พันธมิตรฯ แถลงนัดรวมพล เผด็จศึก รัฐบาลอีกรอบ 23 พ.ย.นี้

November 20, 2008



แถลงการณ์ฉบับที่ 24/2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรื่อง ระดมมวลชนครั้งใหญ่เพื่อเผด็จศึกหยุดยั้งอำนาจรัฐบาลทรราชฆาตกรหุ่นเชิด และหยุดสภาทาสระบอบทักษิณ

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 เวลา 03.25 น. ได้เกิดเหตุคนในฝ่ายรัฐบาลไม่ทราบจำนวนใช้เครื่องยิงลูกระเบิดชนิด เอ็ม 79 ยิงเข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นสถานที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยระเบิดตกลงบนหลังคาเต็นท์ผ้าใบของผู้ชุมนุม อยู่หน้าเวทีปราศรัย ผลจากแรงระเบิดทำให้สะเก็ดระเบิดกระจายเป็นวงกว้าง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ชื่อนายเจนกิจ กลัดสาคร บาดเจ็บสาหัส 2 ราย และบาดเจ็บอีก 21 ราย นับเป็นการเสียชีวิตเป็นรายที่ 3 จากการเข่นฆ่าประชาชนโดยฝ่ายรัฐบาล

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอแสดงความเสียใจ และไว้อาลัยให้กับครอบครัวและมิตรสหายของผู้วายชนม์ และขอประกาศอย่างเป็นทางการยกย่อง เชิดชู นายเจนกิจ กลัดสาคร ให้เป็นวีรชนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและประชาชนตลอดไป ตลอดจนขอแสดงความเสียใจกับผู้บาดเจ็บทุกคนในความกล้าหาญครั้งนี้

ทั้งนี้การใช้อาวุธสงครามประเภทระเบิดในการเข่นฆ่าประชาชนผู้มาชุมนุมร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นสตรี ผู้สูงวัย และเยาวชน นั้นมิได้เกิดครั้งแรก หากแต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ครั้งแล้วครั้งเล่าจาก เจ้าหน้าที่ของรัฐและอันธพาลของรัฐบาลทรราชฆาตกรหุ่นเชิดทั้งสิ้น

ครั้งสุดท้ายเมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 คนในฝ่ายรัฐบาลได้ยิงระเบิดใส่เต็นท์ผู้ชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล ทำให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้รับบาดเจ็บหลายราย ซึ่งพลตรี จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ส่งหนังสือทันทีถึงผู้รับผิดชอบในการรักษาความมั่นคงในพื้นที่นั้น คือ ผู้บัญชาการทหารบกและรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน, แม่ทัพภาคที่ 1, ผู้บัญชาการกองพลที่ 1, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้กำกับสถานีตำรวจนครบาลดุสิต ให้ช่วยกันหยุดยั้งการใช้อาวุธสงครามเข่นฆ่าประชาชนใจกลางพระนคร แต่ก็ไม่มีหน่วยงานใดได้หยุดยั้งการใช้อาวุธสงครามต่อผู้ชุมนุมได้แต่ประการใด

การใช้อาวุธสงครามประเภทระเบิดที่ใช้กับผู้ชุมนุมที่ผ่านมานั้น สะท้อนให้เห็นว่าบุคคลดังกล่าวจะต้องเป็นฝ่ายรัฐบาล โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกราชการและในราชการที่มีส่วนและรู้เห็นเป็นใจในการยิงระเบิดอาวุธสงครามเข่นฆ่าประชาชน

ทั้งนี้เพราะถ้าตำรวจไม่ร่วมมือหรือรู้เห็นเป็นใจ ก็จะไม่สามารถที่จะนำอาวุธสงครามประเภทนี้เข้ามาในใจกลางเมืองหลวง เพื่อทำร้ายผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในทำเนียบรัฐบาลได้

ย่อมแสดงให้เห็นว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 และนายตำรวจอีกหลายนาย ต่างรู้เห็นเป็นใจและสมรู้ร่วมคิดกับรัฐบาลในการเข่นฆ่าประชาชนที่มาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อทำหน้าที่ในการปกป้องราชบัลลังก์ ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน

ที่ผ่านมาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาชุมนุม เพื่อมาตรวจสอบรัฐบาล และปกป้อง ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แต่กลับถูกรัฐบาลใช้อำนาจรัฐและใช้อำนาจมืดมาเข่นฆ่าทำร้ายประชาชนมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม การชุมนุมในการขับไล่รัฐบาลทรราชฆาตกรหุ่นเชิด และการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ยังไม่สามารถที่จะบรรลุเป้าหมายและไว้วางใจได้ เพราะ สภาทาสของระบอบทักษิณ ก็ยังยืนยันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อฟอกความผิดให้กับตัวเองและพวกพ้อง และเตรียมแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างสถาบันองคมนตรีอันเป็นการลดพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่สามารถที่จะยอมให้เกิดขึ้นได้เช่นกัน

จากสถานการณ์ดังกล่าว พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงไม่สามารถใช้สิทธิการชุมนุมในที่ตั้งโดยปล่อยให้รัฐบาลเข่นฆ่าประชาชนรายวัน โดยไม่ได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยหรือรับผิดชอบจากเจ้าหน้าที่รัฐได้อีกต่อไป

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่อาจอดทนต่อรัฐบาลฆาตกรที่เข่นฆ่าประชาชนทุกวันอย่างอำมหิตโหดเหี้ยม และไม่อาจยอมรับสภาทาสของระบอบทักษิณได้อีกต่อไป

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ระดมมวลชนครั้งใหญ่ ณ ทำเนียบรัฐบาล ในวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไปเพื่อ “เผด็จศึก” เคลื่อนขบวนต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่หน้ารัฐสภา หยุดอำนาจรัฐบาลทรราชฆาตรกรหุ่นเชิด และหยุดสภาทาสระบอบทักษิณทุกรูปแบบ และทุกวิถีทาง

จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนเข้าร่วมชุมนุมครั้งประวัติศาสตร์มาใช้สิทธิ โดยทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2551 มาตรา 70 ในการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่ง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จนกว่าสังคมไทยจะได้รับชัยชนะ

ด้วยจิตคารวะ
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ก่อนหน้านี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนว่า หลังจากที่ศาลลัมละลายกลางมีคำสั่งให้บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด(มหาชน)เจ้าของหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการรายวัน ล้มละลายเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2551 นั้น ทางทีมกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ผุ้จัดการได้เปลี่ยนหัวหนังสือพิมพ์ที่ออกจำหน่ายวันที่ 20 พฤศจิกายน เป็น “สารจาก ASTV โดยทีมงานผู้จัดการ”

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก มติชนออนไลน์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

พันธมิตรฯแฉแผน ทักษิณ ตีล้อมเมืองยึดประเทศ

November 4, 2008

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ร่วมแถลงข่าว โดยพล.ต.จำลอง กล่าวความคืบการเจรจากับรัฐบาล ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานมาจากรัฐบาล โดยคิดว่ารัฐบาลน่าจะยุ่งอยู่กับเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วง 1-2 วันนี้ ซึ่งหากรัฐบาลสะดวกจะเข้ามาเจรจาเมื่อไรเราก็พร้อม ส่วนการเจรจาที่เกิดขึ้นจะสามารถหาทางออกได้หรือไม่นั้น คิดว่าต้องมีการเจรจาที่แน่นอนก่อน อีกทั้งตอนนี้เกิดการแบ่งฝ่ายกันมาก ซึ่งผลที่ตามมาอาจสร้างผลกระทบกับความมั่นคงของประเทศได้

ผู้ สื่อข่าวถามว่า ทางพรรคพลังประชาชนกำลังเดินเรื่องขออภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คน พล.ต.จำลอง กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรฯยังไม่มีการประชุมในเรื่องนี้ คงต้องให้มีการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างชัดเจนก่อน แต่ตนคิดว่า ผู้ที่กระทำผิดก็ต้องว่าไปตามผิด ซึ่งผู้ที่กระทำผิดมักจะชอบอ้างตัวว่าไม่ผิด ทั้งนี้หากให้ผู้กระทำผิดเรียกร้องอาจจะเกิดความวุ่นวายตามมา รวมทั้งอาจทำให้กระบวนการยุติธรรมดูไม่มีความหมาย ซึ่งขณะนี้กำลังมีความพยายามที่จะแก้ไขความผิดให้เป็นถูกอยู่ เมื่อถามว่า พรรคพลังประชาชนกำลังพยายามเดินหน้าในเรื่องขออภัยโทษ พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ต้องรอให้มีการดำเนินการในเรื่องนี้ก่อน ที่ผ่านมามีหลายเรื่องที่พรรคพลังประชาชนบอกว่าจะทำและไม่มีการดำเนินการ อะไร

เมื่อถามว่า กรณีที่เกิดเหตุยิงกันที่สะพานมัฆวานฯและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ในเรื่องนี้พันธมิตรฯกำลังตรวจสอบอยู่ว่า กลุ่มใดเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงก่อน โดยวันเกิดเหตุมีผู้บุกเข้ามาในพื้นที่การชุมนุม เพื่อต้องการสร้างความปั่นป่วน ทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของพันธมิตรฯจึงต้องทำตามหน้าที่ ซึ่งเราไม่กังวลในเรื่องนี้ เพราะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ด้านนายพิภพ กล่าวเสริมว่า ตามหลักพันธมิตรฯไม่มีนโยบายที่จะให้มีการพกพาอาวุธปืนในพื้นที่ชุมนุม

นาย พิภพ กล่าวถึงการที่สถานีโทรทัศน์ช่องเอ็นบีที จะนำภาพโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาออกอากาศซ้ำนั้น กลุ่มพันธมิตรฯไม่เห็นด้วย เนื่องจากถือเป็นสถานีโทรทัศน์ที่มาจากภาษีของประชาชน จึงไม่ควรที่จะให้บุคคลที่อยู่ในฐานะนักโทษออกมาชี้แจงความผิด ทั้งนี้ถ้ารัฐบาลยอมให้มีการออกอากาศการโฟนอินซ้ำ จะถือเป็นการโต้คำพิพากษาของศาล ซึ่งจะเป็นการทำลายกระบวนการยุติธรรมและสร้างความร้าวฉาน อย่างไรก็ตามถ้ารัฐบาลยังพยายามดื้อดึงให้มีการออกอากาศซ้ำ จะถือเป็นการกำลังผิดกฎหมาย ตั้งแต่ผู้ดำเนินรายการ สถานีโทรทัศน์และรัฐบาลเอง

ส่วนกรณีที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชนจะขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น นายพิภพ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ทำผิดหลักการและขั้นตอนการขอพระทานอภัยโทษ เพราะการอภัยโทษนั้นจะทำให้วันสำคัญต่างๆเช่นวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถฯ และผู้ที่จะขอพระราชทานอภัยโทษนั้นต้องสำนึกผิดและยอมที่จะรับโทษ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ นอกจากจะไม่ยอมรับผิด แล้วยังหลบหนีไปนอกประเทศไม่ยอมต่อสู้คดี และยังกล่าวหาว่ากระบวนการยุติธรรมกลั่นแกล้งไม่ให้ความเป็นธรรม สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำนั้นลึกๆอาจจะไม่ต้องการได้รับการพระราชทานอภัยโทษจากใจจริง แต่ทำอย่างนี้เพื่อเป็นการผลักภาระให้สถาบันอย่างเห็นแก่ตัว สร้างความแตกแยกให้สังคม เพื่อหวังจะกลับมาครอบครองประเทศใหม่อีกรอบ

“ทักษิณ ใช้ยุทธวิธีแบบ “ตีล้อมเมือง” โดยวางตัวแทนไว้ทุกกลไกทั้งในรัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญนิรโทษกรรม โจมตีศาล ขณะเดียวกันก็ปลุกระดมมวลชนตรึงทหารให้ไม่กล้าทำการรัฐประหาร เพื่อเป้าหมายทางยุทธศาสตร์คือการกลบมายึดประเทศอีกครั้ง ในสถานการณ์เช่นนี้ทหารต้องใช้เครื่องมือเพื่อสร้างความถูกต้องในบ้านเมือง โดยเฉพาะใช้สื่อในมือเผยแพร่ความร้ายกาจของ พ.ต.ท.ทักษิณให้ประชาชนได้รับทราบ” นายพิภพ กล่าว

นอกจากนี้ นายพิภพ ยังกล่าวว่า สำหรับจะหาทางออกด้วยกระบวนการราชประชาสมาศัยนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ต้องรับผิดก่อน เพราะแนวทางราชประชาสมาศัย เกิดขึ้นครั้งแรกหลังเหตุการณ์ 14 ต.ค.เป็นการระดมราษฎรมาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่มีการอภัยโทษให้ใคร จอมพลถนอม กิตตขจร ก็ยังถูกยึดทรัพย์ จนบัดนี้ยังไม่ได้รับคืน ดังนั้นแม้จะใช้หนทางราชประชาสมาศัย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ต้องมารับโทษก่อนไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้

นายพิภพ กล่าวถึงกระบวนการสานเสวนาที่เริ่มต้นที่พรรคประชาธิปัตย์ ว่า การสานเสวนาแบบนี้สุดท้ายจะเป็นเครื่องมือของรัฐบาล เพราะรัฐเป็นฝ่ายเริ่มต้นความรุนแรงจะยุติความรุนแรงได้อย่างไร การสานเสวนาโดยไม่พูดความจริงที่เกิดขึ้นในวันที่ 7 ต.ค.ไม่มีทางแก้ปัญหา ผู้นำแนวคิดนี้ทั้งนายโคทม อารียา และน.พ.วันชัย วัฒนศัพท์ ก็เป็นคนที่ไม่พูดความจริง มีแต่แสดงภาพว่าเป็นคนมีศีลธรรม แต่กลับทอดทิ้งต้นเหตุที่เป็นปัญหา ทำให้การสานเสวนาไม่สำเร็จ การสร้างสมานฉันท์นั้นต้องทำความจริงให้ปรากฏ หากมีการทำผิดกฎหมายต้องให้ศาลตัดสิน ไม่ใช่ให้ลืมอดีตทั้งหมด กระบวนการแบบนี้ไม่มีที่ไหนในโลกเขาทำกัน

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก โพสต์ทูเดย์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

เจริญจิตต์ งงถูกตั้งเป็นกรรมการสอบเหตุสลายม็อบพันธมิตรฯ 7ตุลา

October 21, 2008

21ต.ค.) นายเจริญจิตต์ ณ สงขลา หนึ่งในคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์สลายการชุมนุมพันธมิตรฯ 7 ตุลาคม เปิดเผยถึงที่มาของการเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการชุดดังกล่าว ว่า สุขภาพร่างกายของตนนั้นไม่ค่อยดีเท่าไรนัก เนื่องจากประสาทตาเสียมากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งผู้ที่แต่งตั้งตนเข้าไปนั้นคงไม่ทราบ เวลาตั้งตนก็ไม่ได้สอบถามมาก่อน ส่วนการประชุมของคณะกรรมการฯตนคงจะไม่ค่อยได้ไปร่วม คงไปเฉพาะที่สามารถทำได้เท่านั้น

ด้านนายสหาย ทรัพย์สุนทรกุล อีกหนึ่งในคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงชุดดังกล่าว เปิดเผยว่า การตรวจสอบของคณะกรรมการฯ อยู่ระหว่างให้คณะอนุกรรมการที่ถูกตั้งขึ้นทำงานไปก่อน ซึ่งจะมีการนัดประชุมของกรรมการชุดใหญ่อีกครั้งในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้

ที่มา คมชัดลึก

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ขวัญชัย ประกาศพร้อมขนคนไล่พันธมิตรฯ

October 14, 2008

“ขวัญชัญ” ยัน 16 ต.ค. ยังไม่ขนคนร่วมชุมนุมกับ นปช. ที่ท้องสนามหลวง ชี้หากเป่านกหวีดระดมพล ขับไล่พันธมิตรฯที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมนำสมาชิกชมรมคนรักอุดร 1 หมื่นคนสมทบทันที

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 13 ตุลาคม 2551 นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานกลุ่มชมรมคนรักอุดร พร้อมสมาชิกกว่า 100 คน ได้เดินทางมาที่ หน้าสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี เพื่อมอบดอกไม้เป็นขวัญและกำลังใจ ส่งผ่านให้กับตำรวจ ที่ปฎิบัติหน้าที่ในการสลายการชุมนุม ที่หน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ซึ่งมีตำรวจได้รับบาดเจ็บ ในการสลายการชุมนุมในครั้งนั้นด้วย โดย พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี ได้ลงมารับมอบดอกไม้ด้วยตนเอง พร้อมกับกล่าว ขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้กับตำรวจ ซึ่งทางตำรวจจะปฎิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์และยุติธรรม

นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดรฯ กล่าวว่า ในวันที่ 16 ต.ค. นี้ ทางชมรมได้จัดกิจกรรมให้กับสมาชิกโดยการเลี้ยงโต๊ะจีน จำนวน 300 โต๊ะ เพื่อพบปะสังสรรค์ และสอบถามความคิดเห็นของสมาชิกชมรมคนรักอุดร ว่าจะเข้าร่วมชุมนุมกับ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือไม่
ทั้งนี้ หากเป็นการชุมนุมและรับฟังการปราศรัยธรรมดาที่ท้องสนามหลวง ก็จะไม่เข้าร่วม แต่หากจะเคลื่อนขบวนเข้าไปขับไล่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ ทำเนียบรัฐบาล ก็พร้อมที่จะขนสมาชิกจำนวน 10,000 คน เข้าร่วมขับไล่แน่นอน

ทั้ง นี้การจัดงานสังสรรค์ในเย็นวันที่ 16 ต.ค. นี้จะเป็นการสอบถามความคิดเห็นของสมาชิกชมรมคนรักอุดร และเป็นการเลี้ยงตอนรับนายธีระชัย แสนแก้ว ที่ได้กลับมารับตำแหน่งรัฐมนตรีอีกครั้ง โดยงานสังสรรค์ในครั้งนี้จะรับแต่สมาชิกของชมรมเท่านั้น ดังนั้นในการเคลื่อนไหวต่อจากนี้ไปคงต้องฟังเสียงจากสมาชิกด้วย

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

กลุ่ม 40 ส.ว. หวั่นซ้ำรอย 6 ต.ค.ใช้ นปช.ปะทะพันธมิตรฯ

October 13, 2008

วันนี้ (13 ต.ค.) ที่รัฐสภา กลุ่ม 40 ส.ว.นำโดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. นายประสาร มฤคพิทักษ์ นายวรินทร์ เทียมจรัส ส.ว.สรรหา แถลงภายหลังการหารือ โดย นายประสาร กล่าวว่า สังคมไทยกำลังวิตกอย่างยิ่งต่อการเผชิญหน้าที่กำลังนำไปสู่ความรุนแรงจนสุด จะเยียวยา เห็นได้จากรัฐบาลกำลังใช้กลุ่ม นปช.เข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้ง คล้ายกรณี 6 ตุลา 19 ที่ใช้กลุ่มกระทิงแดง และ นวพล เข้ามาปฏิบัติการความรุนแรง ที่ทำให้เกิดการนองเลือด ดังนั้น กลุ่ม 40 ส.ว.จึงมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบกรณีความรุนแรง 7ตุลาฯ โดยมี น.ส.รสนา เป็นประธาน นพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธานที่ปรึกษา พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ เป็นรองประธานที่ปรึกษา นพ.วิชัย โชควิวัฒน เป็นเลขานุการ รวมทั้งจะเชิญบุคคลที่สังคมให้ความเชื่อถือเข้ามาร่วมด้วย

นายประสาร กล่าวต่อว่า กลุ่ม 40 ส.ว.เห็นว่า การเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ 50 โดยรัฐบาลและ คปพร.โดยเฉพาะฉบับของ คปพร.ถือเป็นชนวนเหตุแห่งปัญหาทั้งปวง และการเสนอ ส.ส.ร.3 เป็นหลุมพราง เพื่อให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามแนวทางของรัฐบาล ทั้งที่รัฐบาลได้ขาดความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิงที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นต้นเหตุความรุนแรงเมื่อวันที่ 7 ต.ค.นอกจากนี้ ทางกลุ่ม 40 ส.ว.จะติดตามตรวจสอบการประชุมร่วมรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่อาจมีปัญหาเรื่ององค์ประชุมไม่ครบ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจะทำให้การแถลงนโยบายของรัฐบาลไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และคำสั่งใดๆ ที่เกิดขึ้นโดย ครม.เช่น คำสั่งแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงที่ผ่านมาจะเป็นโมฆะไปด้วย อย่างไรก็ตาม เห็นว่ารัฐบาลจะต้องยุติความรุนแรงทันที ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ 7 ต.ค.ด้วยการลงโทษผู้สั่งการและผู้ปฏิบัติการ พร้อมทั้งเยียวยาผู้ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง รวมทั้งต้องเลิกล้มความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

น.ส.รสนา กล่าวว่า ทุกฝ่ายต้องจับตารัฐบาลชุดนี้ เพราะกลุ่ม 40 ส.ว.เห็นว่า ไม่มีความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศต่อไป หรือจะมาตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ 7 ต.ค.หรือการจะตั้ง ส.ส.ร.3 เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อถามว่า ทางรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการที่มีอดีตรองประธานศาลฎีกาเป็นประธานสอบสวน เหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ต.ค.น.ส.รสนา กล่าวว่า ไม่ขอออกความเห็นเรื่องตัวบุคคล แต่เห็นว่าตั้ง พล.ต.อ.อำนวย เพชรศิริ ส.ว.สรรหา เข้าไปเป็นกรรมการชุดดังกล่าวด้วยนั้น ไม่ควรตั้ง เพราะไม่เหมาะสม แต่ความจริงรัฐบาลในฐานะเป็นผู้ก่อการคงถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมว่าทำ ผิดเองแล้วตั้งกรรมการสอบตัวเอง รู้สึกเป็นห่วงกรณีที่มี ส.ส.พลังประชาชน ไปขึ้นเวที นปช.เพราะเกรงว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ โดยเฉพาะ ส.ส.พลังประชาชน ขึ้นเวที นปช.และยังมีการฝึกอาวุธให้กลุ่มประชาชนเหล่านี้ รัฐบาลต้องหยุดยั้งความรุนแรงไม่ใช้กลุ่มประชาชนเหล่านี้เป็นเครื่องมือ ทำให้ประชาชน 2 ฝ่ายประทะ เพราะเหตุการณ์กำลังซ้ำรอย 6 ต.ค.19

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านได้ถอนตัวจากแนวทางแก้ปัญหาชาติโดย 4 ฝ่ายแล้ว วุฒิสภาควรพิจารณาอย่างไร น.ส.รสนา กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประธานวุฒิสภา กลุ่ม 40 ส.ว.มองว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลหมดความชอบธรรมที่จะดำเนินการใดๆ แล้ว การที่รัฐบาลลุกลี้ลุกลนว่าจะลาออกหลังมีการตั้ง ส.ส.ร.3 เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว เป็นการอำพรางหวังจะแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อปลดล็อคการยุบพรรคและคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขอร้องนายกฯว่าอย่าประเทศชาติเป็นตัวประกัน อย่ามาข่มขู่อย่างนี้ เพราะประเทศชาติไม่ใช่ของใคร ตอนนี้มันเป็นวิกฤติการณ์ ไม่ใช่การหาแนวทางการแก้ปัญหาแล้ว ข้อเสนอแบบนี้ไม่ใช่หวังดีต่อประเทศ แต่อาศัยความวุ่นวายของประเทศแก้ปัญหาให้ตัวเอง ขอให้สังคมช่วยจับตามอง ซึ่ง กลุ่ม 40 ส.ว.จะช่วยกันจับตามอง

น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี กล่าวว่า ขณะนี้มีเสียงเรียกร้องทหารว่าทำไมถึงเงียบกับเหตการณ์ที่เกิดขึ้น ตนในฐานะเป็นคนเพชรบุรี และอยู่อำเภอเดียวกันกับ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ขอกราบวิงวอนให้ท่านแสดงจุดยืนที่ชัดเจนมากกว่านี้เพื่อให้ประชาชนได้ สบายใจ ไม่ใช่ตนไปกดดัน พล.อ.อนุพงษ์ เพื่อให้ทหารออกมาปฏิวัติ แต่ทหารต้องพิจารณาดูว่าในสถานการณ์เช่นนี้ควรแสดงบทบาทและจุดยืนที่จะทำให้ บ้านเมืองสงบสุข รอมชอม สันติได้อย่างไร

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

Next Page »