วันนี้ (6 มี.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น.ที่กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (บก.ปศท.) นายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมสรรพากร พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผบช.ก. พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ ผบก.ปศท. และ พ.ต.อ.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รอง ผบก.ศตท. (ศูนย์ตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำผิดทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ร่วมกันแถลงผลการจับกุมนายพงศ์กรณ์ อภิกุลไพศาล หรือ นายเลิศพงศ์ ผ่องรัตนนันท์ อายุ 42 ปี และ น.ส.บุศรา อุดมพรกุล พร้อมของกลาง คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง เอกสารบันทึกรายชื่อ พร้อมเลขบัตรประชาชน 16 แผ่น สำเนาบัตรประชาชน 28 ฉบับ เอกสารใบนำฝากธนาคาร 3 ซอง สมุดบันทึกชื่อบุคคล รหัสเอทีเอ็ม และเลขบัญชีธนาคาร 3 เล่ม สมุดบัญชีธนาคารต่างๆ จำนวน 86 เล่ม บัตรเอทีเอ็ม 83 ใบ สำเนาทะเบียนบ้าน 30 แผ่น สมุดบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทหารไทย ระบุชื่อน.ส.อภัสนันท์ ศิริพชรพันธ์ และ handy drive 2 อัน

นายวินัย กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก กรรมสรรพากรได้ตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลการขอคืนเงินภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดาทางอินเทอร์เน็ต ก็พบความผิดปกติโดยมีข้อมูลใช้ที่อยู่ขอคืนเงินภาษีเป็นที่เดียวกันเป็น จำนวนมาก และอ้างหลักฐานว่ามีเงินได้พึงประเมินจากค่านายหน้าและดอกเบี้ยเงินฝาก ธนาคาร ตามหนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่เมื่อตรวจสอบข้อมูลการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ก็ไม่พบว่ามีการส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของผู้ขอคืนเงินภาษีแต่อย่างใด ทางกรรมสรรพาการจึงประสานไปยัง บก.ปศท. และศตท. ให้ทำการตรวจสอบ จนพบว่าผู้ต้องหาได้ว่าจ้างให้บุคคลอื่นไปเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร พร้อมทำบัตรเอทีเอ็ม โดยอ้างว่าจะนำไปใช้ในการขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ต จากนั้นจะนำบัตรเอทีเอ็มพร้อมรหัสบัตรมาเก็บไว้กับตัว

อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวต่อว่า จากนั้นผู้ต้องหาได้นำรายชื่อบุคคลที่ว่าจ้างให้ไปเปิดบัญชีกว่า 100 ราย ไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และขอคืนเงินภาษี หลอกลวงกรมสรรพากร ด้วยการแจ้งที่อยู่ผู้ขอคืนภาษีเป็นเท็จ โดยใช้ที่อยู่ของผู้ต้องหา หรือบ้านร้างใกล้เคียงที่ไม่มีคนอยู่อาศัย นอกจากนี้ยังแสดงจข้อความเป็นเท็จ ในแบบแสดงรายการภาษีว่า ได้ค่านายหน้าจากบริษัท ยูนีทลีโอ จำกัด มีดอกเบี้ยจาก ธ.กรุงไทย ธ.กรุงเทพ และธ.ออมสิน ทั้งๆ ที่คนเหล่านั้นไม่ได้มีที่อยู่ดังกล่าว และไม่เคยได้เงินค่านายหน้า หรือดอกเบี้ยจากธนาคาร และก็ไม่เคยยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีด้วย

“การกระทำดังกล่าวทำให้กรรมสรรพากรหลงเชื่อ คืนภาษีให้ตามที่อยู่ที่แจ้งคืนไว้ โดยในการสั่งจ่ายเป็นเช็ค ได้ระบุชื่อ และขีดคร่อมนำเข้าบัญชีเงินฝากธนาครของผู้ที่ได้รับคืนภาษี จากนั้นผู้ต้องหาซึ่งมีสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารพร้อมบัตรเอทีเอ็มเหล่านั้น อยู่ ได้นำเช็คดังกล่าว ไปเข้าบัญชี และเอาบัตรเอทีเอ็มไปเบิกถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มได้ ซึ่งทำให้กรมสรรพากรได้รับความเสียหายเป็นเงินกว่า 1.5 ล้านบาท” นายวินัยระบุ

นายวินัยกล่าวต่อว่า หลังจากทราบเรื่องทั้งหมด เมื่อวานนี้ (5 มี.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. เจ้าหน้าที่ได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดตลิ่งชัน ลงวันที่ 5 มี.ค.52 เข้าจับกุมผู้ต้องหา ได้ที่บ้านเลขที่ 43/135 หรือ 10/135 หมู่ 9 หมู่บ้านสินทรัพย์นครการ์เด้น ถนนกาญจนภิเษก แขวงและเขตบางแค กทม. ก่อนนำตัวมาสอบปากคำและดำเนินคดี

เบื้องต้น นายพงศ์กรให้การรับสารภาพว่า ก่อนอื่นต้องขอกราบขอโทษคนไทยที่เอาเงินจของแผ่นดินมาใช้โดยรู้เท่าไม่ถึง การณ์ โดยตนเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 48-49 ที่กรมสรรพากรให้มีการยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก เนื่องจากเห็นว่าการยื่นแบบทางเน็ตดังกล่าวมีความหละหลวม ขอคืนเท่าไหร่มักจะได้เท่านั้นก็เลยลองยื่นดูไป 3 พันบาท และได้คืนเงินจำนวนดังกล่าวมา นอกจากนี้ ในเรื่องของเช็คก็ยังเป็นเช็คที่กรรมสรรพากรส่งมาให้นั้นไม่ได้ลงทะเบียน และส่งไปตามที่อยู่ที่แจ้งไว้ ทำให้สามารถนำไปเข้าบัญชี และใช้เอทีเอ็มกดเงินออกมาได้

“ผมลองจ้างคนอื่นไปเปิดบัญชีดูรายละ 1,000 บาท จากนั้นนำบัญชีมาพร้อมกับเลขบัตรประชาชนไปทำการขอคืนภาษี โดยจะขอคืนรายละ 3-4 พันบาท นอกจากนี้ หากใครสามารถชักชวนคนอื่นมาได้ก็จะได้ค่านายหน้าอีกคนละ 500 บาท โดยตอนนี้ผมมีชื่อบัญชีอยู่ประมาณ 40 คน และตั้งแต่เริ่มทำมา ผมได้เงินมาประมาณ 3 แสนบาทเท่านั้น” นายพงศ์กรสารภาพ

ด้าน พ.ต.อ.พิสิษฐ์ กล่าวว่า คนร้ายได้ทำการรับซื้อเลขบัตรประชาชน เมื่อได้มาแล้วจะนำมาปลอมแปลงไปขอยืนคืนภาษี เท่าที่ตรวจสอบมาประมาณ 1 เดือน พบว่า มีวงเงินที่คนร้ายได้ไปประมาณ 5 แสน แต่น่าจะมีสูงถึง 1.5 ล้านบาท นอกจากนี้ยังเชื่อว่ายังมีกลุ่มคนร้ายที่มีพฤติกรรมแบบนี้อยู่อีก

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นตำรวจได้แจ้งข้อหาร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชน อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ก่อนจะนำตัวมอบให้พนักงานสอบสวน บก.ปศท.ดำเนินคดีต่อไป
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

  • Comments Off
  • วันนี้ (10 ม.ค.) ที่กองปราบปราม เมื่อเวลา 06.00 น. พล.ต.ต.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบก.ป. ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ประยนต์ ลาเสือ พ.ต.อ.มนตรี ยิ้มแย้ม พ.ต.อ.อภิชาติ ศิริสิทธิ์ พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาท รอง ผบก.ป. ผกก.1-6 และ ผกก.ปฏิบัติการพิเศษ นำกำลังตำรวจหลายร้อยนาย บุกเข้าตรวจค้นจุดต้องสงสัยที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรม ที่มีพฤติรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด การพนันฟุตบอล และคดีฆาตกรรม รวมทั้งสิ้น 58 จุดใน 16 จังหวัด ทั่วประเทศ

    สำหรับจุดตรวจค้นที่สำคัญ และสามารถยึดของกลางได้เป็นจำนวนมากได้แก่ ห้องพักชั้น 4 เลขที่ 315/209 โฟร์จูนคอนโดมิเนียม ถ.สาธุประดิษฐ์ 19 แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา พบธนบัตรไทย และธนบัตรต่างประเทศหลายสกุลเงิน เช่น ดอลลาร์ฮ่องกง ดอลลาร์สิงคโปร์ ดอลล่าร์สหรัฐ ปอนด์ หยวน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีทองรูปพรรณ เพชรพลอย พระเครื่อง นาฬิกาข้อมือยี่ห้อหรูหราหลายสิบรายการ ซึ่งทั้งหมดเก็บไว้อยู่ในตู้เซฟ รวมมูลค่าประมาณ 30 ล้านบาท

    ส่วนการตรวจค้นในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สามารถตรวจยึดบัตรเอทีเอ็มกว่า 30 ใบ สมุดบัญชีธนาคารต่างๆ ประมาณ 200 เล่ม บางเล่มมีกระแสเงินหมุนเวียนถึงวันละ 700 ล้านบาท สำเนาบัตรประชาชน และเอกสารอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก

    นอกจากนี้ยังได้เข้าตรวจค้นบ้านพักผู้ต้องสงสัยใน จ.สมุทรปราการ นำโดยพ.ต.อ.มนตรี ยิ้มแย้ม รอง ผบก.ป.พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ผกก.2 บก.ป. นำหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านพักเลขที่ 99/65 ภายในหมู่บ้านอนันดา สปอตไลท์ เลขที่ 99/65 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี มีนายธงชัย เทียนการ อายุ 34 ปี กับแฟนสาว เป็นผู้ดูแลบ้าน จากการตรวจค้นพบสมุดบัญชีธนาคารกสิกรไทยในชื่อนายธงชัย ซึ่งมีเงินหมุนเวียนในบัญชีหลายล้านบาท นอกจากนี้ยังพบแผงวงจรไฟฟ้าเชื่อว่าเป็นชิ้นส่วนของตู้สลอตแมชชีน และเอกสารบัญชีรายรับรายจ่ายจากบ่อนการพนันในต่างประเทศอีกจำนวนหนึ่งมาตรวจ สอบ

    สอบสวนนายธงชัย ให้การว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นของนายชอง ชี มีน ชาวมาเลเซีย ซึ่งใช้ชื่อเพื่อนสาวชาวไทยซื้อไว้ในราคา 9 ล้านบาทเมื่อ 2 ปีก่อน และได้ว่าจ้างตนให้มาช่วยดูแลบ้าน ส่วนนายชองนั้นจะเดินไปมาระหว่างประเทศต่างๆ

    นอกจากนี้ยังได้เข้าตรวจค้นบ้านพักเลขที่ 35/309 หมู่บ้านลดาวัลย์ ต.บางแก้ว อ.บางพลี ของนายมณฤดี ห้วยหงษ์ทอง อายุ 32 ปี เจ้าของกิจการขนส่ง “พลายชุมพล” ย่านประตูน้ำ กทม. ซึ่งเป็นเพื่อนสาวของนายชองที่ใช้ชื่อซื้อบ้านจึงยึดเอกสารเกี่ยวข้องมาตรวจ สอบอีกด้วยว่ามีความเชื่อมโยงกันทางใดบ้าง

    ภายหลังการตรวจค้น พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.ก.ได้เดินทางมาติดตามความคืบหน้า รวมทั้งผลการปฏิบัติ โดยได้สั่งการให้มีการตั้งศูนย์ข้อมูลประชาสัมพันธ์คดีองค์กรอาชญากรรมขึ้น เพื่อรวบรวมหลักฐานทั้งหมด เพื่อจะได้มีการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการเข้าตรวจค้นดังกล่าวเป็นเหตุที่ต่อ เนื่องจากคดีฆาตกรรมนายวีระพงษ์ การกิจโอฬาร หรือเสี่ยวี หรือเฮียฮุย ขอนแก่น อายุ 44 ปี เศรษฐีพันล้าน นายทุนวงการม้าแข่ง และนักธุรกิจซื้อขาย และจัดไฟแนนซ์รถยนต์ชื่อดังใน จ.ขอนแก่น ที่ถูกกลุ่มคนร้ายวางตะปูเรือใบรถทั้งล้อหน้าและล้อหลังรถยนต์เมอร์ซิเดส เบนซ์ รุ่น 240E ทะเบียน ศธ 6588 กทม. ที่นายวีระพงษ์ขับมา ก่อนจะมีรถมาปิดหน้า ปิดหลังแล้วใช้อาวุธปืนยิงถล่ม เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา เหตุเกิดขึ้นพื้นที่ของ สน.โชคชัย ซึ่งต่อมาชุดสืบสวน บก.ป.ได้เข้าร่วมสืบสวนในคดีนี้ด้วย

    นอกจากนี้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พล.ต.ต.พงศ์พัฒน์ ได้จัดให้มีการพัฒนาบุคลากรนำเทคนิคการสืบสวนสมัยใหม่ เช่น การใช้วิทยาศาสตร์ประยุกต์ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้คอมพิวเตอร์เชิงกลยุทธ การวิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์ เมื่อนำมาวิเคราะห์ข้อมูลก็พบกลุ่มองค์กรอาชญากรรมที่มีเครือข่ายกว้างขวาง ครอบคลุมตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคใต้ มีความเกี่ยวพันกับคดีอาชญากรรมหลายประเภท ตั้งแต่ค้ายาเสพติด ฆาตกรรม สินค้าเถื่อน ข่มขู่คุกคาม การพนัน ทำเอกสารปลอม และธุรกิจผิดกฎหมายอื่นๆ อีกหลายประเภท

    สำหรับกลุ่มองค์กรอาชญากรรมดังกล่าวที่สามารถทำการตรวจสอบได้พบว่ามี นายอาบูบาก้า บินสุไลมาน กับพวกชาวเขา เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด และกลุ่ม Mr.Phon Khin Yin, Mrs.Nan Non และ Mr.Yat Ping Ellute Cheung ซึ่งเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน โดยกลุ่มองค์กรอาชญากรรมเหล่านี้อาจจะเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม อุ้มคนไปฆ่าทำลายศพ และยังมีคดีอื่นๆอีกหลายคดี เช่น คดีฆ่านายวีระพงษ์ การกิจโอฬาร หรือเสี่ยวี ซึ่งหลังรวบรวมข้อมูลหลักฐานต่างๆได้ในระดับหนึ่งแล้ว พนักงานสอบสวนของกองปราบปราม ได้นำหลักฐานไปขออนุมัติหมายจับผู้กระทำผิดในกลุ่มองค์กรอาชญากรรมดังกล่าว ได้บางส่วนแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดชื่อได้ เพราะอาจจะกระทบต่อรูปคดี

    ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

  • Comments Off
  • ขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ของทุกปีถือเป็นประเพณีวัน “ลอยกระทง” ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่จะออกมาขอขมาต่อพระแม่คงคาด้วยการลอยกระทง ลอยเอาความทุกข์ความโศกความไม่ดีฝากสายน้ำทิ้งไป โดยในปีนี้วันลอยกระทงตรงกับวันพุธที่ 12 พฤศจิกายน การประกาศบอกกล่าวทำท่าขึงขังเอาผิดจริงจังลงโทษพวกมือบอนชอบฝ่าฝืนเล่น ดอกไม้ไฟ จุดพลุเสียงดังแสงไฟกระเด็นกระจายไปโดนเหล่าบรรดาขาโจ๋ขาเที่ยว และประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธที่แห่แหนออกมาลอยกระทง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้มงวดกวดขันวางมาตรการรับมือวัน “ลอยกระทง” ปราบปรามกวดขันจับกุมผู้ผลิต ผู้จำหน่ายดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด ประทัดยักษ์ ” ซึ่งประทัดยักษ์ส่วนใหญ่มีการดัดแปลงนำท่อพีวีซีมาเป็นปลอกประทัดแล้วอัดดิน ปืนเข้าไป เมื่อจุดจะมีอานุภาพรุนแรงเสียงดังมาก และหากนำไปผูกติดกับขวดแก้ว เมื่อจุดจะมีสะเก็ดระเบิดเกิดขึ้น เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต เป็นกรณีพิเศษ” พร้อมทั้งสอดส่องผู้ผลิต ผู้จำหน่ายที่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะผู้เล่นดอกไม้เพลิง พลุ ประทัดในลักษณะที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน รวมถึงการเล่นที่ก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชนอย่างจริงจัง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่าถ้าพบผู้เล่นที่ฝ่าฝืนจะจับปรับถึง 1,000 บาท นอกจากนี้ ยังเข้มงวดตามสถานที่สาธารณะต่างๆ เป็นพิเศษ เพื่อป้องกันหนุ่มสาวแอบแฝงใช้เป็นที่พลอดรัก หรือกระทำความผิดทางเพศ

    ขณะเดียวกันตำรวจนครบาล นำโดย “พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน” รองผบช.น. ยังได้สั่งการให้กองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 ออกแผนระดมป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ในช่วงดังกล่าว โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 5-14 พ.ย.นี้ เน้นการกวาดล้างเรื่องอาวุธ ยาเสพติด รวมถึงการจัดระเบียบสถานบริการ โดยเน้นการดื่มสุรา เนื่องจากอาจเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุทั้งทางบกและทางน้ำด้วย เมื่อดูแนวนโยบายและมาตรการที่ตำรวจนครบาลมีวางกำหนดไว้เป็นแบบฟอร์มการทำ งานแล้ว น่ายินดียิ่งนัก หากสามารถตรวจเข้มได้ตามที่วางกรอบไว้ (เพราะเห็นทั่น “สุชาติ เหมือนแก้ว” ผบชน. บอกกำลังไม่พอ เหน็บต้องส่งตำรวจไปรักษาความปลอดภัยพันธมิตร) แม้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีมาตรการเข้มงวดในเรื่องนี้ทุก ๆ ปี แต่ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นเสมอว่ามีผู้ฝ่าฝืนชอบเล่นดอกไม้ไฟสร้างความเดือด ร้อนต่อชาวบ้าน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ได้แค่จับมาตักเตือน หรืออาจจับเปรียบเทียบปรับแล้วปล่อยตัวไปเท่านั้น

    อย่างไรก็ตาม วัน “ลอยกระทง” ปีนี้อยากฝากเป็นกรณีพิเศษให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกวดขันตรวจตราการจุดประทัด ยักษ์ ที่อาจแฝงตัวมากับการวางระเบิดป่วนพื้นที่กทม. เพื่อสร้างสถานการณ์ความรุนแรงให้เกิดความแตกแยกมากขึ้น และขอให้เน้นจับกลุ่มที่ฉวยโอกาสสร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองในตอนนี้ด้วย เนื่องจากมีรายงานจากหน่วยข่าวกรองของกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ออกมาว่าจะมีกลุ่มคนลักลอบนำอาวุธสงครามโดยเฉพาะวัตถุระเบิดชนิดขว้างทั้ง แบบผลิตเองและลักลอบนำเข้ามาจากแนวชายแดน เข้ามาในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อเตรียมก่อเหตุร้าย โดยกลุ่มคนดังกล่าวกำหนดห้วงเวลาดำเนินการไว้ในวันที่ 16 พฤศจิกายน หลังงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เสร็จสิ้น เพื่อสร้างสถานการณ์ความรุนแรง แต่เพื่อความเป็นห่วงกับสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันที่มีสุนัขรับใช้ทรราช คอยลอบกัดปาบึ้มพันธมิตรฯรายวัน ทำให้ประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตยต้องได้รับบาดเจ็บต่อเนื่อง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังนิ่งเฉยยังไม่สามารถจับกุมมือดีคอยสร้างความฉิบหาย ที่โหมโลงปาระเบิดก่อกวนต่อประชาชนชาวพันธมิตรได้ แต่ในทางกลับกันหากเหตุการณ์ความรุนแรงใดแม้รอยแมวข่วน เมื่อเกิดขึ้นกับฝ่ายรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือด นามว่า “นายสมชาย วงษ์สวัสดิ์” ได้ รับผลกระทบให้เสียประโยชน์แล้ว นายตำรวจที่ทั่นบอกเสมอว่าเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ อยู่ในเครื่องแบบอันทรงเกียรติ จะกุลีกุจอรับใช้ตามจับแพะมาลงโทษทันที

    ถึง แม้มาตรการเข้มดั่งที่กล่าวเบื้องต้นจะไม่เคยเห็นผลมากนัก และตำรวจก็รู้ชัดขนาดว่าจะมีอาวุธสงครามสร้างความรุนแรง และมีกำหนดวันชัดเจนขนาดนั้นก็ตาม ซึ่งแม้ว่าข่าวกรองจะออกมาตรงกันว่าหลัง 16 พ.ย. จะมีเหตุก่อกวนปาบึ้มป่วนเมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่น่าจะมีความหวังให้ประชาชนได้อุ่นใจได้ ก็ไม่ควรมองข้ามวัน “ลอยกระทง” ซึ่งประชาชนทั่วสารทิศจะหลั่งไหลออกมาขอขมาพระแม่คงคา ซึ่งพวกเดนคนมันอาจฉวยโอกาสก่อเหตุได้อย่างง่ายดายแฝงปาระเบิดแทรกกับเสียง ประทัดได้ทุกเมื่อ โปรดอย่ามองข้ามมิเช่นนั้นแล้วอาจจะเกิดการสูญเสียที่คาดไม่ถึงจนถึงขั้นนองเลือดซ้ำรอย 7 ตุลาวิปโยคได้ทุกเมื่อเช่นกัน

    ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

    Tags


    Recent Posts


    Recent Comments