“กฤษฏ์ – ลีเดีย” เบี้ยวไกล่เกลี่ย หมอดูเผยอีกฝ่ายไม่มาแล้วตนจะไปทำไม แหล่งข่าวตั้งข้อสังเกตมูลเหตุหมอหนุ่มฟ้องกลับอาจจะได้คนหนุนหลังดีกรีระดับ “คุณหญิง” อดีตภรรยาผู้ยิ่งใหญ่ที่มีข่าวพัวพันกับนักร้องหญิง ชี้ ทนายของหมอคอนเฟิร์มเคยว่าความให้กับอดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชน
ทำเอาศาลต้องรอเก้ออีกครั้ง สำหรับความพยายามในการไกล่เกลี่ยคดีความที่หมอดู “กฤษฏ์ ศุภกฤษฏ์ ปทุมศรีวิโรจน์” เจ้าของฉายาจอมคอนเฟิร์มให้ทนายยื่นฟ้องร้องนักร้องสาวค่ายอาร์เอส “ลีเดีย ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา” จำเลยที่หนึ่ง และแฟนหนุ่ม “แมทธิว ดีน ฉันทวานิช” จำเลยที่ 2 ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยเรียกค่าเสียหายทดแทนเป็นจำนวน 100 ล้านบาท
ซึ่งในวันนี้ (30) ถือเป็นการนัดไกล่เกลี่ยครั้งที่ 2 หลังจากเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมา ที่การไกล่เกลี่ยต้องล้มเหลวไป เนื่องจากทางฝ่ายนักร้องหญิงมิได้มาตามที่ศาลนัดหมาย โดยปรากฏว่า ในวันนี้เองการไกล่เกลี่ยคดีความดังกล่าวก็ต้องล้มเหลวลงไปอีกครั้ง เหตุเพราะทั้งสองฝ่ายต่างมิได้เดินทางมาที่ศาลแต่อย่างใด
สอบถามไปยังหมอดูจอมคอนเฟิร์มถึงการเบี้ยวนัดในครั้งนี้เจ้าตัวได้ตอบเพียงแบบสั้นๆ ว่า เหตุที่ตนไม่ไปก็เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่มาอย่างแน่นอน ก็เลยไม่รู้ว่าจะไปทำไม…“ผมจะไปทำไมครับ ฝ่ายนั้นยังไม่มาเลย เขาไม่มาแล้วผมจะไปทำไมครับ”
ในส่วนของคดีความที่หมอดูหนุ่มได้ยื่นฟ้องร้องต่อ นางสาวศันสนีย์ วนะไชยเกียรติ มารดาของนักร้องหญิงในข้อหาฐานความผิดต่อเสรีภาพนะครับ และคดีแพ่งที่ศาลแพ่งรัชดาความผิดฐานละเมิดโดยเรียกสินไหมทดแทนความเสียหายจำนวน 100 ล้านบาทนั้น จะมีนัดไกล่เกลี่ยกันอีกทีในวันที่ 18 พ.ค.นี้ ที่ศาลแพ่งจังหวัดนนทบุรี
สำหรับเรื่องราวความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายในครั้งนี้ เกิดขึ้นมาจากการที่ทางหมอดูจอมคอนเฟิร์มได้ทำนายทายทักดวงของนักร้องหญิง ว่า มีเกณฑ์ตั้งท้องผ่านรายการโทรทัศน์ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับมารดาของนักร้องหญิงเป็นอย่างมาก ถึงขั้นเดินขึ้นไปบนเวทีในงานเลี้ยงงานหนึ่งที่หมอดูหนุ่มเป็นแขกรับเชิญ ก่อนจะทำการต่อว่าต่อขานการกระทำของอีกฝ่าย พร้อมให้หมอดูชื่อดังก้มกราบที่เท้าเพื่อเป็นการขอขมา
หลังเหตุการณ์ในวันนั้นไม่นาน มารดาของนักร้องหญิงจึงได้ส่งทนายยื่นฟ้องหมอดูจอมคอนเฟิร์มเป็นจำนวนเงิน 50 ล้านบาท ก่อนที่หมอดูหนุ่มจะส่งทนายยื่นเรื่องฟ้องกลับทั้งทางแพ่งและคดีอาญาเรียกเงินเป็นจำนวนที่สูงถึง 200 ล้านบาท ด้วยเหตุผลที่ว่า ทนไม่ได้ที่ทั้งทางนักร้องหญิง, แฟนหนุ่ม และมารดายังคงมีการพูดจาสัมภาษณ์ให้ร้ายดูหมิ่นตนเองอยู่ตลอดเวลาทั้งที่ตนได้ออกปากว่าเสียใจและขอโทษในสิ่งที่ได้กระทำไปแล้ว
โดยการลุกขึ้นมาฟ้องกลับของหมอดูหนุ่มในครั้งนี้ ได้สร้างความแปลกใจให้กับหลายคนเป็นอย่างมาก เนื่องจากตั้งแต่ที่เกิดเรื่องขึ้นมาหมอดูหนุ่มอยู่ในภาวะที่ยอมคู่กรณีมาโดยตลอด ทั้งการพร้อมที่จะก้มลงกราบที่เท้าของมารดานักร้องหญิงเพื่อขอขมา, ทั้งภาพที่เขาร้องไห้ฟูมฟายออกทีวี บอกว่า เสียใจกับสิ่งที่ได้ทำนายไป หรือแม้กระทั่งการออกปากว่าตนเองคงจะไม่มีปัญญาไปหาเงินมาชดใช้ต่ออีกฝ่ายได้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวคนหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตว่า งานนี้หมอดูหนุ่มอาจจะไม่ได้ไปได้ของดีอะไรมาแต่อย่างใด หากแต่เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะได้ “คนหนุนหลัง” มาเสียมากกว่า โดยแหล่งข่าวคนเดิมได้ตั้งข้อสังเกตว่าทนายที่ว่าความให้กับหมอดูหนุ่มในครั้งนี้อย่างนาย “สาคร ศิริชัย” นั้นก็คือทนายที่ว่าความให้กับนาย “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ที่ถูก นายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ กำนันตำบลจันจว้า อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงรายฟ้องก่อนที่ นายยงยุทธ จะถูก กกต.(คณะกรรมการเลือกตั้ง) แจกใบแดง อันนำมาซึ่งการยุบพรรคพลังประชาชนนั่นเอง
“เป็นที่รู้กันดีว่า ทาง นายยงยุทธ เองมีความสนิทสนมกับคนระดับ “คุณหญิง” อดีตภรรยาผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของบ้านเรา แล้วก็เป็นที่รู้ดีว่าทางนักร้องหญิงที่ถูกฟ้องนั้นก็มีข่าวซุบซิบนินทาถึงความสัมพันธ์กับอดีตผู้ยิ่งใหญ่คนนั้นอยู่โดยตลอด งานนี้อาจจะเป็นการเอาคืนกันก็ได้ ใครจะไปรู้”
“ทำไมอยู่ดีๆ หมอดูหนุ่มถึงลุกขึ้นมาฟ้องทั้งๆ ที่ไม่มีวี่แววมาก่อนแถมยังบอกว่ามีหลักฐานพร้อม แล้วทำไมพอถูกฟ้องนักร้องหญิงถึงต้องโวยว่าถูกผู้ใหญ่รังแก ทั้งที่ก่อนหน้าเจ้าตัวก็ค่อนข้างมั่นใจว่าจะเอาชนะคดีอีกฝ่ายได้ ที่สำคัญ ทนายก็มีตั้งเยอะทำไมถึงบังเอิญเป็นคนๆ นี้” แหล่งข่าวคนเดิมตั้งข้อสงสัย
ก็คงจะต้องรอดูกันต่อไปว่างานนี้จะลงเอยกันเช่นไร
โดนหางเลขถูก “หมอกฤษฏ์ คอนเฟิร์ม” ฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา กลายเป็นจำเลยที่ 2 พร้อมเรียกค่าเสียหายถึง 100 ล้านบาท แต่ดูเหมือนว่า หนุ่ม “แมทธิว ดีน” หวานใจนักร้องสาว “ลีเดีย ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา” ไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านอะไร แถมยังเปิดใจกลางงานเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง “Rain in the Sky” ที่เจ้าตัวเป็นผู้อำนวยการสร้าง ว่า ถ้า หมอกฤษฏ์ มีหลักฐานอะไรก็งัดออกมาสู้ได้เลย ก่อนเยาะแค่เกมที่คู่กรณีปั่นขึ้น เพื่อบีบให้ไกล่เกลี่ยยอมความ
“จริงๆ แล้ว ผมยังไม่ค่อยรู้เรื่องตรงนี้เท่าไหร่ เพราะผมยังไม่ได้รับหมายศาลนะครับ คงต้องรออีกสักพักนึง เพราะทนายบอกมาอย่างนี้ คงต้องดูว่าตกลงโดนฟ้องเรื่องอะไร ก็คงต้องว่ากันต่อหลังจากนั้นครับ เท่าที่ผมทราบผมเป็นจำเลยที่ 2 นะครับ เขาก็จะฟ้อง 100 ล้าน สำหรับผมกับลีเดีย ก็งงเหมือนกัน เพราะทุกอย่างก็เร็ว”
“อย่างที่ลีเดียให้สัมภาษณ์ไปวันก่อน ว่า ตอนแรกมีการนัดไกล่เกลี่ยเจรจากันช่วงปลายเดือนมกราคม แล้วฝ่ายนั้นก็มีการรับผิด สารภาพ ก็คุยกันว่าจะลงสื่อให้ ลงหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ แล้วก็จะมีการเลี้ยงเด็กในนามของเราอะไรประมาณนี้ แต่พอมาเจออีกรอบนึงก็มีการเปลี่ยนคำพูด พอมาตอนนี้ก็เป็นการฟ้องกลับ ทุกคนก็งงเหมือนกันน่ะครับ”
“ถ้าเขามีหลักฐานอะไร ก็ต้องเอามาให้ดูกันครับ ไม่กลัวครับ 100 ล้าน ไม่หวั่นใจครับ เป็นแค่ตัวเลขครับ ผมคิดว่าเป็นเกม เป็นเทคนิคที่จะทำให้เราไกล่เกลียมากกว่า ฟ้องกลับคงไม่แล้วครับ ฟ้องกันไปฟ้องกันมามันจะเยอะไปครับ ก็อยากให้เรื่องนี้จบเร็วๆ ผมก็นึกว่าผ่านไปแล้วกับการที่ฟ้องไป มีการพูดคุยกันในเรื่องค่าใช้จ่ายที่เขาต้องรับผิดชอบ แต่ในเมื่อเปลี่ยนใจแล้วก็คงต้องมีการดำเนินการต่อไป”

“เรื่องคุยกันเอาจริงๆ แล้วคงไม่ค่อยมีใครอยากจะคุยด้วยนะครับผมว่า ผมก็แล้วแต่ทางลีเดียและคุณแม่เขา เขายังไงผมก็ตามนั้นครับ สภาพจิตใจผมกับลีเดียปกตินะครับ แต่ก็ยังงงๆ นิดนึง ว่าเป็นไปได้เหรอ ลีเดียคงไม่ได้กังวลครับ แต่เซ็งๆ มากกว่า ก็เพิ่งไปทำบุญกันครับ แต่ก็นัดกันนานแล้วนะครับ แต่มาตกลงหลังจากวันที่โดนฟ้องไป ก็ไปไหว้พระล่ะครับ ไปเที่ยวอยุธยา ทำบุญล้างซวย(หัวเราะ) ล้าง 100 ล้านผมว่าคงต้องทำบุญมากกว่านี้นะ แต่เราเป็นคนที่ทำบุญอยู่เรื่อยๆ อยู่แล้ว”
“ที่คิดว่ามันน่าจะเป็นเกมของเขา ผมว่ามันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะมันดูน่าจะไกล่เกลียกันได้เร็วที่สุด แต่ก็ค่อยว่ากันต่อครับ ดูก่อน ปีชงไม่รู้ครับ ผมเกิดปีมะแม ผมว่าไม่จำเป็นต้องไปสะเดาะเคราะห์หรอกครับ ผมว่าเป็นเรื่องของศาล คือ ตอนนี้ทางสังคมก็ตัดสินไปแล้วว่าใครทำผิด ใครทำถูกน่ะครับ ก็เหลือแต่ทางศาลที่จะตัดสินต่อไป”
“เขาว่าผมพูดแรงไปเหรอ จริงๆ ผมก็ระวังอยู่นะ ถ้าเกิดจะหาว่าผมสัมภาษณ์แรง ก็คงเป็นเพราะว่าคนมาต่อว่าแฟนเรา เราก็ทำการปกป้องนิดนึง เราจะไปยอมให้คนอื่นมาทำร้ายชีวิตเรา มาทำร้ายคนข้างๆ เราง่ายๆ ไม่ได้หรอกครับ”
พูดถึงเรื่องการลงทุนเป็นผู้อำนวยการสร้างหนังเรื่องแรกในชีวิต เจ้าตัวเผยว่าหวังไกลจะไปคว้ารางวัลที่ต่างประเทศให้ได้ เชื่อ อนาคตถ้าเรื่องแรกผ่านไปได้ด้วยดี มีทำต่อแน่
“ลงทุนไม่มากครับ ช่วยๆ กัน น้องลีเดียไม่ได้ร่วมลงทุนด้วยครับ มีของผมคนเดียว โอกาสกำกับหนังเองผมว่าคงยังครับ ขอเป็นผู้ช่วยก่อนครับ ลิเดียเขาติดงานอยู่ครับ ที่สนใจทำเพราะเป็นเรื่องที่ผมไม่เคยทำมาก่อน แต่เพื่อนผมคุณแมนนี่นะครับ เขามีประสบการณ์ด้านนี้อยู่แล้ว และเราก็มีโอกาสคุยกันเรื่อยๆ เป็น 10 ปีแล้วครับ ก็มีการแนะนำทีมงาน แนะนำนักแสดงต่างๆ ที่จะทำให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาได้น่ะครับ”
“ถ้าจะทำคงต้องหานายทุนก่อนครับ ถ้าจะทำเป็นหนังใหญ่ แต่ก็ถือเป็นสเต็ปหนึ่งที่เราสามารถจะก้าวไปสู่ต่างประเทศได้ครับ ถ้าเกิดเรามีอะไรอยู่ในมือที่พอใช้ได้ เราพอมีประสบการณ์ก็คงจะง่ายขึ้นในการไปเจรจาเรื่องขอทุนทำหนังครับ ตอนนี้ใช้เงินช่วยๆ กันครับหลายฝ่าย ไม่ได้เยอะมากครับ ส่วนตัวชอบหนังสนุก แอกชัน หนังบู๊ แต่ผมว่ามันก็แปลกที่เรามีโอกาสถ่ายทอดแง่มุมความรักในแบบของเราบ้าง”
“ตอนนี้ยังไม่ได้ไปคุยกับนายทุนที่ไหนครับ ก็คิดไว้บ้างเพราะมีเรื่องอื่นที่เราอยากจะทำออกมา แต่คงต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อมจริงๆ ถึงจะเข้าไปคุยครับ แต่เรื่องรางวัลผมว่าน่าจะเป็นไปได้นะ แต่ผมไม่ได้ลงมือทำเต็มๆ หรอกนะ ส่วนใหญ่จะเป็นคุณแมนซะมากกว่าที่ลงเต็มที่”
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
หลังจากที่ “ศันสนีย์ วนะไชยเกียรติ” คุณแม่ของ “ลีเดีย ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา” ออกมาให้สัมภาษณ์รายการต่างๆ ปกป้องลูกสาวอยู่หลายรอบ ล่าสุด “ภัทรา ปทุมศรีวิโรจน์” คุณแม่ของ “หมอกฤษฏ์” ศุภกษฏ์ ปทุมศรีวิโรจน์ ก็ ออกมาปกป้องลูกชายเช่นกัน งานนี้สองแม่ลูกถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ให้สัมภาษณ์ในรายการ “สยามทูเดย์” เปิดเผยถึงเหตุผล ที่ฟ้องกลับนักร้องสาว 3 คดีรวด
หมอกฤษฏ์ : “อย่างที่ได้เรียนไป ที่ผ่านมาคุณแม่บอกให้ผมเงียบมาตลอด ให้อดทนอดกลั้น เราพยายามกันมาโดยตลอด และคิดว่าวันเวลามันจะทำให้อะไรๆ ดีขึ้น ผมยอมมาโดยตลอด แต่อะไรๆ มันเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กัน ตอนนี้ศักดิ์ศรีความเป็นคนมันหายไปหมดแล้ว และที่ผ่านมาผมเงียบ แต่ทางเขาออกรายการมาโดยตลอด ผมไม่อยากพูด ตอนนี้ผมมีแฟนคลับเขาช่วยหาหลักฐานด้วย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และประเด็นตรงนั้นที่ผมทายไป มันมีมาก่อนนานแล้ว ก่อนที่ผมจะทาย”
ทนาย : “หลังจากมีการไกล่เกลี่ยแล้วไม่มีผล ทางคุณลีเดียบอกว่า มีการไกล่เกลี่ยกับหมอกฤษฏ์ จริงๆ ไม่ได้มีการไกล่เกลี่ยอย่างที่เป็นข่าวแน่นอน ตอนแรกที่มีการคุยกัน ตกลงจะมีการไกล่เกลี่ยก็เลยไม่คิดจะฟ้อง แต่พอไม่มาก็เลยคิดครับ”
หมอกฤษณ์ : “บอกว่าจะดูพฤติกรรมผมก่อน จะดูอะไรอีก มันเลยขั้นไกล่เกลี่ยมาแล้ว มันจบไปแล้วขั้นนั้น ผมออกมาขอโทษ ผมเสียใจทุกอย่าง ผมยึดอาชีพหมอดูมานาน และพอมีข่าวแบบนี้ออกไป ลูกค้าผมหายไปเกินครึ่งหนึ่ง ศักดิ์ศรีของผมมันหายไปหมดเลยครับ ครอบครัวผมบากหน้าไปที่ศาลกันหมด แต่ปรากกว่าทางโน้นไม่มา แล้วที่บอกว่ามีการไกล่เกลี่ย ไม่ได้เป็นอย่างที่ข่าวลงเลยครับ และผมอยากจะบอกว่า คำพูดที่ออกมามันออกมาจากใจ ผมไม่เฟคอยู่แล้วครับ”
ด้านแม่ถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ บอกสงสารที่เห็นลูกทุกข์ใจ วอนสังคมให้โอกาสลูกชาย ทำเอาหมอคอนเฟิร์มถึงกับปล่อยโฮตาม
แม่ : “แม่ต้องขอพูดในฐานะที่เป็นแม่คนหนึ่ง ตอนเกิดเรื่องแม่บอกให้ลูกมีความอดทนอดกลั้น เพราะตั้งแต่เด็ก สอนให้กฤษฏ์มีความอดทนมาตั้งแต่เด็ก บอกลูกเลยค่ะว่าหยุดนะลูกนะ หยุดเถอะ และเราก็เงียบมาโดยตลอด อย่างที่ทนายเรียนมาให้ทราบ เราน่าจะคุยและมาปรับความเข้าใจกันได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้”
“(ร้องไห้) ต้องเรียนตามตรง หัวใจคนเป็นแม่เห็นลูกเจ็บเราก็เจ็บ ลูกเจ็บหนึ่งเท่าแม่เจ็บกว่าเป็นร้อยๆ เท่า เจ็บแทนลูก ตอนกฤษฏ์ยังเด็กต้องต่อสู้และเข้มแข็งมาโดยตลอด อยากให้สังคมเห็นใจ และครอบครัวเราไม่ได้เป็นครอบครัวที่ร่ำรวยอะไร แม่ก็เป็นพนักงานกินเงินเดือนธรรมดา แต่แม่ก็สอนให้ลูกอดทนมาโดยตลอด”
หมอกฤษฏ์ : “แม่ไม่ให้ผมพูด มันสุดๆ แล้วครับ (ร้องไห้)”
แม่: “ตอนนี้คุณแม่ขอโอกาสสังคมให้กับลูกบ้าง ที่ผ่านมาแม่ไม่เคยออกมาปกป้องลูก วันนี้แม่ขอโอกาสสักครั้งละกันค่ะ ลูกมีลูกค้า ทุกคนให้ความเชื่อมั่นในการทำนายของลูก แต่เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นมา ลูกก็ไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นคนแล้ว อยากจะขอความเห็นใจบ้างค่ะ”
ยอมรับเหตุการณ์ครั้งนี้ ส่งผลให้ความน่าเชื่อถือทดถอย จนลูกค้าหายไปเกือบครึ่ง
“ลูกค้า ไม่ได้หายหมด แต่หายไปเกือบครึ่งหนึ่ง ครอบครัวผมเป็นคนจน ไม่มีกิจการร่ำรวยอะไร ครอบครัวผมไม่เคยมีคดีความ ไม่เคยมีเรื่องกับใคร ไม่เคยขึ้นศาล และคนธรรมดาที่โดนฟ้องมันต้องเสียเงินด้วย ผมก็คิดอยู่นานเหมือนกัน แต่ถ้าคนที่ไม่มีเงินล่ะ เจอแบบนี้เขาจะมีโอกาสมั้ย“
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
เกิดศึกร้อนฉ่า ไม่เลิกรา เมื่อจู่ๆ “หมอกฤษฏ์” ศุกฤษฏ์ ปทุมศรีวิโรจน์ ที่ก่อนหน้านี้ ดูเหมือนจะยอมศิโรราบ ขอโทษขอโพย ผ่านสื่อทีวี ดันลุกขึ้นมา ฟ้อง “ลีเดีย” ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา กับ แมทธิว ดีน ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา เรียกเงิน 100 ล้าน รวมทั้งได้ยื่นฟ้อง ศันสนีย์ วิสุทธิธาดา มารดาของลีเดีย เป็นจำเลย ข้อหาข่มขู่ บังคับให้กราบเท้า ทำให้เสียประโยชน์ทำมาหาได้ เสียศักดิ์ศรี เรียกเงิน 100 ล้าน คดีที่ 3 ฟ้องคดีอาญา ศาลแขวงปทุมวัน ซึ่งไม่ได้เรียกค่าเสียหาย เรียกค่าเสียหายทั้งสิ้น 100 ล้านบาท
หมอก ฤษฏ์อ้างว่า “ลีเดีย” และ “แมทธิว” ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ทั้งรายการโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ ทำนองว่า หมอกฤษฏ์เป็นคนไม่มีหลักวิชาการ ไม่ประกอบอาชีพสุจริต อาศัยผู้หญิงหากิน พยายามเอาเปรียบประชาชน ทำนายชะตาแบบมั่วๆ ทำให้คนอื่นเสียหาย มีพฤติกรรมต่ำช้าที่สุดในโลก ส่งผลให้หมอดูคนดังงานหดหาย เสียรายได้มากมาย และที่ฟ้องแม่นักร้องดัง เพราะทำให้เสียชื่อเสียง
ต่อมาคู่กรณี ฝ่ายแดง (ลีเดีย) น้ำเงิน (หมอกฤษฏ์) ได้ไปออกรายการทีวีรายการสดในวันเดียวกัน แถมเวลาใกล้เคียงกันชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด ฝ่ายแรกไปออกรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ ในช่วงเจาะข่าวเด่นกับสรยุทธ สุทัศนะจินดา ทางช่อง 3 ขณะที่อีกฝ่ายไปออกรายการ “สยามทูเดย์” ทางช่อง 5
และแน่นอนที่ซู้ด…ทั้งคู่ต่างฟาดฟันกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน
ฝ่าย หมอกฤษฏ์ บอกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นส่งผลให้งานหดหาย และที่สำคัญทำให้เสื่อมเสียศักดิ์ศรีความเป็นคน และยังบอกให้เห็นใจด้วย เพราะคำทำนายเรื่อง “ท้อง” เขาไม่ได้เป็นคนทำนายเป็นคนแรก เพราะเรื่องดังกล่าวมีมานานเกือบ 2 ปี แล้ว (เหตุอันใด ผู้คนต้องจับจ้อง ด่าว่าแต่เขาเพียงผู้เดียว…ว่างั้นเต๊อะ)
ฟากของนักร้องสาว ที่ยังงงว่าเธอและครอบครัวผิดอะไร แค่ออกมาปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง แต่ไหงถูกฟ้องกลับ พร้อมบอกว่าเธอเองก็ไม่ได้เสียหายน้อยไปกว่าทางหมอกฤษฏ์แต่อย่างใด งานหมอดูหดไปแค่ไหน งานเธอก็หายไปเพราะข่าวเรื่องท้องอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน จริงอยู่ข่าวลือนี้มีมาก่อนคำทำนาย แต่ครั้งนั้นเธอก็ได้ออกมาปฏิเสธแล้วว่าไม่เป็นความจริง แต่เมื่อโดนตอกย้ำด้วยคำทำนายที่ไม่ได้ขอร้องให้มาตรวจดวงชะตา ก็ยิ่งทำให้ครั้งนี้คนมองว่าเป็นเรื่องจริงหนักยิ่งขึ้น เลยฝากถามกลับไปว่า ถ้าวันหนึ่งหมอกฤษฏ์แต่งงานมีเมีย มีลูกสาว คนมาตราหน้าลูกสาวว่าท้องบ้าง จะเดือดดาลเหมือนบ้านเธอมั้ย ?
ย้อนกลับไปดู ต้นตอที่มาที่ไปของศึกคู่เอก เริ่มต้นที่ “หมอกฤษฏ์” ให้สัมภาษณ์ ทำนายทำนองว่านักร้องคนดังมีเกณฑ์ตั้งท้อง และไม่ได้แค่ครั้ง 2 ครั้ง แต่พอหลายๆ ครั้งเข้า…เรื่องก็เลยเกิด เมื่อพ่อและแม่ของลีเดียโผล่เข้ามาในงานหนึ่ง ที่ “หมอกฤษฏ์” มาร่วมงาน และได้ขึ้นไปเอาเรื่องกับหมอดูคนดังถึงบนเวที พร้อมๆ กับบอกให้หมอดูคอนเฟิร์มที่ขณะนั้นหน้าซีดเป็นไก่ต้ม “กราบตีน” เล่นเอาตกตะลึงพึงเพริดกันทั้งงาน
และกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ
กระทั่ง “หมอกฤษฏ์” ที่ขณะนั้นรู้สึกสำนึกผิดกับความผิดพลาดของตัวเอง ได้ไปออกรายการ “วู้ดดี้เกิดมาคุย” ของ วู้ดดี้ มิลินทจินดา ด้วยน้ำตาเต็มหน้า พร้อมกับขอโทษลีเดียและครอบครัวที่ทำให้ต้องเสียชื่อเสียง
เหตุการณ์น้ำตานองหน้าของผู้ชายที่ชื่อ กฤษฏ์ คนนี้ ก็ทำเอานักร้องสาวออกปากกับผู้สื่อข่าวว่า รู้สึกเห็นใจอยู่เหมือนกัน เพราะเธอก็ไม่ชอบเห็นผู้ชายร้องไห้ โดยส่วนตัวให้อภัยแล้ว ไม่ได้คิดโกรธเหมือนตอนแรก เพราะสบายใจที่ไปไหนมาไหนคนไม่จ้องมองท้องเหมือนก่อน แต่เรื่องคดีความที่เธอเป็นโจทก์ยื่นฟ้องในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการ โฆษณา และยื่นฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท จากหมอกฤษฏ์ จะเป็นไปอย่างไรต่อไปนั้น ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่จะพิจารณา
หลังจากเกิดเรื่องเมื่อตอนกลางเดือนธันวาคม เรื่อยมาถึงปัจจุบัน ดูเหมือนเรื่องของทั้งคู่จะเงียบ กลายเป็นคลื่นกระทบฝั่ง เหมือนๆ จะไกล่เกลี่ยกันลงตัว ทว่ากาลกลับตาลปัตรเช่นนี้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรยังไม่มีใครรู้ แต่ที่รู้ๆ เสียกันทั้งสองฝ่าย เป็นขี้ปากชาวบ้านกันทั้งคู่ และมีมุมที่น่าเห็นใจผิดแผกแตกต่างกันไป
หนังม้วนนี้จะดุเดือดเลือดพล่านแค่ไหน…ห้ามพลาด
ที่มา คมชัดลึก
“หมอกฤษฏ์ คอนเฟิร์ม” ฉุนสังคมเกลียดชัง-ถูกเลิกจ้างดูดวง-รายได้หด ฟ้องกลับอาญา “ลีเดีย-แมทธิว” หมิ่นทำนายไม่มีหลักการเรียก 100 ล้าน “แม่ลีเดีย” โดนด้วยอีก 100 ล้าน
เมื่อ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายศุภกฤษฎ์ ปทุมศรีวิโรจน์ หรือ หมอกฤษฏ์ คอนเฟิร์ม หมอดูชื่อดัง มอบอำนาจให้นายสนั่น วิริทสวัสดิ์ ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา หรือ ลีเดีย นักร้องสาวอาร์แอนด์บีชื่อดัง สังกัดค่ายอาร์เอส และนายแมทธิว ดีน ฉันทวานิช แฟนหนุ่มของ น.ส.ศรัณย์รัชต์ เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา
ตามฟ้องโจทก์ สรุปว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2551 สื่อมวลชนนำดวงชะตาของจำเลยที่ 1 มาให้โจทก์ทำนาย โดยโจทก์ทำนายว่า ตามช่วงเวลาดังกล่าว ดวงชะตาของจำเลยที่ 1 มีเกณฑ์จะตั้งครรภ์ เป็นเหตุให้ครอบครัวของจำเลยทั้งสองไม่พอใจ กระทั่งวันที่ 11-17 ธันวาคม 2551 จำเลยทั้งสองได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ทั้งรายการโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ ทำนองว่า โจทก์เป็นคนไม่มีหลักวิชาการ ไม่ประกอบอาชีพสุจริต อาศัยผู้หญิงหากิน พยายามเอาเปรียบประชาชน ทำนายชะตาแบบมั่วๆ ทำให้คนอื่นเสียหาย มีพฤติกรรมต่ำช้าที่สุดในโลก
คำฟ้องยังระบุอีกว่า จำเลยที่ 1 ยังใส่ความโจทก์อีกว่า โจทก์ไปคอนเฟิร์มยืนยันว่า จำเลยที่ 1 จะท้องแบบไม่มีพ่อ ทั้งนี้แม้ว่าโจทก์จะเคยทำนายดวงชะตาของจำเลยที่ 1 แต่ไม่เคยให้สัมภาษณ์ว่า ท้องจริงๆ หรือท้องแบบไม่มีพ่อ ดังที่จำเลยกล่าวหาโจทก์แต่อย่างใด ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสอง ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังจากประชาชน และมีผลกระทบต่อหน้าที่การงานหลายประการ โดยโจทก์ถูกบอกเลิกสัญญาจ้างกับบริษัท สามารถ มัลติมิเดีย ซึ่งให้บริการข้อมูลการทำนายดวงชะตาผ่านสื่อต่างๆ มูลค่า 5 ล้านบาทเศษ และงดทำการทำนายโชคชะตาทางโทรศัพท์ แบบออดิโอแทกซ์ ซึ่งมีลูกค้าเข้ามาฟังการทำนายแล้วจะได้รับส่วนแบ่ง เป็นจำนวนรวมกว่า 7.8 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังถูกบอกเลิกการจ้างไปเป็นพิธีกรในงานเปิดตัวสินค้า การออกรายการโทรทัศน์หลายรายการ รวมทั้งการขาดรายได้จากการขายหนังสือ พ็อกเก็ตบุ๊ก “กฤษฏ์คอนเฟิร์ม” หมอดูจอมอหังการ ซึ่งรายได้รวมทั้งสิ้นกว่า 100 ล้านบาท จึงขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 , 326 , 328 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 100 ล้านบาท รวมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของยอดเงินมูลค่าความเสียหาย นับตั้งแต่วันที่ฟ้องเป็นต้นไป ทั้งนี้ศาลรับคำฟ้องไว้เพื่อนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ในวันที่ 20 เมษายนนี้ เวลา 09.00 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในวันเดียวกันนี้ ทนายความของหมอดูชื่อดัง ยังได้ยื่นฟ้องนางศันสนีย์ วิสุทธิธาดา มารดาของลีเดีย เป็นจำเลย เรื่องละเมิด ต่อศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ด้วยโดยเรียกค่าเสียหายทั้งสิ้น 100 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
ทั้งนี้วันที่ 19 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 16.00 น. นายศุภกษฎ์ จะเดินทางไปออกรายการ “สยามทูเดย์” ทางโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 (ททบ. 5) เพื่อให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด
ขณะเดียวกัน น.ส.ศรัณย์รัชต์ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ทราบเรื่องแล้ว เนื่องจากมีคนส่งข้อความมาบอก ว่าเห็นข่าวจากเอสเอ็มเอส โดยมีใจความว่า “หมอกฤษฏ์จะฟ้องกลับ” แต่ยังไม่ทราบรายละเอียด
“เดียยังไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมด ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ตอนนี้จึงยังตอบอะไรไม่ได้ ต้องรอคุยกับคุณแม่ และทนายความก่อน คืบหน้าอย่างไร เดียจะแจ้งให้สื่อมวลชนทราบ เพราะคดีของเดียก็ยังอยู่ในขั้นตอนของศาล” น.ส.ศรัณย์รัชต์กล่าว
ที่มา คมชัดลึก