งดประชุมรัฐสภาวันนี้ ย้ำจนกว่าสถานการณ์ปกติ

November 24, 2008



รัฐสภาส่อเลื่อนประชุม ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อ 10 กว่าคน “ชัย” ยังเข้าสภาไม่ได้ “เลขาฯสภา รอ”ปธ.รัฐสภา”ยกหูชี้ขาด เผยตามข้อบังคับหากถึงเวลา 09.30 น.สมาชิกฯไม่ครบองค์ประชุม ก็ไม่สามารถเปิดประชุมได้โดยปริยาย ล่าสุด “ชัย”โฟนอิน งดประชุมรัฐสภาวันนี้ออกไปไม่มีกำหนด ย้ำจนกว่าสถานการณ์จะปกติ

วันนี้(24 พ.ย.) เมื่อเวลา 08.45 น.นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้มีสมาชิกรัฐสภาลงชื่อ10 กว่าคน ซึ่งยังไม่สามารถเปิดประชุมได้ และนายประธานรัฐสภา ก็ยังเข้ามาในรัฐสภาไม่ได้ เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯปิดล้อมรัฐสภาไว้หมดแล้ว อย่างไรก็ตาม นายชัย ได้มีการโทรศัพท์ประสานกับตน สอบถามถึงสถานการณ์ขณะนี้ตลอดเวลา ซึ่งการประชุมรัฐสภาจะมีหรือไม่ นายชัยจะเป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งจะประสานมายังตนอีกครั้ง

เลขาฯสภา กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้หากเวลายื้ดเเยื้อไปถึง 09.30 น. ตามข้อบังคับหากองค์ประชุมไม่ครบ ก็ไม่สามารถเปิดประชุมได้โดยปริยาย และการปิดล้อมของพันธมิตรฯหากยืดเยื้อไปถึงวันที่ 28 พ.ย.นี้ ซึ่งจะเป็นวันสุดท้ายของปิดสมัยประชุมสภาสมัยสามัญ ก็จะต้องปิดสมัยประชุมไปโดยปริยายเช่นกัน ส่วนจะมีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะพิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานล่าสุด เมื่อเวลา 10.00 น.นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ได้โฟนอินมาที่ห้องผู้สื่อรัฐสภา ว่า ของดการประชุมรัฐสภาในวันนี้ออกไป จนกว่าเหตุปกติและจะนัดประชุมครั้งต่อไปใหม่ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการป้องกันเหตุรุนแรง ที่อาจจะเกิดขึ้น พร้อมได้กำชับจนท.ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงจนกว่าผ่านพ้น วันที่ 5 ธ.ค.พร้อมขอให้สื่อช่วยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่า เหตุการณ์ยังอยู่ในภาวะปกติไม่มีอะไรร้ายแรง ทั้งนี้ยืนยันว่าการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา เป็นไปตามระเบียบวาระ

นายชัย กล่าวต่อว่า รัฐสภายังมีเรื่องสำคัญที่จะต้องดำเนินการ คือร่างสนธิสัญญาหลายฉบับเข้าสภา ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญระดับโลก หากสภาไม่สามารถแก้ปัญหาได้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมอาเซียนที่จังหวัดเชียงใหม่ และไทยจะต้องลงนามในสนธิสัญญา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 นอกจากนี้ยังมีกฎหมายท้องถิ่นอีกหลายฉบับที่จะต้องดำเนินการ เช่น ร่างพ.ร.บ.อบจ. ร่าง พ.ร.บ.อบต.จึงอยากเรียกร้องให้พันธมิตรฯเห็นใจพวกท้องถิ่นเหล่านี้ด้วย

ทั้งนี้ตนได้มีหนังสือเวียนวาระการประชุมในวันพุธและพฤหัส นี้ไปแล้ว แต่วันนี้ต้องของดการประชุมจนกว่าเหตุการณ์จะปกติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า คาดว่าจะนัดประชุมได้อีกเมื่อวันไหน นายชัย กล่าวว่า เมื่อข้อตกลงทั้ง 4 ฝ่าย จากพันธมิตรฯ รัฐบาล รัฐสภา และผู้นำฝ่ายค้าน เรียบร้อย ขณะนี้กำลังประสานงานอยู่ ซึ่งตนก็ได้บอกผู้นำฝ่ายค้านไปแล้ว โดยขณะนี้มีการประสานงานเป็นระยะๆ

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
Advertising

แกนนำพันธมิตรฯ ลั่น1 ทุ่ม ยึดลานพระบรมรูปทรงม้า

November 23, 2008

แกนนำพันธมิตรฯ ลั่น1 ทุ่ม ยึดลานพระบรมรูปทรงม้า เต็มพื้นที่ เตรียมพร้อมเคลื่อนพลปิดล้อมรัฐสภา แนะผู้ชุมนุมนำอุปกรณ์ป้องกันแก๊สน้ำตา ติดตัวไปด้วย “ปฐมพงษ์” วอนผู้ชุมนุมฟังและปฎิบัติตามแกนนำฯ อย่างเคร่งครัด มั่นใจแผนเผด็จศึกได้แน่ “พิภพ”ขอผู้ชุมนุมยืนไว้อาลัยแก่ “ยุทธพงษ์”เหยื่อบึ้มทำเนียบ เสียชีวิตรายล่าสุด ขณะเดียวกันพันธมิตรฯ ตั้งศรัณยู - มาลีรัตน์ เป็นแกนนำรุ่น 2 เพิ่ม

วันนี้(23 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นไปอย่างคึกคักตลอดทั้งวัน มีผู้ชุมนุมเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่องหลายหมื่นคน โดยมีแกนนำพันธมิตรฯขึ้นเวทีปราศรัย โดยนาย สมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวว่า ขอให้ผู้ชุมนุมทุกคนนำอุปกรณ์ป้องกันตัวเองจากแก๊สน้ำตาเอาไว้ให้พร้อมเพื่อ เตรียมบุกสภาในวันพรุ่งนี้ โดยในเวลา 19.00 น. วันนี้ พันธมิตรฯจะยึดลานพระบรมรูปทรงม้าให้เต็มพื้นที่ ยืนยันว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะได้รับชัยชนะใน 4-5 วัน ถ้าไม่ชนะไม่กลับบ้าน

ด้าน พล.อ. ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด ขึ้นกล่าวปราศรัย ว่า ขอให้ผู้ชุมนุมทุกคนที่จะกระจายกันออกไปปฎิบัติการในวันพรุ่งนี้( 24 พ.ย.)ให้เคลื่อนไหวอย่างมีระเบียบวินัยปฎิบัติตามคำสั่งของแกนนำและการ์ด อย่างเคร่งครัด โดยมีการคิดแผนแล้วว่า เราจะเผ็ดจศึกในวันนี้ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ชุมนุมเป็นหลัก ซึ่งเรามีจากบทเรียนในวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา เราจะไม่ให้เกิดการสูญเสียใครมาทำร้ายเราได้ ส่วนฝ่ายตรงข้ามที่ต้องการป่วนมีไม่เกิน 100 คน ถ้าเราอยู่ในระเบียบวินัยสามารถเอาชนะได้แน่นอน

ขณะที่ นายภิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวบนเวทีพันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ขณะนี้เราได้เสียวีรชนคนกล้ารายล่าสุดไปอีก 1 คนแล้ว คือ นายยุทธพงษ์ เสมอภาค การ์ดอาสาพันธมิตรฯ ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุระเบิดเอ็ม79 ในทำเนียบรัฐบาล โดยจากไปอย่างสงบเมื่อเวลา 14.00 น.ที่ผ่านมา นายยุทธพงษ์ เป็นคนมีจิตใจงดงามมาก เป็นอาสาสมัครเข้ามาช่วยงานการ์ดพันธมิตรฯ โดยที่ไม่รู้ตัวว่าจะเสียชีวิต นายยุทธพงษ์ ได้มอบร่างกายและอวัยวะให้กับโรงพยายาลรามาธิบดี เพื่อส่งมอบให้สภากาชาด พวกเราชาวพันธมิตรฯขอแสดงความเสียใจและได้ขอให้ผู้ชุมนุมยืนไว้อาลัยต่อการ จากไปอย่างสงบของนายยุทธพงษ์ โดยจะมีการรดน้ำศพ ที่ศาลา 2 วัดโสมนัสวรมหาวิหาร วันนี้เวลา 19.00 น.

ด้านนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรฯ เปิดเผยว่า พันธมิตรฯได้ตั้งแกนนำรุ่น2 เพิ่ม 2 คน คือนายศรัณยู วงศ์กระจ่าง นักร้องและนักแสดง และนางมาลีรัตน์ แก้วก่า อดีต ส.ว.สกลนคร

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ระดมแพทย์ฉุกเฉินกว่า 30 ทีมเตรียมพร้อม 24 ชม.

November 22, 2008

สธ.หวั่นเกิดเหตุรุนแรง สั่งระดมแพทย์ฉุกเฉินกว่า 30 ทีม พร้อมรถพยาบาลเครื่องมือแพทย์ช่วยชีวิตระดับสูง รับมือเหตุชุมนุมใหญ่ของพันธมิตร เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่ 22 -24 พฤศจิกายน ระดมได้อีกหากจำเป็น กำชัดโรงพยาบาลในกทม. 11 แห่งทั้งในและนอกสังกัด เตรียมห้องฉุกเฉิน ห้องผ่าตัด คลังเลือด เตียงว่างรองรับเต็มที่ หากมีผู้บาดเจ็บ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตยครั้งใหญ่ ในวันพรุ่งนี้(23 พ.ย. ) ว่า ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข สั่งการให้โรงพยาบาลสังกัดที่อยู่ในกทม.และเขตปริมณฑล และประสานกับโรงพยาบาลภาครัฐที่อยู่ในพื้นที่กทม.ทั้งหมด ใน 2 เรื่องใหญ่ คือ ระดมทีมแพทย์ฉุกเฉินพร้อมรถพยาบาลระดับ สูงรวมกว่า 30 ทีม มีแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ที่ระดับมืออาชีพด้านการกู้ชีพโดยตรง ปฏิบัติการที่บริเวณจุดชุมุนมครั้งนี้รวมกว่า 100 คน เริ่มประจำการตั้งแต่เช้าวันนี้ (22 พ.ย.51) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 24 พ.ย. 51 โดยให้ศูนย์นเรนทร เป็นแกนประสานงานร่วมกับศูนย์เอราวัณ ของกทม.อย่างใกล้ชิด

อีกทั้งได้ให้โรงพยาบาลในสังกัดที่อยู่ในกทม. 11 แห่ง ได้แก่ ราชวิถี เลิดสิน นพรัตนราชธานี และประสานโรงพยาบาลนอกสังกัด ได้แก่ จุฬาลงกรณ์ รามาธิบดี ศิริราช ร.พ.กลาง ภูมิพลฯ ตำรวจ พระมงกุฎเกล้า วชิรพยาบาล เตรียมพร้อมระบบการแพทย์รองรับหากมีผู้บาดเจ็บ โดยเตรียมทั้งบุคลากร ห้องฉุกเฉิน ห้องผ่าตัด คลังเลือด และสำรองเตียงรองรับอย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง เน้นย้ำให้ดูแลรักษาอย่างเต็มที่และดีที่สุด ไม่ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่าย

ด้านนพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมายให้ศูนย์นเรนทร ประชุมวางแผนระบบความพร้อมร่วมกับศูนย์เอราวัณ และทีมแพทย์โรงพยาบาลต่างๆในพื้นที่กทม.ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้มีความพร้อมทุกด้านแล้ว มีการแบ่งโซนดูแลและมีระบบการประสานงาน การสื่อสารผ่านทางระบบดาวเทียม โดยมีโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และสภากาชาดดูแลเรื่องคลังเลือด พร้อมสนับสนุนโรงพยาบาลต่างๆอย่างเต็มที่

” สำหรับทีมกู้ชีพของกระทรวงสาธารณสุขที่ระดมปฏิบัติการในวันที่ 22 -24 พ.ย.51 มาจาก 10 จังหวัด ได้แก่ กทม. นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ราชบุรี นครปฐม ชลบุรี สมุทรสาคร และพระนครศรีอยุธยา รวม 18 โรงพยาบาล ขณะนี้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดและผู้อำนวยการโรงพยาบาลทุกระดับได้จัด เตรียมทีมแพทย์กู้ชีพสำรองไว้อีก สามารถระดมเพิ่มได้ตามความจำเป็น” นพ.ปราชญ์ กล่าว

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ล่าชื่อถอดถอนนายกฯ ออกจากตำแหน่ง เหตุตำรวจทำร้ายประชาชน 7 ต.ค.

November 13, 2008

วันนี้ (13 พ.ย.) นางสาวจิราภรณ์ ลิ้มปานานนท์ ตัวแทนกลุ่มอาจารย์ ในฐานะผู้แทนผู้ริเริ่มรวบรวมรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง จำนวนไม่น้อยกว่า 20,000 คน พร้อมด้วยคณาจารย์ และนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาต่างๆ จำนวน 20 คน ยื่นคำร้องต่อ นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้วุฒิสภามีมติถอดถอน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง เพราะกระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญด้วยการสั่งการให้ตำรวจใช้ความรุนแรงต่อ ประชาชนที่ชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภา ในวันที่ 7 ตุลาคม

เนื่องจากคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนสิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้ บริโภค วุฒิสภา ได้รายงานผลการตรวจสอบโดยระบุว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ ประชาชน ดังนั้น รัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบ

โดยเมื่อวันที่ 11 พ.ย. พล.ต.ต.เกริก กัลยาณมิตร รองประธาน กมธ.ศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตฯ กล่าวอย่างชัดเจนว่า นายกฯ และรัฐบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกระดับ ไม่แสดงความรับผิดชอบ และไม่ตระหนักผลกระทบจากการสลายการชุมนุมที่ทำให้ทัศนคติระหว่างตำรวจและ ประชาชนไปในทางลบ ขณะที่นายสมชาย แสวงการ ประธานอนุ กมธ.ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองฯ กล่าวว่า การกระทำของตำรวจเกิดจากมติ ครม.เมื่อคืนวันที่ 6 ตุลาคม ฉะนั้น รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องรับผิดชอบ (อ่านเพิ่มเติม : วุฒิสภาอัด รบ.-ตร.ไม่ยอมรับผิดกรณี 7 ต.ค. ชี้ชัดแก๊สน้ำตาผสม “ซีโฟร์”)

นอกจากนี้ การที่นายกรัฐมนตรีออกมายอมรับว่าตนเองเป็นบุคคลในคลิปวิดีโอเชิงชู้สาวที่ เผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตจริง ทำให้เชื่อได้ว่านายกรัฐมนตรีมีพฤติกรรมขัดต่อศีลธรรม และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จึงไม่สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

7 ตุลาทมิฬ ยันผลสอบแก๊สน้ำตามีเชื้อระเบิด

October 28, 2008

คกก.สิทธิเผยผลสอบ 7 ตุลาเลือดฉบับสอง ตร.ระดับสูงคายความลับซัด “สมชาย–บิ๊กจิ๊ว” ตัวสั่ง ตร.เข่นฆ่าประชาชน ยันผลสอบแก๊สน้ำตามีเชื้อระเบิดส่งผลให้คนเจ็บล้มตายเกลื่อน ประณามตั้ง 3 ข้อหาฉกรรจ์ โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

วันนี้ (28 ต.ค.) นายสุรสีห์ โกศลนาวิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน 1 เปิดเผยว่า วันนี้คณะอนุกรรมการได้รายงานผลการตรวจสอบกรณีการสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ด้านการตรวจพิสูจน์ทางนิติเวชและนิติวิทยาศาสตร์ ให้คณะกรรมการสิทธิฯ รับทราบ ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นว่า เพื่อให้เกิดความรอบคอบ สมควรสอบปากคำพยานเพิ่มเติมในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจาก การสลายการชุมนุมด้วย ซึ่งคณะอนุกรรมการจะดำเนินการโดยทันที

“เหตุผลที่ยังไม่สามารถเปิดเผยสอบวันนี้ได้ เพราะกรรมการต้องการให้รายงานผลการสอบสวนเป็นไปด้วยความรอบด้านและรอบคอบ ไม่ใช่เป็นเพราะเกรงกลัวเสียงวิจารณ์จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลัง ประชาชนที่ออกมาโจมตีการทำงานของคณะกรรมการสิทธิว่าต้องการตรวจสอบรัฐบาล ฝ่ายเดียว” นายสุรสีห์ กล่าว

นายสุรสีห์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ยอมรับแล้วว่าเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสั่งการให้มีการสลายการ ชุมนุม อีกทั้งจากการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงก็ยอมรับว่าได้รับการสั่งการ จากฝ่ายการเมืองและจากการประมวลเหตุการณ์ สอบสวนผู้เกี่ยวข้อง ทำให้กรรมการสิทธิฯ สรุปผลสอบชิ้นแรกว่า รัฐบาลนายสมชายต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สลายการชุมนุม

นายสุรสีห์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้ให้ฝ่ายเลขานุการทำหนังสือเชิญนายสมชายมาให้ปากคำ แต่ปรากฏว่า นายชูศักดิ์ ศิรินิล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี แจ้งว่านายสมชายประสงค์จะทำหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งคณะกรรมการก็จะรอหนังสือชี้แจงดังกล่าวเพื่อประกอบรายงานสอบสวน

แหล่งข่าวจากสำนักงานสิทธิฯ เปิดเผยว่า คณอนุกรรมการได้สรุปผลการตรวจสอบการสลายการชุมนุมด้านการตรวจพิสูจน์ทางนิติ เวช และนิติวิทยาศาสตร์ จำนวน 8 หน้า พร้อมกับประมวลภาพบาดแผลของผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต จากความรุนแรงของระเบิดแก๊สน้ำตาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ในการสลายการชุมนุม บันทึกเป็นแผ่นซีดีแจกจ่ายในที่ประชุม

สำหรับผลการสอบสวนยอนุกรรมการ ระบุว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แบ่งเป็น ประเด็นแรก การบาดเจ็บ และเสียชีวิตของประชาชน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นผลโดยตรงมาจากการใช้แก๊สน้ำตาเข้าสลายการชุมนุมหรือไม่ คณะอนุกรรมการมีความเห็นว่า ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสส่วนใหญ่ให้ถ้อยคำยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนได้ใช้อาวุธระดมยิงระเบิดแก๊สน้ำตาและขว้างระเบิดแก๊ส น้ำตาเข้าใส่ประชาชนโดยตรง จนเป็นเหตุให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บ บาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตดังกล่าว ประกอบกับมีวัตถุพยานที่เป็นภาพถ่ายทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงการใช้อาวุธปืนยิงระเบิดแก๊สน้ำตาในระยะใกล้ โดยเล็งยิงแนวราบที่มีเป้าหมายคือประชาชนที่มาร่วมชุมนุม หรือแม้เป็นการยิงในวิถีโค้งจากพื้นสู่อากาศ และตกลงสู่พื้นดิน แต่ก็ยังเป็นการยิงในระยะใกล้

ประเด็นที่สอง ระเบิดแก๊สน้ำตาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ยิงและขว้างเข้าใส่ประชาชนเพื่อสลาย การชุมนุมนั้น สามารถทำอันตรายแก่ร่างกายและชีวิตของประชาชนได้หรือไม่ พิจารณาแล้ว จากผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ของแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สรุปได้ว่า แก๊สน้ำตาทั้งสองชนิดมีองค์ประกอบเป็นเชื้อปะทุทำให้เกิดปฏิกิริยารุนแรง คือ การระเบิด ระเบิดแก๊สน้ำตาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ยิงและขว้างเข้าใส่ประชาชนเพื่อสลาย การชุมนุม จึงเป็นวัตถุระเบิดที่สามารถทำอันตรายแก่ร่างกายและชีวิตของประชาชน จนเป็นเหตุให้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว

ประเด็นสุดท้าย ผู้ใดจะต้องรับผิดชอบต่อการสลายฝูงชน จนเป็นเหตุให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พิจารณาแล้ว จากการให้ถ้อยคำของเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ได้ให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการฯ เห็นว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม จนเป็นเหตุให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ บาดเจ็บสาหัส และมีประชาชนเสียชีวิต

“คณะอนุกรรมการเห็นว่า การใช้กำลังและอาวุธระเบิดแก๊สน้ำตาซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงระดมยิงและขว้างใส่ ประชาชนที่ปราศจากอาวุธร้ายแรงโดยตรง อีกทั้งเป็นการยิงและขว้างในระยะใกล้ จนเป็นเหตุให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น นับเป็นการปฏิบัติการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นการใช้ความรุนแรงต่อเพื่อนมนุษย์โดยไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ ซึ่งต้องได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และขัดต่อหลักการประพฤติปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย Code of Conduct for Law Enforcement Officials (CCLEO, 1970) และขัดต่อหลักการที่ระบุไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน”

ผลสอบตอนท้าย ระบุว่า แม้ การแถลงนโยบายรัฐบาลเสร็จสิ้นแล้วก็ยังคงปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจระดมยิง และขว้างระเบิดแก๊สน้ำตาเข้าใส่ประชาชนที่กำลังจะเดินทางเข้าไปช่วยประชาชน ที่ถูกล้อมอยู่ที่บริเวณรัฐสภา และประชาชนที่กำลังเดินทางกลับไปยังสะพานมัฆวานฯ จนเป็นเหตุให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และเสียชีวิตด้วยที่บริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล ฉะนั้น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้สั่งการให้มีการสลายการชุมนุม และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบให้รับผิดชอบในการสลายการชุมนุมและสั่งการให้มีการสลายการ ชุมนุม รวมทั้งรัฐมนตรีที่อยู่ด้วยในการประชุมคณะรัฐมนตรี แต่มิได้คัดค้านการใช้กำลังและระเบิดแก๊สน้ำตาเข้าสลายการชุมนุม ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นในการสลายการชุมนุมในครั้งนี้
ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวัน ที่ 7 ตุลาคม ของวุฒิสภา วันนี้ (28 ตุลาคม) ได้นัดหมาย พล.อ.ชวลิต มาชี้แจง ซึ่งล่าสุด พล.อ.ชวลิต ยืนยันจะมาชี้แจงด้วยตนเอง

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

Next Page »