(13ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า ตามที่ได้ประกาศเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภาพ.ศ.2551 ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2551 นั้น บัดนี้ สมควรจะปิดประชุมได้แล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 128 และมาตรา 187 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่ง รัฐสภา พ.ศ.2552 ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2552 ให้ไว้ ณ วันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2552 เป็นปีที่ 64 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้ปีหนึ่งมีสมัยประชุมสามัญ สามัญทั่วไป และสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ โดยให้ถือวันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมครั้งแรก เป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญทั่วไปและเนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุม รัฐสภา พ.ศ.2551 ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรกในวันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2551
จึง สมควรเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไปสำหรับปี 2552 ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2552 ตามความในมาตรา 127 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 128 และมาตรา 187 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไปพ.ศ.2552 ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2552 ให้ไว้ ณ วันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2552 เป็นปีที่ 64 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
วันนี้ (6 ม.ค.) ที่รัฐสภา นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีที่มีผู้สมัคร ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา สังกัดพรรคไม่ครบ 90 วัน ว่าจากการตรวจสอบพบผู้สมัคร ส.ส.มีปัญหา 17 ราย เป็นพรรคชาติไทยพัฒนา 12 ราย พรรคความหวังใหม่ 3 ราย ประชาธิปัตย์ 2 ราย โดยในส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา 12 ราย ในใบสมัคร ระบุว่าสมัครวันที่ 8-9 ต.ค.51 ซึ่งตามระเบียบหรือข้อบังคับของนายทะเบียนพรรคการเมือง ข้อ 6 ระบุว่าเมื่อสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแล้วจะต้องส่งหลักฐานดังกล่าวมาให้ กกต.ทราบในวันศุกร์ของสัปดาห์ที่สมัคร คือจะต้องส่งมาให้กกต.ในวันที่ 10 ต.ค. แต่ปรากฏว่าทางพรรคชาติไทยพัฒนาได้ส่งสำเนาใบสมัครและหลักฐานการเพิ่มลดของ สมาชิกพรรคการเมืองมาให้กกต.กลางเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.51
ทั้งนี้ เมื่อ ผอ.กกต.เขตได้สอบถามมายัง กกต.กลางก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีการสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองในวันที่ 8-9 ต.ค.เนื่องจากทางพรรคไม่ได้ทำตามระเบียบหรือข้อบังคับพรรคการเมือง ซึ่งทาง ผอ.กกต.เขตที่รับสมัครไว้ต้องใช้ดุลยพินิจเอง โดยปรากฏว่า ผอ.กกต.เขตจังหวัดอุทัยธานีไม่รับสมัครผู้สมัครของสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา 1 ราย ซึ่งขณะนี้ก็ได้มีการยื่นร้องไปยังศาลฏีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และได้ศาลนัดพิจารณาในวันที่ 7 ม.ค.ส่วนอีก 11 ราย ผอ.กกต.เขตรับไปแล้ว ปัญหาคือถ้าศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนก็อาจจะมีผลต่อผู้สมัคร รายอื่นต่อไป และกกต.กลางก็จะส่งคำวินิจฉัยของศาลฎีกาไปยังจังหวัดที่มีปัญหา
นางสดศรี กล่าวว่า สำหรับกรณีผู้สมัครพรรคความหวังใหม่จากการตรวจสอบพบว่าเป็นสมาชิกซ้ำซ้อนกัน แต่ กกต.จังหวัดได้รับสมัครไปแล้ว ก็ถือเป็นอำนาจหน้าที่ของ ผอ.กกต.เขต แต่ถ้าภายหลังมีปัญหาร้องเรียน หรือผู้สมัครได้รับเลือกเป็น ส.ส.ก็จะเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 91 กกต.ก็จะต้องเพิกถอนสิทธิ และต้องแจ้งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรทราบเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามว่าเหตุใด กกต.จึงไม่ชี้ขาดเลยว่าขาดคุณสมบัติ นางสดศรี กล่าวว่า กกต.กลางมีอำนาจพิจารณาได้เพียงว่ามีชื่ออยู่ในพรรคการเมืองนั้นหรือไม่ จะแจ้งแค่ฐานข้อมูลเพียงเท่านี้ สำหรับผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ได้แจ้งไปยัง ผอ.กกต.ไปแล้วว่าไม่ปรากฏในฐานข้อมูลว่าเป็นสมาชิกพรรค ต่อข้อถามว่าถ้าภายหลังมีปัญหาทางพรรคจะต้องผิดชอบอย่างไร นางสดศรี กล่าวว่า ถ้าผู้ใดรู้ว่าตัวว่าไม่มีสิทธิที่จะสมัคร แต่ไปสมัคร ตามกฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส.จะต้องมีโทษจำคุก 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท นอกจากนี้ยังต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ซึ่งมากกว่ากรณีอื่นมาก โดยหัวหน้าพรรคการเมืองทางศาลเคยวินิจฉัยว่าเป็นเพียงผู้สนับสนุนซึ่งเป็น ความผิดในลักษณะเดียวกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าพรรคชาติไทยพัฒนาถูกตัดสิทธิทางการเมืองก็จะทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลมี ปัญหาด้วย นางสดศรี กล่าวว่า ถ้าศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนก็จะส่งผลไปถึงผู้สมัครรายอื่นๆ ที่มีทั้งหมด 6 จังหวัด ทำให้เหลือผู้สมัครพรรคอื่นๆ แต่ถ้าผู้สมัครเหลือเพียงรายเดียวก็จะต้องทำคะแนนให้ได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ดังนั้น ตรงนี้ก็จะกระทบต่อฐานเสียงของรัฐบาลเหมือนกัน เราต้องยอมรับว่าพรรคชาติไทยพัฒนาเพิ่งตั้งเมื่อเดือน พ.ค. และก็ไม่รู้ว่ามีการรับสมัครสมาชิกย้อนหลังหรือไม่ ส่วน ผอ.กกต.เขตก็ต้องถือว่าท่านได้ใช้ดุลยพินิจโดยชอบ เว้นแต่ว่าจะมีการพิสูจน์ได้ว่ามีการเข้าข้างพรรคการเมืองก็ต้องไปว่ากันตาม กฎหมายต่อไป
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
รัฐบาล”อภิสิทธิ์1” แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ย้ำปกป้องสถาบันฯ-ฟื้นความเชื่อมั่นฯและสร้างความสมานฉันท์ในชาติ ระบุ เป็นนายกฯของคนทั้งปท. ไม่เลือกข้างดำเนินการทุกฝ่าย ส.ว.แนะ อย่าตอบโต้การเมืองมุ่งทำงานแก้วิกฤต ด้าน“เสธฯอู้”ชี้ แก้รธน.ต้องไม่เอื้อประโยชน์ใคร ขณะที่“รสนา” ระบุ แก้นักการเมืองโกง
(30ธ. ค.) ที่ห้องประชุมวิเทศสโมสร กระทรวงต่างประเทศ มีการประชุมร่วมของรัฐสภาครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ) ให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และชี้แจงการดำเนินงานตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา 75 ของรัฐธรรมนูญปี 2550
โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ลุกขึ้นแถลงนโยบายรัฐบาลว่า เนื่องจากสังคมไทยมีความขัดแย้งและทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้การพัฒนาบ้านเมืองมีผลกระทบไม่สามารถพัฒนาไปได้ และโดยเฉพาะเมื่อเกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลก แม้ไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงก็ตาม แต่ความเสียหายได้กระทบต่อประเทศต่างๆอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการชะลอการลงทุน ท่องเที่ยว ซึ่งมีผลกระทบต่อความยากจน ดังนั้นรัฐบาลจึงมีนโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี 1. การพัฒนาความเชื่อมั่น และกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม โดยการเสริมสร้างความสมานฉันท์ และความสามัคคีของคนในชาติให้เกิดขึ้นโดยเร็ว รับฟังความเห็นของทุกฝ่าย จัดให้มีสำนักงานบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นองค์กรถาวร เพื่อทำหน้าที่แก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดแดนภาคใต้ พร้อมทั้งกำหนดเป็นเขตพัฒนาพิเศษ
นายก รัฐมนตรี กล่าวต่อว่า 2.การรักษาและเพิ่มรายได้ของประชาชน เน้นความร่วมมือของภาคเอกชน ในการดำเนินมาตรการชะลอการเลิกจ้าง และป้องกันการขยายตัวของการเลิกจ้าง ในภาคอุตสาหกรรมทั้งขนาดใหญ่ เล็กและย่อม ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเฉพาะหน้า 3.การลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ให้ทุกคนมีโอกาสรับการศึกษาฟรี 15 ปี โดยสนับสนุนตำราฟรี ชุดนักเรียนฟรีให้ทันปีการศึกษา 2552 ทั้งสนับสนุนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพื่อชดเชยรายการต่าง ๆ ที่โรงเรียนเรียกเก็บจากผู้ปกครอง และ4. ตั้งคณะกรรมการ รัฐมนตรีเศรษฐกิจ และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ (กรอ.) เพื่อเร่งรัดติดตามแก้ไขปัญหา ลดขั้นตอนการปฏิบัติ และกำหนดมาตรการ โครงการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเร็ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ได้ใช้เวลาแถลงนโยบายรัฐบาลเป็นเวลา 1 ชั่วโมง จากนั้นนายชัยได้แจ้งว่ามีผู้ขออภิปรายนโยบายรัฐบาล 3 คนคือนายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา และนางสาวรสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม.
นายตวงอภิปรายว่า นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้แตกต่างกับรัฐบาลที่ผ่านมา แต่รัฐบาลนี้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาในปัจจุบันมากกว่า แต่สิ่งที่รัฐบาลนี้จะต้องฝ่าฟันไปให้ได้ คือในเรื่องของความเชื่อมั่นและต้องอดทนเพื่อให้ทุกอย่างผ่านไปได้ นอกจากนี้รัฐบาลชุดนี้จะละเลยในเรื่องของการปกป้องเทิดทูลสถาบันพระมหา กษัตริย์ไม่ได้เพราะที่ผ่านมาเป็นเพียงวาทะกรรมแต่ไม่สามารถทำให้เป็นจริง ได้ เรามีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์แต่กลับละเลยและไม่สามารถทำได้จริง
ส.ว.สรรหาผู้นี้ กล่าวอีกว่า รัฐบาลนี้ต้องสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในประเทศให้ได้ และร่วมกันกอบกู้ความเสียหายที่เกิดขึ้นลดความขัดแย้ง อย่างเช่นสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีไม่ให้เป็นเครื่องมือในการตอบโต้ของฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งและรัฐบาลต้องไม่สร้างความขัดแย้ง หรือตอบโต้ทางการเมืองแต่ต้องมุ่งทำงานให้รัฐบาล
“อย่ามองว่าคนที่ออกมาต่อต้านเป็นศัตรูแต่ให้คิดว่าคนที่ออกมานั้น เป็นความงดงามทางประชาธิปไตย เป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านของประชาธิปไตย และต้องดำเนินการทางกฎหมายกับทุกกลุ่มไม่ใช่ละเว้นเพื่อร่วมกันสร้างความ ปรองดองในชาติ และกอบกู้ฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากต่างชาติ วันนี้สังคมได้รับความบอบช้ำพอสมควร เราละเลยเพิกเฉยต่อรัฐบาลดังนั้นเราต้องการนโยบายที่เป็นรูปธรรม ความห่วงใยของวุฒิสภาในบ้านเมืองวิกฤตเช่นนี้อยากบอกว่าเห็นด้วยสิ่งที่ท่าน ประกาศว่าไม่กลัวเสียหน้า แต่ไม่ต้องการให้ประเทศเสียหายนั้น เราอยากให้นายกฯดำเนินการในเรื่องนี้ก่อน แม้มีการต่อสู้เพื่อเอาชัยชนะกับทุกฝ่าย แต่ขอให้นายกฯนำพาประเทศไปสู่ชัยชนะให้ได้”นายตวงกล่าว
ด้านพล.อ.เลิศรัตน์ อภิปรายแนะให้รัฐบาลควรแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ดีขึ้น ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่เป็นการช่วยให้คนติดคุกติดตะรางหรือช่วยคน ในบ้าน 111 เท่านั้น แต่เพื่อทำให้รัฐธรรมนูญในมาตราที่มีปัญหาเท่านั้น และขอฝากให้ดูแลแก้ปัญหาสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย รวมถึงแก้ไขกฎหมายที่ล้าหลังอย่างกฎหมายที่จัดการกับนักการเมือง ที่ขณะนี้ไม่สามารถจัดการได้
ส่วนนางสาวรสนา อภิปรายว่า นักการเมืองโกงจึงทำให้การเมืองเป็นเช่นนี้ เพราะหากนักการเมืองอดทนอดกลั้นและทนอด บ้านเมืองเราไม่ล้มเหลว แต่ที่บ้านเมืองล้มเหลวเพราะเราไม่ทนอด บ้านเมืองเราต้องการการเมืองที่สะอาดที่มีธรรมาภิบาล ที่นักการเมืองไม่โกง ตนคิดว่าประชาชนมองว่าคณะรัฐมนตรีท่านเป็นเกรดซี แต่ก็ไม่เป็นไรเราสามารถปรับปรุงพันธุ์ให้มีคุณภาพเหมือนกับพันธุ์ของ ทุเรียนได้ และหากรัฐบาลท่านยึดมั่นในหลักนิติรัฐก็สามารถปรับปรุงสายพันธุ์จากเกรดซี เป็นเกรดบีและเอได้
” การแถลงนโยบายท่านยังไม่มีการเปิดโอกาสให้ประชาชน เข้ามามีโอกาสในการตรวจสอบรัฐบาลได้มากขึ้น การเมืองที่ล้มเหลวมาจากภายในระบบตรวจสอบไม่ได้ จึงทำให้เกิดรัฐประหาร ดังนั้นต้องสร้างการเมืองที่สะอาด และการเมืองล้มเหลวเพราะไม่มีประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ดังนั้นท่านต้องทำให้หน่วยงานของรัฐดูแลประชาชนไม่ปล่อยให้ธุรกิจขนาดใหญ่ ข่มเหงธุรกิจเล็กๆ ไม่แย่งทรัพยากรของเขา และประกาศคนจนเป็นวาระแห่งชาติให้เขาลืมตาอ้าปากได้ ” ส.ว.กทม.กล่าวเสนอแนะ
ม็อบคนเสื้อแดงปิดล้อมอาคารรัฐสภา ปล่อยส.ส.-ส.ว.เข้า-ออกประตูเดียว ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยเข้มข้นของตำรวจตระเวณชายแดน ด้านผบ.ตร. รุดเข้าบช.น. ประเมินสถานการณ์ม็อบเสื้อแดง เชื่อควบคุมได้
(29ธ. ค.) ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า เวลา 08.00 น. บรรยากาศการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง(นปช.)ที่หน้ารัฐสภามีผู้ร่วมชุมนุม 3,000-4,000 คน โดยกระจายตัวอยู่บริเวณถนนอู่ทองในและถนนราชวิถี โดยนั่งปิดประตูสภาทั้ง 2 ด้าน อย่างไรก็ตามผู้ชุมนุมได้เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่สภารวมทั้งเจ้าหน้าที่ ตำรวจ เข้าไปทำงานผ่านทางประตู ถนนราชวิถี แต่ต้องเดินฝ่าวงล้อมของผู้ชุมนุมเข้าไป และขณะนี้มีประชาชนเริ่มทะยอย มาร่วมชุมนุมอยู่เรื่อยๆ
สำหรับช่วงเช้าวันนี้ได้มีพระภิกษุนำโดยเจ้าคุณธรรมสดุดี เจ้าคณะ กทม. นำพระจำนวนมากมารับบิณฑบาตร ทั้งนี้ผู้ชุมนุมยืนยันจะปักหลักชุมนุมหน้าสภาต่อไป พร้อมระบุว่าหากส.ส.และรัฐบาลจะมาร่วมแถลงนโยบาย ผู้ชุมนุมจะเปิดทางให้เข้าแต่ต้องเดินฝ่าวงล้อมของผู้ชุมนุมเข้าไปเอง
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ชุมนุมได้ล้อมประตูทางเข้าและทางออกทุกทางของรัฐสภา โดยให้เจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนเข้าออกประตูเดียว คือ ประตูปราสาทเทวริทน์ บริเวณด้านแยกพิชัย ผู้ชุมนุมนำรถ 6 ล้อซึ่งเป็นรถขยายเสียงมาจอดขวางไว้ที่หน้าประตูปราสาทเทวริทน์และมีกลุ่ม ผู้ชุมนุมนั่งเปิดทางให้เข้าออกได้ทีละคน
อย่างไรก็ตามบรรยากาศภายในรัฐสภาค่อนข้างเงียบเหงาเนื่องจากมี เพียงเจ้าหน้าที่บางส่วนที่เดินทางเข้ามายังรัฐสภา ส่วนส.ส.ที่เดินทางเข้าร่วมประชุมรัฐสภามีเพียงส.ส.พรรคฝ่ายค้าน คือนายสมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา สมาชิกพรรคเพื่อไทย ส่วนการรักษาความปลอดภัยภายในรัฐสภานั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจตะเวณชายแดนได้ รักษาความปลอดภัยอยู่บริเวณหน้าประตูอย่างเคร่งครัด
สำหรับรอบนอกหน้ารัฐสภานั้น ขณะนี้ผู้ชุมนุมได้ปิดถนนอู่ทองในด้านหน้ารัฐสภา ถนนราชวิถีบริเวณด้านข้างและถนนขัตติยานีแล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดอยู่ภายนอก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เดินทางเข้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อตามสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช.บริเวณหน้ารัฐสภา ร่วมกับ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) โดย พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวเพียงสั้นๆว่าขณะนี้ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้
ที่มา คมชัดลึก
มหาดไทยสั่งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน จับตาม็อบเสื้อแดงเคลื่อนพบล้อมรัฐสภา เชื่อมีลูกผสมสินค้าเกษตรตกต่ำ
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในต่างจังหวัดที่จะเข้ามาปิดล้อมรัฐสภาฯ ในวันแถลงนโยบาย ว่า ได้มีการประชุมหารือทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่บางจังหวัดแล้ว แต่ทั้งนี้การเคลื่อนไหวมีหลายปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน เช่นสินค้าราคาเกษตรที่มีปัญหาในหลายจังหวัด อาทิ ปัญหามันสำปะหลัง ที่ จ.นครราชสีมา ดังนั้น ตนได้สั่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะส่วนงานของกระทรวงมหาดไทย เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของประชาชนเป็นระยะๆ พร้อมทั้งรายงานให้ทางจังหวัดทราบ เพื่อเข้าไปแก้ปัญหาก่อนที่ประชาชนจะเคลื่อนไหวประท้วง หรือ ปิดถนน
เมื่อ ถามว่าได้จับตาพื้นที่ของ ส.ส.เพื่อไทย หรือไม่ นายบุญจง กล่าวว่า ไม่มีการจับตาเป็นพิเศษ แต่จะเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะตอนนี้มีปัญหาหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน เช่น การว่างงาน สินค้าเกษตร อาจจะทำให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเสรีภาพชุมนุมในช่วงวันแถลงนโยบายได้ และขณะนี้ก็ทราบมาว่ามีความเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมมากพอสมควร ซึ่งเราก็ไม่ได้ไปสกัดกั้นการแสดงความคิดเห็น แต่จะไปอธิบายทำความเข้าใจ
ส่วน การนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม นปช.ในวันที่ 28 ธ.ค.นี้นั้น นายบุญจง กล่าวว่า จากที่ติดตามดู มีความเชื่อมั่นว่า ประชาชนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นรู้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้เป็นอย่างไร มั่นใจว่าประชาชนที่ร่วมชุมนุมจะเคารพในข้อกฎหมาย เหตุการณ์คงไม่มีปัญหาอะไร และไม่จำเป็นจะต้องเข้าไปเจารากับแกนนำ
เมื่อ ถามว่า มีกระแสข่าวว่าจะมีประชาชนเสื้อแดงออกมาชุมนุมมาก เนื่องจากกลุ่มเพื่อนเนวินไม่สามารถควบคุมได้แล้ว นายบุญจง กล่าวว่า วันนี้ไม่มีใครควบคุมคนสวมเสื้อแดงได้ เพราะเป็นเสรีภาพ ถ้าจะมาก็ไม่ได้ว่า เพียงแต่เราต้องติดตามดูเพื่ออำนวยความสะดวกเพราะหากมีผู้ชุมนุมเยอะจะ บริการห้องน้ำกันอย่างไร
เมื่อถามว่าหากมีการชุมนุมล้อมสภาฯ จะเลื่อนการแถลงนโยบายหรือไม่ วันนี้รัฐบาลยังไม่ได้บอกว่าจะเลื่อน แต่ถ้ามีเหตุการณ์ที่ดูแล้วควรจะเลื่อน คิดว่ารัฐบาลคงจะตัดสินใจได้ ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลเป็นรัฐบาลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแต่งตั้งมา เมื่อประชาชนมาแสดงออกรัฐบาลก็จะรับฟัง เหตุรุนแรงมั่นใจว่าจะไม่มี เพราะเจตนาของรัฐบาลไม่มีความคิดในเรื่องนั้น และกระทรวงมหาดไทยก็เข้าไปดูแลปัญหาอย่างใกล้ชิด
เมื่อถามว่าจะขอกำลังทหารเข้ามาดูแลด้วยหรือไม่นั้น นายบุญจง กล่าวว่า คงเป็นหน้าที่ของประธานสภาฯ ว่าจะวิเคราะห์สถานการณ์อย่างไร
นาย บุญจง ยังกล่าวว่า นโยบายของกระทรวงมหาดไทยที่จะแถลงต่อสภาฯ นั้นหลักใหญ่นโยบายของรัฐบาลจะครอบคลุมทุกด้านอยู่แล้ว เพราะมีโครงการที่เข้าถึงประชาชนชาวรากหญ้า และนโยบายด้านยาเสพติดก็เป็นหลักสำคัญ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกระทรวงมหาดไทยด้วย และทุกกระทรวงต้องนำแนวทางไปบูรณาการกัน
ที่มา คมชัดลึก