เสื้อแดงสลายการชุมนุม อีก 1 เดือนพบกันใหม่ไม่ชนะไม่เลิกลา กลับบ้านขยายเครือข่าย แกนนำลงพื้นที่ปราศรัยทั่วปท. ปรับแนวต่อสู้ เข้มข้นขึ้นทั้งในสภา นอกสภา เมือง ชนบท และต่างประเทศ ตามหลักสันติวิธี ภายใต้กรอบกม. จนกว่านายกฯจะยุบสภา ลั่นเจอที่ไหนไล่ที่นั่น ไม่มีเจรจา -ประนีประนอม

เตรียมหมายเรียก21พธม.-ไร้ชื่อ”กษิต”

ตำรวจเตรียมออกหมายเรียกแกนนำและแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มารับข้อกล่าวหากรณีบุกยึกทำเนียบรัฐบาล โดยไม่มีชื่อนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขณะที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือม็อบเสื้อแดง ที่ปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลเป็นวันที่ 3 ประกาศยกระดับจากการเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการ 4 ข้อเปลี่ยนเป็นการขับไล่รัฐบาลแทน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ รายงานข่าวจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แจ้งว่า พนักงานสอบสวนเตรียมออกหมายเรียกแกนนำและแนวร่วมพันธมิตร มารับทราบข้อกล่าวหากรณีบุกเข้ายึดทำเนียบ 21 คน ประกอบด้วย 1.นายสนธิ ลิ้มทองกุล 2.นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ 3.นายสุริยะใส กตะศิลา 4.นายสำราญ รอดเพชร 5.นายสาวิต แก้วหวาน 6.นายวีระ สมความคิด 7.นายกิตติชัย ใสสะอาด 8.นายสุชาติ ศรีสังข์ 9.นายพิภพ ธงไชย 10.นายสมศักดิ์ โกศัยสุข 11.นายอมร อมรรัตนานนท์ 12.นายศิริชัย ไม้งาม 13. นายพิชิต ชัยมงคล 14.นายอำนาจ พละมี 15.นายประยุทธ วีระกิตติ์ 16.นายสมบูรณ์ ทองบุราณ 17.นายประพันธ์ คูณมี 18.นายพิเชฐ พัฒนโชติ 19.นายศุภผล เอี่ยมเมธาวี 20.นางมาลีรัตน์ แก้วก่า และ 21.น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก

“สุริยะใส”เชื่อหวังปรามเสื้อแดง

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตร กล่าวว่า ทราบว่าตำรวจเตรียมออกหมายเรียก 21 แกนนำพันธมิตรรุ่น 1 และรุ่น 2 มารับทราบข้อกล่าวหาบุกรุกยึดทำเนียบในสัปดาห์หน้า แต่ไม่มีชื่อของนายกษิต การออกหมายเรียกช่วงนี้น่าจะเป็นการปรามไม่ให้คนเสื้อแดงยึดทำเนียบ ตำรวจคงอยากให้คดีกลุ่มพันธมิตรเป็นตัวอย่างว่าหากยึดสถานที่ราชการต้องถูก ดำเนินคดี ทั้งนี้ แกนนำพันธมิตรทุกคนพร้อมสู้คดีตามกระบวนการ จะไม่ขอให้รัฐบาลช่วยเหลือ เมื่อถามว่า ใครยึดทำเนียบต้องถูกจับใช่หรือไม่ นายสุริยะใสกล่าวว่า ใครบุกรุกสถานที่ราชการต้องถูกดำเนินคดี

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง กล่าวว่า การที่ตำรวจจะออกหมายเรียกแกนนำพันธมิตร 21 คน แต่ไม่มีชื่อนายกษิต แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลดำเนินการตามความต้องการของพันธมิตรทั้งที่นายกษิตมี พฤติกรรมไม่ต่างจาก 21 คนนั้น

โฆษกทบ.แจงส.อ.ถูกม็อบทำร้าย

ส่วนกรณีที่การ์ดของกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.) หรือม็อบเสื้อแดงรุมทำร้ายทหารรับบาดเจ็บ เพราะคิดว่าเข้ามาแฝงตัวเพื่อก่อกวนการชุมนุมเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น.วันที่ 25 กุมภาพันธ์นั้น

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ข้อเท็จจริงคือระหว่างที่ ส.อ.อำนวย ทองรินทร์ และพลทหารวัชระ แสงสีแก้ว สังกัดกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) ปฏิบัติภารกิจตามแผนดูแลรักษาความปลอดภัยสถานที่รอบกองทัพภาคที่ 1 อยู่บริเวณหัวมุมกำแพงด้านนอก หลังป้อมยามตำรวจ แยกสวนมิสกวัน เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้บุคคลที่ 3 เข้ามาก่อความวุ่นวายในสถานที่ราชการ โดยทั้ง 2 นายยืนติดตามสถานการณ์ตามปกติ และไม่ได้ยืนเป็นครั้งแรก

“กลุ่มเสื้อแดงเข้ามาถาม ทหารก็บอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ดูแลการรักษาความปลอดภัยสถานที่ราชการ ปรากฏว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเข้ามาล็อคตัวทหารทั้งสองทันที แต่ล็อคเพียงนายสิบได้คนเดียว ส่วนพลทหารสลัดตัวและวิ่งเข้าไปภายในหน่วยที่ตั้ง โดย ส.อ.อำนวยถูกกลุ่มคนเสื้อแดงทำร้าย ศีรษะแตก ใบหน้ามีรอยฟอกซ้ำบวม ขณะนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า” โฆษกกองทัพบกกล่าว

แต่งนอกเครื่องแบบเลี่ยงเผชิญหน้า

พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า จากนั้นพลทหารแจ้งให้ผู้บังคับบัญชารับทราบ โดย พ.อ.สุชาติ พรหมใหม่ ผบ.มทบ.11 ในฐานะผู้บังคับบัญชาไปติดตามกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง โดยบอกว่า ส.อ.อำนวยเป็นทหารในสังกัดและอยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้สร้างความวุ่นวายอะไร ซึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) บอกว่าให้ดำเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรม และให้ทหารที่ปฏิบัติภารกิจระมัดระวังไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยแบบนี้อีก ทั้งนี้ พ.อ.สุชาติ แจ้งความไว้ที่ สน.ดุสิตไว้แล้ว ยืนยันว่ากองทัพไม่ได้ส่งกำลังทหารเข้าไปแฝงในกลุ่มผู้ชุมนุมตามที่กลุ่ม เสื้อแดงกล่าวอ้าง

ที่มา มติชน

  • Comments Off
  • (24ก.พ.) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สวุวรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยพล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะผู้บัญชาการในการควบคุมดูแลการชุมนุมครั้งนี้ ได้ร่วมกันเดินตรวจกำลังเจ้าหน้าตำรวจ และทหารที่ประจำการโดยรอบทำเนียบรัฐบาล และได้มีการกำชับให้นำเครื่องกีดขวางมากั้นผู้ชุมนุม บริเวณถนนด้านหลังทำเนียบรัฐบาลที่ติดกับสะพานมัฆวานรังสรร ซึ่งเป็นจุดที่อาจจะทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงเข้ามาปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลได้ นอกจากนี้ยังสั่งกำชับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลให้กั้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้เฉพาะบน ถนนราชดำเนินนอก และถนนพิษณุโลกเท่านั้น

    พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า เชื่อว่าการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง จะเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่น่าจะมีการบุกรุกเข้ามาภายในทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากที่ผ่านมาแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการประกาศจุดยืนอยู่ตลอดเวลาว่า จะไม่มีการบุกเข้าทำเนีบยอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้วิธีการเจราจาพูดคุยกับแกนนำผู้ชุมนุม ตลอดเวลา สำหรับกำลังเจ้านหน้าที่ตำรวจและทหาร ที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาลในขณะนี้จำนวนมากกว่า 50 กองร้อย ซึ่งจะสามารถรักษาความสงบเรียบร้อยได้ อย่างไรก็ตามจากการประเมินเบื้องต้นว่าภายใน 3 วันนี้เจ้าหน้าที่จะสามารถรักษาความปลอดภัยในทำเนียบรัฐบาลได้ อย่างแน่นอน

    ส่วน กรณีที่นายกฯยื่นยันว่าจะเดินทางเข้ามาทำงานในทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 25 ก.พ.นี้ ผบ.ตร. กล่าวว่า ทางตำรวจได้มีการเตรียมแผนรองรับไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหา เพราะกำลังเจ้าหน้าที่เรามีเพียงพอ และเชื่อว่ากลุ่มผู้ชุนุมจะอยู่ไม่เกิน 3 วัน ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ากลุ่มเสื้อแดงจะไปปิดล้อมที่กระทรวงการต่างประเทศด้วย นั้น ขณะนี้ได้มีการเตรียมกำลังและแผนสำรองไว้เรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา เราสามารถควบคุมสถานการณ์ครั้งนี้ ไม่ให้เกิดความรุนแรงได้ อย่างไรก็ตามตนอยากขอร้องไปยังมวลชนกลุ่มคนเสื้อแดงให้ชุมนุมด้วยความสงบ ตามภายใต้กรอบ อย่ายั่วยุ หรือบุกเข้ามาในสถานที่ราชการ หากชุมนุมกันอย่างสงบก็ไม่น่าจะมีปัญหา

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.10 น. หลังจากที่กลุ่มเสื้อแดงได้เริ่มเคลื่อนออกจากท้องสนามหลวงมายังทำเนียบ รัฐบาล กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลภายในทำเนีรยบรัฐบาลได้มีการเตรียมนำโล่ห์ และกระบองไปยืนประจำประตูผ่านเข้าออกทำเนีบยรัฐบาลทุกจุด

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.18 น.หัวขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุมได้เดินทางมาถึงบริเวณหน้ากระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมีกลุ่มผู้ชุมนุมเกษตรกรปักหลักอยู่ โดยได้รับการปรบมือต้อนรับ สำหรับการจัดขบวนในขณะนี้ มีกลุ่มมอร์เตอร์ไซด์จำนวนหนึ่งได้ล่วงหน้าขบวนไป 300-400 เมตร ขณะที่หัวขบวนนำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ขณะที่บนรถปราศรัย ซึ่งใช้เป็นเวทีสั่งการของขบวนได้มีนายจักรภพเพ็ญแข และนายณัฐวุฒ ไสยเกื้อ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดเส้นทางที่เดินขบวน ตลอดจนถนนที่ไปถึงทำเนียบรัฐบาลไม่ปรากฎด่านสกัดของตำรวจและทหารตั้งด่านสกัดแต่อย่างใด

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 11.45 น.ม็อบคนเสื้อแดงได้เคลื่อนขบวนจากสนามหลวงมาถึงทำเนียบรัฐบาลแล้ว
    ที่มา คมชัดลึก

  • Comments Off
  • วันนี้(18 ก.พ.)นายวิชา มหาคุณ กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 เปิดเผยผ่านรายการสภาท่าพระอาทิตย์ สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เอเอสทีวี ว่าในวันที่ 23 ก.พ.นี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะประชุมเพื่อสรุปชี้มูลความผิดผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสลายชุมนุมหน้า รัฐสภา หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ในวันที่ 7 ต.ค. 51 ว่ามีผู้เกี่ยวข้องระดับใด ที่มีความผิดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ซึ่งคาดว่าภายในเดือน มี.ค.นี้จะสามารถเปิดเผยรายชื่อและส่งอัยการเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องได้

    “ซึ่งข้อมูลที่ ป.ป.ช.ได้รับจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ชี้มูลมีข้าราชการการเมือง ตำรวจ เกี่ยวข้องหลายระดับ ทาง ป.ป.ช. ก็จะนำมาประกอบการพิจารณาชี้มูลความผิดด้วย พร้อมกันนี้ก็จะเรียกบางคนที่ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสอบปากคำไปแล้ว มาให้ปากคำต่อ ป.ป.ช.ด้วยเช่นกัน”

    นายวิชา กล่าวว่า การสลายการชุมนุมในวันที่ 7 ต.ค. 51 มีตำแหน่งระดับนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี นายตำรวจระดับสูง มาเกี่ยวข้อง ดังนั้น ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบไม่ใช่ทำเพียงแค่ขอไปที โดยการจะแจ้งข้อกล่าวหากับใคร ต้องทำอย่างละเอียด ตามข้อเท็จจริง มีความเกี่ยวพันกันเช่นไร ซึ่งจะพยายามทำให้รอบคอบที่สุด อย่างช้าไม่เกินเดือน มี.ค.ที่จะถึงนี้ก็จะสรุปข้อเท็จจริงได้ใครสมควรได้รับเกียรติ ได้รับแจ้งข้อกล่าวหามีความเกี่ยวข้อง เกี่ยวโยงกับการสั่งสลายการชุมนุม

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมาในส่วนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ก็ได้รับแรงกดดันในการสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องนี้พอสมควร ดังนั้น ในรูปแบบการไต่สวน ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. รับมาดำเนินการเอง เพื่อไม่ให้กระทบต่อเจ้าหน้าที่และข้าราชการประจำที่เป็นคณะกรรมการสิทธิฯ ที่ร่วมทำงานดังกล่าวที่ได้รับแรงกดดัน

    “ตนรู้สึกเห็นใจข้าราชการเหล่านั้นที่ได้รับกระทบกระเทือนใจ ดังนั้นจึงโอนมาให้ ป.ป.ช.ไต่สวนเอง แต่ก็ยังใช้ข้อมูลคณะกรรมการสิทธิฯ มาพิจารณาร่วมก่อนสรุปสำนวนด้วย เพราะคณะกรรมการสิทธิฯไม่ได้มีอำนาจดำเนิน
    การเอาผิด ต่อผู้กระทำผิด ซึ่งไม่สามารถลงโทษได้โดยตรง แต่กรรมการสิทธิฯ ช่วย ป.ป.ช.ได้เยอะ”

    นายวิชา ยังกล่าวอีกว่า จนถึงขณะนี้ทางสมาคมข้าราชการตำรวจ ยังคงมีการล่าลายชื่อเพื่อถอดถอน ป.ป.ช.โดยในส่วนภูมิภาคยังมีการขับเคลื่อนรวบรวมรายชื่อเพื่อหวังโค่นล้ม ป.ป.ช.ไม่ให้เข้าไปยุ่งกับเรื่องสอบสวน เหตุสลายการชุมนุม 7 ต.ค. 51

    นอกจากนี้ นายวิชา กล่าวถึง กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะชี้มูลความผิด จากเหตุการณ์ผู้ชุมนุมปะทะกันที่หนองประจักษ์ จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2551 จนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย ว่า ในเหตุการณ์ดังกล่าวเบื้องต้นมีคนทำผิด 7 คน ได้แก่ อดีตนักการเมือง และเพื่อนคู่หูข้าราชการการเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธร รองผู้บังคับการตำรวจภูธร มีนายตำรวจหลายระดับ และ ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ดังกล่าว มีทั้งความผิดทางวินัย ร้ายแรง และไม่ร้ายแรง ในส่วนของอดีตข้าราชการการเมืองมีความผิดทางอาญา ซึ่งต้องส่งฝ่ายอัยการสูงสุด และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาต่อไป ซึ่งในส่วนของข้าราชการตำรวจ ป.ป.ช.จะส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ลงโทษทางวินัย ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ทำผิดระเบียบราชการ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อข้าราชการระดับสูงที่ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้สรุปผลการสอบสวนชี้มูลความผิด เสนอต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช ว่า เพื่อให้ดำเนินการกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในการสั่งการสลายการชุมนุมเมื่อวัน ที่ 7 ต.ค.51 บริเวณด้านหน้ารัฐสภา บริเวณโดยรอบ บช.น. มีทั้งนักการเมือง และนายตำรวจที่เกี่ยวข้องหลายนายเข้าข่ายมีความผิด ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติและ/หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้ เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 295, 297, 288, 289, 83 อาทิ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ฯลฯ พร้อมทั้งในการนี้ได้แนบหนังสือที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สมัยเป็นผู้นำฝ่ายค้านที่ได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนให้เร่ง ดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็วด้วย

    ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

  • Comments Off
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสนอถอดยศทักษิณ
    พล.ต.ต.ปัญญา เอ่งฉ้วน ผู้บังคับการกองวินัย (ผบก.วน.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้ส่งเรื่องการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปยังกองกำลังพล เมื่อวันที่ 5 ม.ค. เพื่อประมวลเรื่องเสนอไปยัง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เพื่อพิจารณาดำเนินการถอดยศต่อไป

    ทั้งนี้ กองวินัยได้ทำการตรวจสอบตามข้อมูล พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งพบว่าเข้าเงื่อนไของค์ประกอบตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 คือ ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดว่าทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 2 ปี ในคดีที่ดินรัชดาฯ

    ด้าน พล.ต.ต.ชนาภัทร เชยสมบัติ ผู้บังคับการกองกำลังพล (ผบก.กพ.) กล่าวว่า คาดว่าต้องใช้เวลา 2 วัน เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวว่าเข้าระเบียบเกี่ยวกับกำลังพลหรือไม่ และยืนยันว่าไม่มีการยื้อหรือประวิงเวลา แต่ขอเวลาประมวลเรื่องก่อนสรุปเรื่องเสนอผบ.ตร. พิจารณาตามขั้นตอน

    นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกประจำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ถ้ามีการดำเนินการในกรณีเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เหมือนกันทุกกรณี ในมาตรฐานเดียวกัน เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ รับได้ ซึ่งต้องถามว่าสิ่งที่ทำดำเนินการเป็นไปตามปกติหรือเปล่า เพราะเท่าที่เห็นตำรวจหรือทหารที่มีกรณีเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เห็นว่าจะดำเนินการอย่างเดียวกัน

    “หากเป็นอย่างนี้แล้วคนในประเทศจะหาความจริงใจได้จากใคร แทนที่รัฐบาลจะเร่งแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่มาเร่งถอนยศ เพราะมันไม่ได้ทำให้ประชาชนอิ่มท้อง” นาย พงศ์เทพ กล่าว

    ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ได้เกิดระเบิดขึ้นที่ด้านหน้าตึกสันติไมตรี ในทำเนียบรัฐบาล แต่โชคดีที่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ โดยนายธีระชัย ช่างประดิษฐ์ เจ้าหน้าที่กองอาคารสถานที่ ทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ได้มาเตรียมสถานที่เพื่อจัดงานวันเด็กในวันเสาร์ที่ 10 ม.ค. แต่พบว่ามีฝาท่อระบายน้ำเปิดทิ้งไว้ จึงเข้าไปปิด จึงทำให้เกิดเสียงระเบิดขึ้น

    ด้าน พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 กล่าวว่า เบื้องต้นคาดว่าเป็นระเบิดปิงปอง ที่อาจจะหลงเหลือจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

    ที่มา โพสท์ทูเดย์

  • Comments Off
  • นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่325/2551 เรื่องให้ข้าราชการกลับไปปฎิบัติราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมตรีที่ 305/2551 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวแห่งชาติ มาปฎิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี และให้พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รักษาราชการแทนนั้น

    บัดนี้พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ได้ปฎิบัติภารกิจที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้นเพื่อให้การปฎิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 จึงให้จึงให้ยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 305/2551 และให้พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กลับไปปฎิบัติราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งช่าติ ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนั้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2551

    อย่าง ไรก็ตามในวันเดียวกันนี้(22 ธ.ค.)นายนที เปรมรัฐมี ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีหนังสือด่วนที่สุด ที่นร 0102/10541 เรื่องให้ข้าราชการกลับมาปฎิบัติราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยระบุบัดนี้พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ได้ปฎิบัติภารกิจที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้นแล้ว นายกรัฐมนตรีจึงสั่งให้พล.ต.อ.พัชรวาท กลับมาปฎิบัติราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม เป็นต้นไป ดังรายละเอียดปรากฎตามสิ่งที่ส่งมาด้วย สำนักนายกรัฐมตรี จึงขอส่งตัวข้าราชการดังกล่าวกลับมาปฎิบัติราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2551 เป็นต้นไป
    ที่มา คมชัดลึก

  • Comments Off
  • Tags


    Recent Posts