หนุ่ม ใหญ่ชาวอุดรฯ ไม่พอใจช่างก่อสร้างที่จ้างให้มาเทปูน แต่ดันมาจีบเมียสาวตัวเองต่อหน้าต่อตา แถมยังหลอกเอาเนื้อวัวแก่มาขาย เลยยิ่งแค้นเป็นสองเท่า ขับจยย.ไปตามเพื่อนมาพร้อมปืน มาถึงเพื่อนใช้มีดพร้าจามหัวจนล้มฟุบ แล้วยิงซ้ำจนแน่นิ่ง ก่อนสองคนช่วยกันลากศพ ไปขุดหลุมฝังไว้หลังบ้าน ขณะเกิดเหตุมีพยานเห็นเหตุการณ์พอดี หวิดโดนฆ่าปิดปากแต่วิ่งหนีเอาตัวรอดมาได้ เข้าแจ้งตำรวจตามจับกุมไว้ได้ทั้งคู่
เมื่อเวลา 01.30 น.วันที่ 22 ต.ค. พ.ต.ท.ณัฐนนท์ ประชุม รองผกก.กลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.อุดรธานี พ.ต.ท.สันธาน อินทจักร รองผกก.ป.สภ.เมืองอุดรฯ พ.ต.ท.คณิน พงศ์ธำรง สว.ภ.อุดรธานี พ.ต.ต.ชาญณรงค์ มากพิสุทธิ์ ร.ต.อ.ประเสริฐ ธรรมชัย ร.ต.ท.สมเกียรติ บัวนิล ร.ต.ท.สัญชัย ถิ่นวงษ์แดง รองสว. พร้อมฝ่ายสืบสวนสุริยา เข้าจับกุมนายคำผอง เมาะระษี อายุ 50 ปี และนายคำปน ราชนะ อายุ 47 ปี ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นและเคลื่อนย้ายซ่อนเร้นศพ พร้อมปืนแก๊ปยาว 1 กระบอก ถุงย่ามบรรจุดินปืน 1 ถุง มีดพร้าปลายตัด 1 เล่ม จอบ 1 อัน และรถจักรยานยนต์ 1 คัน

สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 00.20 น. วันเดียวกัน พ.ต.ท.เทอดศักดิ์ บุญโชติ สารวัตรเวรสภ.เมืองอุดรธานี รับแจ้งจากนายสุรพงษ์ แสนวงษ์ อายุ 19 ปี ว่า เกิดเหตุยิงกันตายที่บ้านหนองตูม ต.บ้านจั่น อ.เมืองอุดรธานี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.ท.สันธาน พ.ต.ท.ณัฐนนท์ แพทย์เวรร.พ.ศูนย์อุดรฯ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสภ.เมือง
เมื่อไปถึง ที่เกิดเหตุนายสุรพงษ์ นำไปยังบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 269 หมู่ 2 บ้านหนองตูม ต.บ้านจั่น ของนายคำปน พบรอยเลือดและรอยลากศพไปฝังไว้หลังบ้าน ขุดศพขึ้นมาพบว่าคือ นายอมรรัตน์ โสธรรมมงคล อายุ 48 ปี เป็นชาว จ.เลย สภาพศพถูกฟันด้วยมีดที่ศีรษะ 1 แผล และโดนยิง 1 นัดที่ชายโครงขวา
นาย สุรพงษ์ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุนายอมรรัตน์ ผู้ตายมายืมรถจักรยานยนต์ของตนที่บ้าน บอกจะไปซื้อเนื้อวัวที่บ้านศรีบุญเรือง ต.บ้านตาด อ.เมืองอุดรฯ มาทำอาหารกินที่บ้านนายคำปน ต่อมาตนจึงไปตามทวงรถจักรยานยนต์คืน แต่เมื่อไปถึงก็เห็นนายคำผอง กำลังใช้มีดจามศีรษะนายอมรรัตน์จนล้มลง แล้วใช้เท้าเหยียบ จากนั้นนายคำปนเป็นคนยื่นปืนให้นายคำผองยิงที่ท้องนายอมรรัตน์ จากนั้นก็จะหันมายิงตน ตนจึงวิ่งหนีออกมาแจ้งตำรวจดังกล่าว
สอบสวน นายคำปน รับสารภาพว่า มีเรื่องโกรธเคืองกับนายอมรรัตน์ ซึ่งตนว่าจ้างให้มาเทปูนพื้นหน้าบ้าน ขณะทำงานนายอมรรัตน์ ได้พยายามพูดจีบภรรยาของตน หลังงานเสร็จตอนเย็นจึงนั่งกินเหล้ากัน นายอมรรัตน์บอกจะไปนำเนื้อวัวมาขายให้ หลังวงเหล้าเลิก นายอมรรัตน์ไปนำเนื้อวัวที่รวมๆ กันมา 1 ถัง ขาย 500 บาท แต่ตนไม่เอาเพราะเห็นเป็นเนื้อวัวแก่ นายอมรรัตน์ไม่พอใจ ประกอบกับตนเองก็ไม่พอใจที่นายอมรรัตน์มาจีบเมียตน จึงทะเลาะกัน นายอมรรัตน์เข้ามาทำร้าย ตนจึงป้องกันตัว
นายคำปนให้การว่า จากนั้นตนขับรถไปบอกนายคำผอง และรับตัวมาพร้อมปืนยาว 1 กระบอก มาถึงนายอมรรัตน์ซึ่งอยู่ในอาการเมา จะเข้ามาทำร้ายตนอีก นายคำผองจึงคว้ามีดพร้าฟันเข้าที่ศีรษะนายอมรรัตน์จนล้มลงแล้วใช้เท้าเหยียบ ตนส่งปืนให้นายคำผองยิงซ้ำจนเสียชีวิต แล้วช่วยกันลากศพไปฝังในหลุมที่ขุดไว้หลังบ้าน จนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดังกล่าว
หลังสอบสวนเจ้าหน้าที่นำผู้ ต้องหาทั้งสอง พร้อมของกลาง มอบให้พ.ต.ท.เทอดศักดิ์ บุญโชติ สว.เวร สภ.เมืองอุดรฯ เจ้าของคดีดำเนินคดีต่อไป
ที่มา ข่าวสด
ผู้สื่อข่าวรายงานวานนี้ (30 กรกฎาคม) ว่า พ.ต.ท.กิตติพงษ์ จิตรคาม สว.สส.สภ.เมืองอุดรธานี นำกำลังเข้าจับกุมนายประดิษฐ์ รามระเริง อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 435 หมู่ 1 บ้านหนองนาคำ ต.หนองนาคำ อ.เมืองอุดรธานี ขณะกำลังทำงานที่อู่ซ่อมรถไม่มีชื่อ ภายในหมู่บ้านหนองนาคำ ตามหมายจับของศาลจังหวัดอุดรธานี เลขที่ 357/2551 ลงวันที่ 30 กรกฎาคม โดยกล่าวหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส ร่วมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตราย
จากการสอบสวนเบื้องต้นนายประดิษฐ์ให้การรับสารภาพว่า ร่วมกับชมรมคนรักอุดรฯ ทำร้ายกลุ่มพันธมิตรฯที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคมจริง โดยมีผู้มาชักชวนเดินทางไปพร้อมกับเพื่อนวัยรุ่นในหมู่บ้าน 10 คน หลังก่อเหตุได้กลับมาตั้งวงเหล้าภายในหมู่บ้านฉลองกันและต่างคุยว่าได้ตีคนไหนบ้าง โดยในวันก่อเหตุตนได้สวมเสื้อสีขาวตามภาพที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาแสดง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงคุมตัวไปยึดเสื้อของกลางที่บ้าน นำตัวมาสอบเคร่งเครียด
ขณะที่นายสุพจน์ เลาวัณย์ศิริ ผู้ว่าราชการ จ. อุดรธานี กล่าวยืนยันว่า ใช้ความพยายามเต็มความสามารถ โดยประชุมแบ่งงานให้ทุกหน่วยงานมอบภารกิจติดตามผลการปฏิบัติงาน ทั้งก่อนเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุได้ดำเนินการอะไรอย่างไรบ้าง ในการสั่งการมีหลักฐานพยานทั้งหมด มีเอกสารสามารถตรวจสอบได้ ไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ สั่งให้ ผบก.ภ. จ.อุดรธานี จับทุกคนมาดำเนินคดี พร้อมทั้งสอบถามไปยังนายอำเภอทุกอำเภอว่า มีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม เหตุการณ์หรือไม่ เพราะทำให้เสียภาพพจน์ของบ้านเมืองและจังหวัด