รัฐบาลยอมถอนแผนที่แนบท้ายเจรจาเขาพระวิหาร

October 29, 2008



รัฐบาลยอมถอนแผนที่แนบท้ายของกรรมการปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชาสมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว หลัง อภิสิทธิ์ อภิปรายแย้ง ระบุกรณีพิพาทเกิดจากแถลงการณ์ร่วม ให้เคลียร์ปัญหาก่อนขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก

ในการประชุมร่วมของรัฐสภา เพื่อพิจารณากรอบการเจรจาปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาและการปักปันเขตแดน บรรยากาศในการประชุมลับเป็นไปอย่างเคร่งเครียด โดยทั้งส.ว.และฝ่ายค้านต่างรุมโจมตีแนวทางการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาของรัฐบาล

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอต่อที่ประชุมให้ถอนแผนที่แนบท้ายที่จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยามกับอินโดจีน ตามอนุสัญญาฉบับปี 1904 และเสนอให้การเจรจายึดตามบันทึกข้อตกลง พ.ศ. 2543

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ต่างประเทศ ก็ได้ยอมถอนแผนที่แนบท้ายออก โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวอีกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากความพยายามจัดทำแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาทำให้เกิดปัญหาคาราคาซัง โดยปัญหาทั้งหมดเป็นเพราะฝ่ายบริหารไปดำเนินการเรื่องแถลงการณ์ร่วมเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ปรึกษาสภาทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งตามมา จึงเสนอว่าในการเจรจาควรยึดหลักว่ากรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกยังมีความเห็นแตกต่างกัน ดังนั้น ในการเจรจารัฐบาลต้องเลือกระหว่างผลประโยชน์ของประเทศกับการปกป้องอดีตรัฐมนตรี

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า หลักของการเจรจาต้องยึดหลักที่ประเทศไทยจะต้องไม่เสียเปรียบกัมพูชา โดยที่ผ่านมารัฐบาลกัมพูชามีการดำเนินการเชิงรุกมากกว่าไทย ข่าวต่างๆ ที่ออกสู่สายตาประชาคมโลกก็ออกจากกัมพูชาเป็นหลัก ดังนั้น ไทยต้องรู้จักพูดถึงสิ่งที่เราให้ความช่วยเหลือกัมพูชาบ้าง ซึ่งเราก็ยังเห็นด้วยที่ต้องช่วยเหลือในฐานะประเทศเพื่อนบ้านต่อไป

ส่วนกรณีการขึ้นทะเบียนมรดกโลกควรยืนกรานว่าหากยังมีความขัดแย้งเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนไม่ควรขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ไม่เช่นนั้นมรดกโลกจะกลายเป็นมรดกเลือด

กรณีการจัดทำหลักเขตแดนขอให้รัฐบาลยืนยันว่า การดำเนินการจัดทำหลักเขตแดนขอให้ยึดพื้นที่ก่อนปี 2543 ซึ่งมีการลงนามในบันทึกข้อตกลงไว้ เนื่องจากหลังปี 2543 ได้มีการตั้งบ้านเรือนของประชาชนเพิ่มขึ้นทำให้สภาพพื้นที่เปลี่ยนแปลงไป

ด้าน นายสมพงษ์ ชี้แจงว่า ท่าทีของกัมพูชาเมื่อมาเจรจากับไทยแล้วก็จะมีท่าทียอมรับข้อเสนอของไทย แต่พอกลับไปยังประเทศตัวเองกลับมีท่าทีแข็งกร้าว แต่ทางรัฐบาลก็จะพยายามเจรจาโดยยึดหลักของผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

การประชุมรัฐสภา ถกกรอบความร่วมมือไทย-กัมพูชา

October 28, 2008

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งจะเริ่มเวลา 13.30 น. วันนี้ (28 ต.ค.) สาระสำคัญ คือ การพิจารณาเรื่องด่วนกรอบการเจรจาข้อตกลงชั่วคราวไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน บริเวณเขาพระวิหาร เรื่องด่วนกรอบการเจราสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาตลอดแนว ในกรอบของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี และกลไกอื่นๆ ภายใต้กรอบนี้ ซึ่งทั้ง 2 เรื่องดังกล่าว คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กัมพูชาพยายามให้ไทยเร่งรัดกรอบเจบีซี ที่จะแก้ปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา แต่ติดที่รัฐบาลไทยยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 กำหนดให้ลงนามในสนธิสัญญาของรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ที่กำหนดให้การทำสนธิสัญญาใดๆ ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน
นายสาทิต วงศ์นหนองเตย ประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมวันนี้พรรคจะให้ความสำคัญว่ากรอบการเจรจาต่างๆเหล่านี้จะสามารถนำ ไปสู่การยุติของปัญหาได้อย่างไร และจะสอบถามในทางปฏิบัติว่าเมื่อให้ความเห็นชอบแล้วจะมีผลอย่างไร ที่ผ่านมาเราค่อนข้างเสียเปรียบมาตลอด เราเห็นด้วยที่ยึดหลักสันติแต่ต้องรักษาอธิปไตยของชาติด้วย คิดว่าการลงมติไม่น่าจะไม่เป็นปัญหา ซึ่งเราก็สนับสนุนเพื่อแก้ปัญหาความตึงเครียดของทั้ง 2 ประเทศ

ที่มา ข่าวสด

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

เขมรอาจยื่นเรื่องขอยูเอ็น ช่วยดูแลปราสาทพระวิหาร

October 27, 2008

“ปองพล” เผย เขมรอาจยื่นเรื่องขอยูเอ็นช่วยดูแลปราสาทเขาพระวิหาร ด้านทูตประจำยูเอ็น ระบุ ไม่มีเรื่องเขมรขู่ฟ้องไทยปาบึ้มเข้ายูเอ็น

(27ต. ค.) นายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก เปิดเผยว่า ปัญหาสงครามกับพื้นที่มรดกโลกปราสาทพระวิหารนั้น ที่ผ่านมาในอดีตเคยมีแนวทางปฏิบัติอยู่บ้าง เช่น ในพื้นที่ประเทศคองโกหรือกรุงเยรูซาเล็ม ที่มีการยื่นเรื่องต่อองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น เพื่อขอให้เป็นพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ยูเอ็นเข้ามาช่วยเหลืออย่างเป็นทางการส่วนกรณีปราสาทพระวิหารนั้น เป็นไปได้ว่ากัมพูชาอาจยื่นเรื่องเพื่อขอให้ยูเอ็นเข้ามาช่วยเหลืออย่างเป็น ทางการ เพื่อขอคณะกรรมการมรดกโลกให้เป็นพื้นที่เสี่ยง แต่ตนมองว่ากัมพูชายังคงต้องพิจารณาก่อนว่า ตนเองจะได้ประโยชน์แค่ไหนจากการยื่นเรื่องขอเป็นพื้นที่เสี่ยง

นอกจาก นี้นายปองพล ตั้งข้อสังเกตอีกว่ากัมพูชาพยายามใช้ปราสาทพระวิหารเป็นประเด็นการเมือง และตัวปราสาทมีอายุพันกว่าปี ทำให้มีสภาพทรุดโทรมมากและมีโอกาสพังเสียหายได้ตลอดเวลา อนาคตอาจเกิดพังเสียหายขึ้นอาจกล่าวหาว่าไทยเป็นผู้ทำให้ตัวปราสาทเสียหาย เพื่อสร้างกระแสรักชาติ และผลทางการเมืองต่อด้วย

ด้านนายดอน ปรมัตถ์วินัย เอกอัครราชทูตคณะผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทย ประจำสำนักงานสหประชาชาติ กล่าวกรณีที่โฆษกสภาผู้แทนราษฎรกัมพูชาออกมาระบุว่าทหารไทยปาระเบิดทำให้ ปราสาทเขาพระวิหารเสียหาย ระหว่างการปะทะเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ซึ่งกัมพูชาเตรียมนำหลักฐานภาพถ่ายและรายงานไปฟ้องร้องต่อองค์การสหประชา ชาติและยูเนสโก ว่า เท่าที่ทราบยังไม่มีเรื่องดังกล่าวมาถึงที่นี่ ตนทราบเพียงแต่ว่า การเจรจาที่ปักกิ่งที่ผ่านมาเป็นไปด้วยดี แต่ก็ยังไม่ทราบเช่นกันว่า ข่าวกัมพูชาจะฟ้องร้องต่อองค์การสหประชาชาตินั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร

ที่มา คมชัดลึก

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

สมชาย ยันทหารไทย-เขมรไม่รบกัน

October 24, 2008

นายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชา จับเข่าหารือปัญหาชายแดน นอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซม ที่กรุงปักกิ่งในวันนี้ เห็นพ้องจะไม่รบกันอีก รองแม่ทัพภาคที่2นำอุปกรณ์ช่วยชีวิตประจำกายแจกทหารบนเขาพระวิหาร

(24ต. ค.) นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงภายหลังการหารือทวิภาคระหว่าง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีของไทย และสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งใช้เวลานานเกือบครึ่งชั่วโมง โดยผู้นำทั้งสองได้เห็นชอบร่วมกันว่า จะป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะกันระหว่างทหารทั้งสองฝ่ายตามแนวพรมแดนอีก

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ฮอร์ นัม ฮง บอกว่า บรรยากาศการหารือเป็นไปอย่างฉันท์มิตรและการแก้ปัญหากำลังดำเนินไปในแนวทาง ที่ดี ไม่เฉพาะแค่การแก้ปัญหาชายแดน แต่ยังรวมไปถึงการปรับปรุงความสัมพันธ์และความร่วมมือของประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งสอง และว่า ปัญหาต่างๆ ระหว่างไทยและกัมพูชาต้องได้รับการแก้ไขโดยสันติวิธีฉันท์มิตร เพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย
นับเป็นการพบปะกันครั้งแรกระหว่างผู้นำไทยและกัมพูชา หลังการปะทะกันของทหารทั้งสองฝ่ายที่บริเวณพรมแดนที่เป็นพื้นที่ข้อพิพาท ใกล้ปราสาทพระวิหารเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ที่ทำให้มีทหารกัมพูชาเสียชีวิต 2 นาย ขณะที่ทหารไทย 1 นาย บาดเจ็บอีก 7 นาย ซึ่งได้สร้างความวิตกว่าจะนำไปสู่การทำสงครามระหว่างกัน

ปัญหาข้อพิพาทตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทุขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม หลังปราสาทพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตามคำร้องขอของกัมพูชา ทำให้ทั้งสองฝ่ายเสริมกำลังประชิดพรมแดนบริเวณใกล้ปราสาทพระวิหาร และเผชิญหน้าอยู่นาน 6 สัปดาห์ แม้ทั้งสองฝ่ายจะเห็นชอบร่วมกันที่จะลดกำลังทหารในบริเวณพื้นที่ที่เป็นข้อ พิพาท

รองแม่ทัพภาคที่2นำอุปกรณ์ช่วยชีวิตประจำกายแจกทหารบนเขาพระวิหาร

ที่ ศูนย์ประสานงานอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร บนผามออีแดง ต.เสาธงชัย  อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ  พลตรี วีร์วลิต  จรสัมฤทธิ์ รองแม่ทัพภาคที่2  และคณะทีมแพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา และโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ได้เดินทางไปตรวจรักษาโรคให้กับทหารที่มาประจำการรักษาอธิปไตยชายแดนไทย - กัมพูชา บนเขาพระวิหาร

พลตรี วีร์วลิต  กล่าวว่า  ทหารเริ่มเจ็บป่วยจากการมาเฝ้ารักษาอธิปไตยบริเวณชายแดนเขาพระวิหารตลอดระยะ เวลา 3 เดือนแล้ว วันนี้จึงได้คณะแพทย์ พยาบาลมาตรวจรักษาโรคไห้ โดยทีมแพทย์มีนายทหารที่เป็นหมอชั้นหนึ่งมากว่า 20 คน โดยสามารถรักษาตรวจโรคได้ทุกชนิด แม้แต่ปวดฟันก็มีแพทย์ตรวจรักษาให้  ทหารเริ่มมีโรคไข้ป่า หรือไข้มาเลเรีย และอาการปวดหัว ไข้หวัด ซึ่งเป็นโรคที่เป็นในช่วงอากาศเปลี่ยน หากมีอาการหนักก็จะส่งตัวเข้าโรงพยาบาลทันที  การมาตรวจได้แบ่งทีมแพทย์เป็นสองชุด โดยชุดหนึ่งตรวจรักษาทหารไทยที่ศูนย์แห่งนี้ อีกชุดจะเดินขึ้นไปบนเขาตรวจรักษาโรคให้ทหารที่อยู่บนเขา หรืออาจจะรวมทั้งทหารกัมพูชาด้วย หากเขาฝ่ายต้องการ

นอกจากจะมาตรวจรักษาโรคแก่ทหารไทยแล้ว ยังได้นำชุด โครงการหมออ่วมกู้ชีพ กรมแพทย์ทหารบก ซึ่งจะบรรจุอุปกรณ์ช่วยชีวิตประจำกายทหาร มาแจกให้ ประกอบด้วย ผ้าปฐมพยาบาลประจำกาย 1 ชิ้น, สายยางรัดห้ามเลือด 1 สาย, ผ้าพันแผลแบบยึดหดได้ 3 นิ้ว 1 ชิ้น, ผ้าสามเหลี่ยม 4 นิ้ว 5 ชิ้น และ ถุงมือขนาดใหญ่ 1 คู่  ซึ่งเป็นชุดที่แจกแก่ทหารทุกคนที่รักษาความสงบบนพื้นที่ชายแดนใต้มาก่อนหน้า นี้เช่นกัน

ต่อมา รองแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมทหารกองลำลังสุรนารี และอาสาสมัครทหารพราน ที่หน้าวัดแก้วสิกคีรีสุกสวาระ ซึ่งเป็นจุดที่ทหารทั้ง 2 ฝ่าย ตรึงกำลังข้างทิศตะวันตกปราสาทพระวิหาร โดยวันนี้รองแม่ทัพภาคที่ 2 ได้นำเสื้อเกราะอย่างดี ขึ้นไปมอบให้แก่ทหารที่ปฎิบัติหน้าที่อยู่ส่วนหน้าทุกคน เพื่อไว้ป้องกันตนเอง หากเกิดการปะทะกันขึ้นอีก นอกจากนั้นยังได้นำคณะแพทย์ ขึ้นไปตรวจรักษาโรคทุกชนิดแก่ทหารไทย โดยได้พบกับทหารกัมพูชา และได้มอบไมตรีแก่ทหารกัมพูชา  โดยการมอบยารักษาโรคจำนวนหนึ่งให้ด้วย

พลตรีวีร์วลิต กล่าวให้กำลังใจแก่ทหารทุกคน โดยขอให้อดทน และใจเย็นๆ เพื่อนๆ ที่อยู่แนวหลัง พร้อมด้วยประชาชน ครอบครัว ผู้บังคับบัญชาได้ดูแลเป็นอย่างดี ไม่ต้องเป็นห่วง เชื่อว่าอีกไม่นาน ภายหลังผลการเจรจาร่วม 2 ฝ่าย บรรลุความสำเร็จ ทหารทุกคนจะได้เดินทางกลับทันที  ล่าสุดพบว่าขวัญกำลังใจของทหารทั้ง 2 ฝ่ายยังดีอยู่ แม้ก่อนหน้านี้จะมีการปะทะกันบ้างก็ตาม แต่วันนี้ได้เข้ามาหากันกินข้าวร่วมกันเช่นที่เคยปฏิบัติกันมา

ขณะเดียวกันที่ ค่าย ตชด.บ้านน้ำเย็น อ.กันทรลักษ์ ก็ได้เปิดศูนย์ในการอบรม อาสาสมัครป้องกันภัยตามแนวชายแดนให้กับอาสาสมัครทุกคน จากทุกหมู่บ้านตามแนวชายแดน อ.กันทรลักษ์ ที่จะได้ไปประจำการณ์เฝ้าดูสถานการณ์ ดุแลความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน ดูแลประชาชนตามแนวชายแดน และเป็นยามตามแนวชายแดนแก่อธิปไตยของไทยด้วย

ที่มา คมชัดลึก

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

พระราชทานน้ำหลวงอาบศพทหารพรานกล้าสละชีพเพื่อชาติ

October 22, 2008

ศรีสะเกษ -สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา พระราชทานพวงมาลา ขณะที่พระองค์โสมฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพทหารพรานกล้าสละชีพเพื่อชาติจากการปะทะกับทหารกัมพูชา ปกป้องแผ่นดินไทยชายแดนเขาพระวิหาร ด้านรองแม่ทัพภาค 2 เผยให้การช่วยเหลือครอบครัวทหารพรานกล้าอย่างเต็มที่ กำหนดพระราชเพลิงศพที่วัดบ้านเกิด อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ 27 ต.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดศรีสะเกษว่า เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (21 ต.ค.) ที่วัดบ้านนาตราว ม.1 ต.ดงรัก อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามกุฎราชกุมาร ได้ทรงพระกรุณามอบให้คุณสมถวิล ยังอยู่ ผู้ช่วยเลขาธิการประจำพระองค์เจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เป็นผู้แทนพระองค์เป็นประธานในพิธีนำพวงมาลาพระราชทานและน้ำหลวงอาบศพพระราช ทานใน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ มาพระราชทานแด่ศพ อาสาสมัคทหารพราน (ทพ.) บุญฤทธิ์ ขันตี ทหารพรานสังกัดกองร้อยทหารพรานจู่โจมที่ 959 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกันกับทหารกัมพูชา ที่บริเวณภูมะเขือ ทางด้านทิศตะวันตกของเขาพระวิหาร วันที่ 15 ต.ค. และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา

โดยมี พล.ต.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พล.ต.กนก เนตระคะเสนะ ผบ.กองกำลังสุรนารี และ นายไมตรี อินทุสุต รอง ผวจ.ศรีสะเกษ นำคณะครอบครัวของ ทพ.บุญฤทธิ์ และข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนถวายการต้อนรับ
จากนั้น คุณสมถวิล ยังอยู่ ได้เป็นประธานประกอบพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ อส.ทพ.บุญฤทธิ์ และ วางพวงมาลาพระราชทานข้างศพ อส.ทพ.บุญฤทธิ์ ขันตี ก่อนได้พบปะกับภรรยาและลูกสาวของ ทพ.บุญฤทธิ์ คือ นางปริมากร ละครศรี อายุ 26 ปี และ ดญ.จุฬาพร ขันตี อายุ 8 ขวบ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ( ป.1)โรงเรียนบ้านนาตราว

คุณสมถวิล ยังอยู่ ผู้ช่วยเลขาธิการประจำพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ได้กล่าวกับภรรยาและลูกสาวของ อส.ทพ.บุญฤทธิ์ ว่า พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์มีความรู้สึกเศร้าพระทัยมากที่ ทพ.บุญฤทธิ์ ได้เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติในครั้งนี้ และทุกพระองค์ทรงห่วงใยครอบครัวของ ทพ.บุญฤทธิ์ จึงได้ทรงพระกรุณาพระราชทานพวงมาลาและน้ำหลวงพระราชทานอาบศพพระราชทานแด่ ทพ.บุญฤทธิ์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ครอบครัวของ ทพ.บุญฤทธิ และหากว่ามีอะไรที่จะให้ช่วยเหลือ ขอให้แจ้งผ่านทาง พล.ต.ต.วีรวลิต รองแม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อที่จะได้ให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ต่อไป

ทางด้าน พล.ต.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า สำหรับ ในการช่วยเหลือแก่ครอบครัวของ ทพ.บุญฤทธิ์นั้น ทางกองทัพบกได้จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว โดยจะมีเงินค่าจัดการศพ เงินค่าทดแทน 25 เท่าของเงินเดือน เงินค่าชดเชย ทพ.พ้นสภาพ เงินสินไหมทดแทน เงินสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เงินสวัสดิการของหน่วย เงินหุ้นกองทุนกรมทหารพรานที่ 23 รวมแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น ประมาณ 800,000 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ได้มี นายยงยุทธ บาลีนิเวศ ผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ สาขา กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้นำเอาเงินจำนวน 30,000 บาทมามอบไห้แก่ พล.ต.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของ อส.ทพ.บุญฤทธิ์ ซึ่ง พล.วีร์วลิต ได้รับมอบและส่งมอบให้กับ นางปาริมากร ภรรยาของ ทพ.บุญฤทธิ์ ทั้งนี้มีกำหนดพระราชทานศพทพ.บุญฤทธิ์ ขันตี ในวันที่ 27 ต.ค. นี้ ที่วัดบ้านนาตราว ต.ดงรัก อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

Next Page »