รพ.แพทย์ปัญญา รพ.ปิยะเวช และอื่นๆ

  • Comments Off
  • “จงรัก” ระบุ ยังไม่จับแม่ค้าปฏิเสธแบงค์พัน หวั่นแบงค์ปลอมระบาด พร้อมส่งตำรวจลงพื้นที่หาแหล่งผลิตคาดอยู่เหนือ-อีสาน

    (23ธ. ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร. กล่าวกรณีที่มีธนบัตรปลอมแพร่ระบาด โดยล่าสุดพบการนำไปใช้ที่ จ.สมุทรสาครว่า ธนบัตรปลอมที่พบในจ.สมุทรสาครเป็นเพียงการนำธบัตรจริงถ่ายเอกสารซึ่งตรวจสอบ ง่าย ต่างกับการผลิตธนบัตรปลอมขึ้นมา ซึ่งยังไม่ทราบว่าผลิตมาจากแหล่งใด แต่พบว่าแพร่ระบาดมาจากทางภาคเหนือและอีสาน ซึ่งตำรวจได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบหาแหล่งผลิตแล้ว

    ส่วนกรณีพ่อค้าแม่ค้าไม่รับธนบัตรใบละ 1,000 บาทเนื่องจากเกรงเป็นธนบัตรปลอมนั้น พล.ต.อ.จงรัก กล่าวว่า ตำรวจไม่สามารจับกุมได้เนื่องจากไม่มีกฎหมายเอาผิดในเรื่องนี้ และตำรวจต้องดูเจตนาเพราะมีการแพร่ระบาดธนบัตรปลอมพ่อค้าแม่ค้าต้องระมัด ระวัง เพราะกว่าจะทำงานหาเงินได้แต่เมื่อถูกลูกค้านำธนบัตรปลอมมาซื้อกำไรที่ได้ก็ หายไปหมด จำต้องป้องกันโดยการไม่รับเลย ก็คงว่าอะไรไม่ได้ต้องดูเจตนาเป็นหลัก ต้องดูเป็นรายไปและสิ่งที่เป็นห่วงคือการนำธนบัตรปลอมมาจ่ายค่าทางด่วนซึ่ง จะได้รับเงินทอนจำนวนมากและมีเวลาน้อยในการตรวจสอบ

    พล. ต.อ.จงรัก กล่าวว่า สำหรับประชาชนที่ได้รับธนบัตรปลอมมาแล้วนำไปใช้อีกต่อหนึ่งแล้วถูกแจ้งจับก็ ไม่ใช่ว่าจะติดคุกทันที เพราะสามารถพิสูจน์ว่าได้รับมาโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ตำรวจก็จะดำเนินคดีเฉพาะผู้ผลิต และผู้ที่รู้ว่าเป็นธนบัตรปลอมเท่านั้น ซึ่งพบว่าจะถูกนำมาขายใบละ 400 บาท เมื่อมีเจตนานำมาใช้ก็จะมีความผิดตาม ป.อาญามาตรา 244 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-15 ปีและปรับต่างหาก จึงเตือนผู้ผลิตและนำมาใช้เพราะไม่คุ้ม ซึ่งผู้ที่ได้รับธนบัตรปลอมมาก็ขอให้แจ้งตำรวจโดยทันทีและอย่านำไปใช้ ให้ฉีกทิ้งไปเลย

    ที่มา คมชัดลึก

  • Comments Off
  • วันนี้ (5 ธ.ค.) พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร. กล่าวถึงการเข้าไปตรวจสอบความเสียหายภายในทำเนียบรัฐบาลว่า แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ต้องรับผิดชอบกรณีสิ่งของภายในทำเนียบรัฐบาลสูญหาย เนื่องจากเป็นความผิดเฉพาะบุคคล แต่หากพิสูจน์ได้ว่า รู้เห็นเป็นใจให้เอาทรัพย์สินไป แกนนำจึงจะมีความผิด แต่ยอมรับว่าคงจะพิสูจน์ได้ยาก ทั้งนี้ มีรายงานว่า ทรัพย์สินที่สูญหาย มีตั้งแต่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ทีวี เครื่องคอมพิวเตอร์ รวมถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของหน่วยงานในทำเนียบรัฐบาล

    “ขอเตือนผู้ที่หยิบไป หรือรับซื้อของโจรให้ระวังความผิดทางอาญา จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี”พล.ตงอ.จงรักกล่าว

    รองผบ.ตร.ผู้นี้กล่าวอีกว่า ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผบก.น.1 นำนักประดาน้ำ เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบของผิดกฎหมาย หรืออาวุธสงคราม ที่อาจซุกซ่อนอยู่ภายในคลองผดุงกรุงเกษม ในเร็ววันนี้ ขณะที่การตรวจสอบในเบื้องต้น นอกจากพบอาวุธเป็นจำนวนมากแล้ว ยังพบยาเสพติดประเภทใบกระท่อม และยาแก้ไอ 4 x 100 ด้วย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้หลังจากเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ซึ่งเกิดเหตุการณ์ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมของประชาชนบริเวณหน้า รัฐสภา และหน้าบช.น. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บอีกจำนวนมากนั้น พล.ต.อ.จงรัก ไม่เคยออกมาให้สัมภาษณ์หรือแสดงคงวามคิดเห็นต่อการชุมนุมของพันธมิตรฯ แต่เมื่อภายหลังแกนนำพันธมิตรฯประกาศยุติการชุมนุมแล้ว พล.ต.อ.จงรัก จึงออกมาให้สัมภาษณ์อีกครั้ง โดยล่าสุด ให้สัมภาษณ์ในเชิง จะเร่งรัดให้พนักงานสอบสวน รีบดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯทั้งหมด ในข้อหา ก่อการร้าย เนื่องจากบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมืองด้วย
    ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

  • Comments Off
  • วันนี้ (22 พ.ย.)เมื่อเวลา 14.00 น.พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำกับดูแล บช.น.เรียกประชุมนายตำรวจที่เกี่ยวข้องเหตุคนร้ายยิงระเบิด เอ็ม 79 เข้าใส่การ์ดกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณแยกสวนมิสกวัน ถ.พิษณุโลก เมื่อคืนที่ผ่านมา ทำให้มีผู้บาดเจ็บทั้งหมด 8 ราย โดยหลังประชุม พล.ต.อ.จงรักกล่าวว่า ได้มีการตรวจสอบพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิดแล้วพบว่ากล้องบันทึกได้แต่เพียง ประกายไฟของระเบิดและรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมา ยังไม่ชัดเจนว่าคนร้ายยิงระเบิดมาจากจุดใด และคนร้ายยิงจากยานพาหนะหรือยืนยิงก็ยังไม่ทราบแน่ชัด คงต้องตรวจสอบต่อไป อย่างไรก็ตามผู้ชำนาญด้านวัตถุระเบิดยืนยันว่าเป็นระเบิดเอ็ม 79 เหมือนกับเหตุการณ์คนร้ายยิงระเบิดเข้าใส่เต็นท์ผู้ชุมนุมภายในทำเนียบ รัฐบาลก่อนหน้านั้น ส่วนจะเชื่อมโยงกันหรือไม่นั้นต้องหาพยานหลักฐานและจะสามารถจับกุมคนร้ายได้ หรือไม่นั้นก็ต้องสืบสวนต่อไปโดยใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์คือผู้ชำนาญใน การตรวจวัตถุระเบิดและพยานต่างๆ สำคัญที่สุดคือพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ ฉะนั้นหากมีผู้ใดพบเห็นเบาะแส รูปพรรณสัณฐานคนร้ายหรือรถต้องสงสัยก็ให้แจ้งตำรวจเพื่อสืบสวนติดตามจับกุม อย่างไรก็ตามคดีลักษณะนี้แม้กลุ่มพันธมิตรฯยังไม่ได้เข้าแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถทำคดีได้เลยเนื่องจากเป็นเรื่องอาญาแผ่นดิน

    พล.ต.อ.จงรัก กล่าวต่อว่าระเบิดเอ็ม 79 ซึ่งอาวุธสงครามที่คนร้ายใช้นั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เคยจับกุมได้จากคนร้าย ธรรมดาและมีที่มาจากหลายทาง ขณะนี้พอจะแล้วว่ายิงว่ามาจากด้านใด เดี่ยวจะไปตรวจสอบจุดที่เกิดเหตุอีกครั้ง โดยผู้ชำนาญจะกะระยะให้ว่าคนร้ายยิงมาจากตรงไหน เพื่อจะได้วางมาตรการป้องกันว่าทิศทางที่คนร้ายเข้ามานั้นตามปกติแล้วอยู่ใน ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะตรวจสอบว่าควรจะตั้งด่านตรวจตรงจุด ไหน เพื่ออุดช่องโหว่ไม่ให้เกิดเหตุร้ายซ้ำอีก

    ผุ้สื่อข่าวถามว่ากรณีดังกล่าวเคยเรียกเสธ.แดงมาให้ปากคำบ้างหรือไม่ พล.ต.อ.จงรัก กล่าวอีกว่าก่อนหน้านี้เคยประสานให้ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดงมาให้ข้อมูล แต่เขาก็ไม่มา บอกว่าตนไม่ได้เป็นคนทำ อย่างไรก็ตามการเรียกใครมาสอบอาจต้องมีพยานหลักฐานตามสมควรเท่าที่ทราบ เหตุการณ์ดังกล่าว พล.ต.ขัติยะเพียงแต่คาดคะเนไปว่าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นซึ่งเป็นเพียงข้อ สงสัย ยังถือไม่ได้ว่ามีส่วนรู้เห็นเป็นใจหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เบื้องต้นก็เพียงแต่ต้องการจะทราบข้อมูลเท่านั้นเอง แต่ถ้าไม่มา ก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้ แต่ถ้าเสธ.แดงจะเข้าให้ข้อมูลทางตำรวจก็ยินดี

    ทั้งนี้ภายหลังให้สัมภาษณ์เสร็จพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุที่คาดว่าคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าใส่กลุ่มพันธมิตรฯ บริเวณด้านหลังกองบัญชาการตำรวจนครบาล ใกล้แยกมิสกวัน ถนนพิษณุโลก พร้อมด้วยพล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผบก.น.1และเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิด

    ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

  • Comments Off
  • วันนี้(20 พ.ย.)ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เมื่อเวลา 10.30 น.พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ( รอง ผบ.ตร.) กล่าวถึงความคืบหน้าเหตุระเบิดใกล้เวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย ภายในทำเนียบรัฐบาล เมื่อกลางดึกที่ผ่านมาส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 24 ราย เสียชีวิต 1 ราย ว่า คนร้ายใช้ระเบิดชนิดเอ็ม 79 ที่ยิงมาจากด้านนอกทำเนียบรัฐบาลจุดใดจุดหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุได้เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมฯไม่ให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไป

    พล.ต.อ.จงรัก กล่าวต่อว่า แม้ตำรวจจะมีการป้องกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ มีการตั้งด่านสกัดตรวจอย่างเคร่งครัดก็ตาม แต่ได้สั่งกำชับย้ำแล้วว่าให้เพิ่มความเข้มในการตรวจตรามากกว่าเดิมเพราะไม่ ต้องการให้เกิดความรุนแรงใดๆ ประเทศไทยไม่ใช่อิรัก การจะมาห้ำหั่นกันโดยใช้กำลังนั้นมันไม่ถูกต้องอยากให้ทุกฝ่ายหันหน้ามาร่วม มือทำให้ประเทศเราเป็นประเทศที่สงบจะดีเสียกว่า

    พล.ต.อ.จงรัก กล่าวอีกว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องรวบรวมพยานหลักฐานทางคดีให้ได้มากที่สุดพร้อมคลี่คลายคดีให้ ได้โดยเร็วและกำชับให้ทุกฝ่ายเข้มงวดในการตรวจตราพื้นที่จุดล่อแหลมและหน่วย งานราชการสำคัญให้มากขึ้น ภายหลังกระแสข่าวอย่างต่อเนื่องว่า จะมีเหตุระเบิดเกิดขึ้นอีกหลายจุดใน กทม.หลังจากเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯที่ผ่านมา

    เมื่อถามว่า ต้องเชิญ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก มาสอบสวนหรือไม่ เพราะเคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า จะมีเหตุระเบิดขึ้น รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องสอบสวนผู้บาดเจ็บตามโรงพยาบาลต่างๆ ว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร หารายละเอียดให้มากที่สุด การจะเชิญใครมาสอบสวนต้องมีพยานหลักฐานพอสมควรก่อน แต่ขณะนี้เรายังไม่ได้รายละเอียดในส่วนนี้เลย รวมทั้งต้องรอสอบปากคำผู้บาดเจ็บก่อนว่า มาจากทางไหน ทิศทางเป็นยังไง ผู้บาดเจ็บเห็นใครอะไรหรือไม่ ต้องขอเวลาทำงานด้วย

    “การป้องกันตำรวจทำงานเต็มที่ ทุกวันนี้ก็ไม่ได้หลับได้นอน ตำรวจอยู่กับม็อบมานานก็ป้องกันทุกอย่าง เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงอยู่แล้ว”รอง ผบ.ตร. กล่าว

    ด้าน พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าคนร้ายยิงเข้ามาจากด้านใด เพราะยังไม่สามารถเข้าตรวจสอบพื้นที่จุดเกิดเหตุได้ ซึ่งหากเป็นการยิงจากปืน ได้ตรวจสอบจะทราบว่าจุดตกกระทบนั้นมีระยะเท่าใด และอาจจะสามารถระบุชนิดเครื่องยิงได้ เพราะหากเป็นการยิงนั้นก็มีปืนอยู่เพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น รวมทั้งหากเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดตรวจสะเก็ดระเบิดหรือจุดเกิด เหตุก็สามารถระบุชนิดของระเบิดได้อย่างชัดเจน

    พล.ต.ท.สุชาติ กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นจะมีความเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น ก่อนหน้านี้หรือไม่ คงยังไม่สามารถตอบได้ เนื่องจากยังไม่มีพยานหลักฐาน แต่ส่วนนี้จะเร่งสืบสวนให้ได้โดยเร็วที่สุด

    ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

  • Comments Off
  • Tags


    Recent Posts


    Recent Comments