ไทยพีบีเอส ออกอากาศขอโทษ กรณีนำเสนอข่าวรับเงิน

November 3, 2008



เปิดโต๊ะเจรจา รองผู้ว่าฯเชียงใหม่-ผู้บริหารไทยพีบีเอส- ม็อบเสื้อแดง หลังกดดันผู้บริหารไทยพีบีเอส ออกอากาศขอโทษ กรณีนำเสนอข่าวรับเงินร่วมรายการความจริงวันนี้สัญจร หัวละ 2 - 3 พันบาท อ้างทำชาวเชียงใหม่เสียหาย ล่าสุดผู้บริหารไทยพีบีเอสยอมขอโทษแล้วประเดิม5ทุ่มคืนนี้

ความคืบหน้ากลุ่มรักเชียงใหม่ 51 นำโดยนายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล ที่ปรึกษากลุ่มฯ นำม็อบเสื้อแดงกว่า 200 คน มาปิดล้อมสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ ที่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่ 12.00 น.เป็นต้นมา  เนื่องจากไม่พอใจที่ไทยพีบีเอส นำเสนอข่าวว่า กลุ่มรักเชียงใหม่ที่เดินทางไปร่วมเวทีความจริงวันนี้สัญจร ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้รับเงินค่าจ้างจากนักการเมืองหัวละ 2 - 3 พันบาท โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้เข้าปิดล้อมสถานี ไล่ผู้สื่อข่าว และพนักงานออกจากศูนย์ข่าวนำกุญแจมาปิดล็อค และตั้งเวทีขนาดเล็กปราศัยโจมตีผู้บริหารไทยพีบีเอส

ล่าสุดเมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 3 พฤศจิกายน 2551 ที่ว่าการอำเภอสันทราย จ.เชียงใหม่ นายไพโรจน์ แสงภูวงษ์ รองผู้ว่าราชการจ.เชียงใหม่ นายอุทัย ลือชัย นายอำเภอสันทราย พล.ต.ต.สุเทพ เดชรักษา ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ประชุมร่วมกับตัวแทนของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 นำโดย นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล ที่ปรึกษากลุ่มฯ และนายอนุพงศ์ ชัยฤทธิ์ บรรณาธิการบริหาร ฝ่ายเนื้อหาข่าว สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

ทั้งนี้แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ ยืนยันจะให้ นายเทพชัย หย่อง ผู้บริหารไทยพีบีเอส แสดงความรับผิดชอบ โดยการออกมากล่าวขอโทษผ่านสถานีโทย ทัศน์ไทยพีบีเอส และให้ผู้ประกาศข่าวซึ่งอ่านข่าวดังกล่าวออกอากาศออกมาขอโทษด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเจรจายืดเยื้อกว่า 2 ชั่วโมง จึงได้ขอสรุปเมื่อนายอนุพงศ์ ยอมรับข้อเสนอของผู้ชุมนุมว่า จะนำเสนอข่าวและกล่าวขอโทษกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ออกอากาศทางสถานีไทยพีบีเอส ในเวลา 23.00 น.คืนนี้ ( 3 พ.ย.) และข่าวเช้าในวันพรุ่งนี้ (4 พ.ย.) ด้วย โดยที่ประชุมมีการร่างคำกล่าวขอโทษ จากนั้นแกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 และผู้บริหารไทยพีบีเอส ได้จับมือกันต่อหน้าสื่อมวลชนที่มาทำข่าว โดยมีรองผู้ว่าฯ และ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ร่วมเป็นสักขีพยาน

เบื้องต้น นายเพชรวรรต ยืนยันว่า หากสถานีไทยพีบีเอส ออกอากาศขอโทษผูชุมนุมในคืนนี้แล้ว จะยอมสลายการชุมนุมทันที  โดยขอให้ทางสถานีนำโทรทัศน์มาตั้งให้ผู้ชุมนุมชมด้วย

ด้านนางสาวกัญญาภัค มณีจักร หรือดีเจอ้อม นักจัดรายการวิทยุชุมชน 92.5 เมกกะเฮิรตซ์   หนึ่งในแกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ได้เรียกร้องให้ผู้บริหารไทยพีบีเอส ยืนยันว่า จะไม่ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ปิดล้อมศูนย์ข่าวไทยพีบีเอส เชียงใหม่ด้วย

หลังจากนั้นเวลา 23.00 น.สถานีไทยพีบีเอสได้รายงานข่าวการเจรจาดังกล่าวพร้อมมีบทสัมภาษณ์ขอนายเทพ ชัย หย่อง  ผอ..สถานีไทยพีบีเอส โดยได้กล่าวว่า สถานีไทยพีบีเอสขอโทษที่ทำให้ชาวเชียงใหม่เสียใจ และต่อไปจะเพิ่มความระมัดระวังในการนำเสนอข่าวมากยิ่งขึ้น

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
Advertising

ม็อบเสื้อแดงบุกยึดไทยพีบีเอส เชียงใหม่

November 3, 2008

ม็อบเสื้อแดงบุกยึด”ไทยพีบีเอส” เชียงใหม่ พังกำแพงตำรวจ-รั้วสถานี เหตุไม่พอใจเสนอข่าวม็อบรับเงินหัวละ 2,000-3,000 บาท ร่วมงานความจริงวันนี้ฯ เสนอเงื่อนไขขอเจรจา”เทพชัย หย่อง”-ร้องนักข่าวออกมาขอโทษ ขณะที่ ผบก.เชียงใหม่ สั่งเสริมกำลังเกือบ 200 นายตรึงพื้นที่

(3พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.50 น. ที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ (องค์การประจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย) ได้มีกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ประประชาชนชาวไทย ซึ่งเป็นกลุ่มประชาชนที่เคลื่อนไหวและสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นับ 100 คน นำโดยนายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล ที่ปรึกษากลุ่มรักเชียงใหม่ 51 มาชุมนุมบุกยึดสถานีไทยพีบีเอส โดยมีตำรวจ สภ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ส่งกำลังจำนวน 65 นาย ตรึงกำลังรักษาความสงบ โดยมีโล่ห์และอาวุธพร้อมมือ

โดยเมื่อกลุ่มเสื้อแดงเดินทางมาถึงหน้าสถานีไทยพีบีเอส ได้ลงมาเจรจาให้ตำรวจเปิดประตู เพื่อบุกเข้ายึดภายในอาคาร แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอม กลุ่มเสื้อแดงจึงได้พากันดัน และฝ่ากำแพงตำรวจ ทั้งยังสามารถพังประตูรั้วด้านหน้าเข้าไปภายในอาคาร โดยได้นำรถขยายเสียงเข้าไปในสถานีและเข้ายึดปิดล้อมสถานีไว้

ทั้งนี้หนึ่งในแกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51ฯ ได้กล่าวบนรถขยายเสียงว่าจะทำการปิดล้อมสถานีและปักหลักนำอาหารและเต้นท์มา เพื่อขอความชัดเจน กรณีการนำเสนอข่าวของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเมื่อคืนที่ผ่านมา (2 พ.ย.) ได้ใจความตอนหนึ่งระบุว่ากลุ่มเสื้อแดงจากจังหวัดเชียงใหม่รับเงินค่าจ้าง จากนักการเมืองท้องถิ่นรายละ 2,000-3,000 บาท เพื่อไปร่วมงานครอบครัวความจริงวันนี้ ที่สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ แกนนำคนยังกล่าวอีกว่า รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก และจะไม่ยอมเจรจาผู้บริหารสถานีคนใดนอกจากนายเทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เพียงคนเดียวเท่านั้น และจะปักหลักชุมนุมบริเวณดังกล่าวจนกว่า จะได้ตามความต้องการ ทั้งนี้ ยังขู่ให้นำตัวนักข่าว และผู้เสนอข่าวให้ออกมาชี้แจง พร้อมออกมาขอโทษกลุ่มเสื้อแดงผ่านสื่อมวลชนทุกสื่อ และยื่นเส้นตายภายในเวลา 16.00 น.หากนายเทพชัย ยังไม่ยอมลงมาเจรจาก็จะตัดน้ำตัดไฟในทันที

ขณะที่นายวิวัฒน์ชัย สมคำ หัวหน้าศูนย์ข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ภาคเหนือ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้รับทราบข่าวว่า จะมีกลุ่มรักเชียงใหม่ 51ฯ นำกำลังมาชุมนุมปิดล้อม เนื่องจากไม่พอใจในการนำเสนอข่าวเรื่องการรับเงิน เพื่อเข้าร่วมชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้เบื้องต้นขอชี้แจงว่า การนำเสนอข่าววันดังกล่าวเป็นการนำเสนอข่าวของสถานีที่กรุงเทพฯ โดยเป็นการสัมภาษณ์นักการเมืองรายหนึ่ง ไม่ใช่เป็นการนำเสนอข่าวส่งตรงลงมาจากพื้นที่จังหวัดเชีงใหม่ แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ได้ประสานไปยังผู้บริหารสถานีที่กรุงเทพ เบื้องต้นจะมีนายอนุวัฒน์ ชัยฤทธิ์ บรรณาธิการบริหารสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กำลังเดินทางมาพบปะ และเจรจาผู้ชุมนุม และในส่วนของผู้สื่อข่าวและผู้ปฏิบัติหน้าที่กว่า 20 คน แม้ว่าจะถูกขู่และปิดล้อมสถานีฯ แต่ก็ยังทำงานกันตามปกติ แต่ขณะนี้ม็อบแจ้งว่าให้ออกจากศูนย์ข่าวให้หมด ไม่เช่นนั้นจะปิดไม่ให้ออก ซึ่งได้เร่งปรึกษาผู้บริหารปรับแผนในการรับมือม็อบต่อไป

พล.ต.ต.สุเทพ เดชรักษา ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ กล่าวว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมาได้ส่งกำลังตำรวจเข้ารักษาความสงบเรียบร้อยแล้ว 60 นาย แต่หลังจากที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้พังรั้วเข้าไป จึงได้สั่งเพิ่มกำลังอีกจำนวน 60 นาย และสั่งการให้ชุดควบคุมฝูงชนกว่า 10 นาย เตรียมความพร้อม หากเกิดเหตุรุนแรงขึ้นก็จะเข้าสลายความรุนแรงได้ภายในเวลา 30 นาที ทั้งนี้ จากการคาดการณ์แล้ว ไม่น่าจะเกิดเหตุรุนแรงขึ้น และกลุ่มเสื้อแดงจะไม่มาเพิ่มเติมอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องการเจรจานั้นเป็นหน้าที่ของปกครองจังหวัดจะเป็นผู้เจรจา

ที่มา คมชัดลึก

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

เทพชัย หย่อง แถลงจุดยืนหลังได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้อำนวยการไทยพีบีเอส

October 17, 2008

“เทพชัย หย่อง” แถลงจุดยืนหลังได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้อำนวยการไทยพีบีเอส โต้ข่าวไม่ให้ความสนใจกรณีข่าวตำรวจฆ่าประชาชน ยอมรับเกิดความผิดพลาดด้านการประสานงาน ไม่ได้จงใจปิดหูปิดตาประชาชน ยันจะนำเสนอความจริงทุกด้านของสังคม

เมื่อครั้งที่นปก.(แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ) ลากดาบลากไม้และอาวุธครบมือเดินขบวนจากสนามหลวงมาทำร้ายพันธมิตรที่สะพาน มัฆวาน หรือแม้แต่เหตุการณ์ที่ตำรวจบุกสลายม็อบที่มัฆวาน สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเป็นสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีช่องเดียวที่นำเสนอ ข่าวสารอย่างตรงไปตรงมาและรอบด้านมากที่สุด จนได้รับคำชมและการยอมรับจากประชาชนทั่วประเทศ

แต่ เหตุการณ์ 7 ตุลาคมที่ตำรวจเปิดฉากสลายม็อบฆ่าประชาชนตั้งแต่ 6 โมงเช้าจนถึงเที่ยงคืน มีประชาชนเสียชีวิตแขนขาขาดพิการและบาดเจ็บจำนวนมาก แต่ไทยพีบีเอสและฟรีทีวีทุกช่องกลับไม่ให้ความสนใจ ยังคงแพร่ภาพออกอากาศรายการปกติ และรายงานข่าวต้นชั่วโมงเป็นระยะๆ เท่านั้น

มีเพียงสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีและเคเบิ้ลทีวีอย่างเนชั่น และ เอเอสทีวีเท่านั้นที่เผยแพร่ภาพข่าวสดตลอดทั้งวัน ซึ่งเคเบิ้ลนั้นไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทั่วถึงและมากเท่ากับฟรีทีวี นั่นย่อมหมายความว่า ประชาชนส่วนใหญ่จึงต้องดูการรายงานข่าวสถานการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมจากเอ็นบีทีเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่า เอ็นบีทีมีจุดยืนในการนำเสนอข่าวเข้าข้างรัฐบาล

ฉะนั้นการที่ฟรีทีวีพร้อมใจกันไม่ให้ความสนใจต่อเหตุการณ์ตำรวจฆ่า ประชาชนในครั้งนี้ จึงทำหลายๆ คนเข้าใจได้ว่า เป็นการจงใจบีบบังคับให้ประชาชนจำต้องรับข้อมูลข่าวสารจากเอ็นบีที ซึ่งเป็นข้อมูลข่าวสารด้านเดียว

งานนี้ช่อง 3 , 5 , 7 , 9 โดนฟีดแบคไปเต็มๆ ในฐานะที่ไม่ทำหน้าที่สื่อเท่าที่ควร แต่ที่โดนหนักสุดเห็นจะเป็นสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ซึ่งเคยได้รับเครดิตอย่างล้นหลามในการนำเสนอข่าวต่างๆ คงต้องตอบคำถามประชาชนว่า เกิดอะไรขึ้นกับไทยพีบีเอส ? มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรหรือเปล่า ?

งานนี้ “เทพชัย หย่อง” ผู้ อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ (ไทยพีบีเอส) ที่พึ่งจะได้รับตำแหน่งไปหมาดๆ ได้อธิบายถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “เกิดจากความผิดพลาด ไม่ได้เจตนา”

“ในการนำเสนอข่าวสารเราต้องให้ความสำคัญเรื่องความน่าเชื่อถือเป็น อันดับหนึ่ง โดยเฉพาะตอนนี้บ้านเมืองมีความสับสนมีการเผชิญหน้ากันเหมือนที่เป็นอยู่ใน ขณะนี้ มีความไม่ไว้วางใจกันและกันสูงมาก ค่อนข้างมีความคิดทางการเมืองที่ต่างกัน แม้แต่สื่อเองก็มีจุดยืนที่ถูกตั้งคำถาม”

“เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าสังคมก็คงอยากเห็นสื่อที่ไว้ใจได้เชื่อถือได้ ว่า แต่ละวันที่รายงานหรือติดตามมาแต่ละด้านมันไม่เอียง เข้าข้างใดข้างหนึ่ง หรือมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง เพราะฉะนั้นเป้าหมายสำคัญของไทยพีบีเอสก็คือความเป็นสื่อที่มีความน่าเชื่อ ถือ เราต้องนำเสนอความจริงให้มากที่สุด อาจจะเป็นสองด้านสามด้านก็แล้วแต่ และต้องมั่นใจว่าข่าวที่นำเสนอออกไปต้องสะท้อนความเป็นจริงที่รอบด้านและ หลากหลายจริงๆ”

“ซึ่งการทำงานของเราที่ผ่านมาผมคิดว่าเราค่อนข้างมั่นใจว่าเรามาใน ทิศทางที่ถูกต้อง ผมคิดว่าเราได้รับความเชื่อถือ ได้รับการพูดถึงในแง่ของการชื่นชมไม่น้อย แต่แน่นอนก็ยอมรับว่าเราก็มีจุดบกพร่องในหลายๆ ส่วนเพราะที่นี่คือองค์กรใหม่ นักข่าวเกินครึ่งที่ไปรายงานเหตุการณ์ต่างๆ ก็เป็นนักข่าวใหม่ หลายๆ คนไม่เคยเป็นนักข่าวมาก่อน เพราะฉะนั้นมันก็อาจเกิดความผิดพลาดในการทำหน้าที่ แต่ผมเชื่อมั่นว่าทิศทางของเรามันค่อนข้างชัดเจน”

“ถ้า จะเกิดความผิดพลาดไปบ้าง ก็คงไม่ใช่ความผิดพลาดที่เกิดจากเจตนา แต่เป็นการผิดพลาดที่เกิดจากประสบการณ์ความไม่พร้อมในบางช่วง การรายงานแบบไม่รอบด้านเพียงพอ ความรีบร้อน หรือเพราะแรงกดดันจากสถาการณ์ก็เลยทำให้การรายงานข่าวออกมาไม่สมบรูณ์ พอออกอากาศไปแล้วก็อาจจะเกิดคำถามว่าทำไมเป็นแบบนี้ ไม่เป็นอย่างนั้น แต่ว่านี่คือสิ่งที่เราจะต้องแก้ไข”

ที่ผ่านมาไทยพีบีเอสค่อนข้างได้รับคำชมในการรายงานข่าวอย่างเป็นกลาง ทั้งสองด้าน ไม่ว่าจะเป็นข่าวปก.บุกพันธมิตร และตำรวจสลายม็อบอย่างตรงไปตรงมา
“ผมคิดว่าเหตุการณ์บ้านเมืองวิกฤตแบบนั้นมันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะ ต้องมีสื่อรายงานความจริงให้กับประชาชนได้ทราบอย่างต่อเนื่องและรอบด้านที่ สุด นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เราต้องเกาะติดสถานการณ์ทั้งวัน และยอมที่จะยกเลิกรายการปกติไป”

ตรงกันข้ามกับเหตุการณ์ตำรวจฆ่าประชาชนเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา กลับไม่มีการรายงานข่าวสดหรือตัดรายการประจำทิ้ง ทั้งที่มีการสูญเสียมากกว่าเหตุการณ์อื่น
“ก็ยอมรับว่าในระยะต้นเราอาจจะมีการผิดพลาดในแง่ของการประสานงานก็ เลยเข้าไปช้าหน่อย แต่พอเราตั้งตัวได้เราก็สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ตั้งแต่บ่ายจนกลางคืน เราก็มีข้อมูลที่รอบด้านมีเวทีที่เอาคนที่มีความคิดเห็นที่หลากหลายมาช่วย กันระดมหรือแก้ไขความผิดพลาด”

“ก็ ยอมรับว่ามันเป็นความผิดพลาด มีปัญหาในการประสานงาน เราไม่ได้มีเจตนาที่เป็นแบบนั้น แต่มีปัญหาทางด้านการประสานงานและด้านเทคนิคด้วยทำให้ไม่ได้รายงานสดมากเท่า ที่ควรจะทำ แต่เจตนาของเราหรือนโยบายคือ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบนั้นขึ้นจำเป็นต้องติดตามและรายงานอยางรวดเร็ว”

แม้ จะยืนยันว่าเกิดจากความผิดพลาด แต่ก็คงหนีไม่พ้นการถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือตั้งคำถามจากสังคมอยู่ดีว่า เกิดอะไรขึ้นกับไทยพีบีเอส ? แรงกดดันทางการเมืองมีผลต่อการทำงานหรือไม่

“ก็ มีคำถามกลับมาอยู่แล้วครับ มีคนวิจารณ์ แต่ผมขอยืนยันได้เลยว่า ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจหรือเป็นนโยบายจะไม่รายงาน แต่เป็นความผิดพลาดที่ยอมรับเลย ทางฝ่ายข่าวเองก็ยอมรับว่ามีปัญหาทางการประสานงาน ผมเองก็ได้มีการเรียกเข้ามาคุยและมีการตำหนิเพื่อที่จะอุดช่องโหว่ไม่ให้เกิดขึ้นอีก”

ยอมรับอาจถูกมองในแง่ไม่ดีจงใจปิดหูปิดตาประชาชน
“เราถูกมองอยู่แล้วล่ะ คือสถานการณ์ตอนนี้มันแหลมคมมาก และความเห็นของคนในสังคมมันแตกแยก เพราะฉะนั้นสถานการณ์ที่มันปรากฏบนจอจะถูกตีความอยู่ตลอด ฉะนั้นเราจะต้องระมัดระวังมากขึ้นว่า การเสนอข่าวการละเว้นการเสนอข่าวเราจะต้องอธิบายให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งครั้งนั้นรายงานสดมันพลาดไม่ได้เจตนา ก็มีการสังคายนาไปเรียบร้อยแล้ว”

ยันนโยบายต่อจากนี้คือจะนำเสนอข่าวสารต่อสังคมอย่างเกาะติดใกล้ชิด
“ถ้า มันเกิดเหตุการณ์ที่สำคัญและมีผลต่อสังคมโดยกว้าง เราจะต้องเกาะติดจะต้องรายงานอย่างใกล้ชิด ก็ต้องทำความจริงให้ปรากฏมากขึ้น และนอกจากนั้นแล้วเราก็ยังมีการเจาะลึกที่แทรกอยู่ตามรายการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรายการข่าวหรือสัมภาษณ์”

“อย่างรายการที่ทีวีไทยก็จะเป็นรายการที่จะเอาคนมาระดมสมอง และอาทิตย์หน้าเป็นต้นไปก็จะมีรายการกลางคืนคือรายการเปลี่ยนประเทศไทย จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนความเห็น และสามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้ อย่างตอนเลือกตั้งผู้ว่า มีรายการชื่อเปลี่ยนกรุงเทพ และพอจบก็เป็นเปลี่ยนประเทศไทย ผมคิดว่ามันจำเป็นต้องระดมสมองจากคนทุกภาคส่วน เพื่อหาทางออกให้กับสังคมไทย เพื่อทำให้อนาคตทางการเมืองของไทยมีแสงสว่าง มีทางเลือกมากขึ้น”

“เราก็พยายามเกาะติดสถานการณ์ด้วย และมีความเห็นจากทุกส่วนหรือองค์กรทั้งหลาย นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีรายการที่ช่วยเหลือประชาชนเช่น รายการสถานีประชาชน ซึ่งตรงนี้ที่ผ่านมาเราก็ช่วยคนได้เยอะเลย”

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

เกมล่าธุรกิจ

June 11, 2008

เรื่องย่อ เกมล่าธุรกิจ

เรื่องราวที่นำมาสร้างจากนิยายที่เกี่ยวกับธุรกิจในปี ค.ศ. 1990 ถึงปี 2000 เมื่อเกิดยุคฟองสบู่แตกที่ประเทศญี่ปุ่น
และเลือกที่จะใช้วัฒนะธรรมต่างประเทศ เช้ามาใช้โดยการยึดกิจการ

มาซาฮิโกะ วาชิสึเป็นักธุรกิจที่ทำงานให้กับแบงค์ญี่ปุ่น เขามาที่ญี่ปุ่นในฐานะผู้จัดการดูแลจากนิวยอร์คที่ดูแลและ
ควบคุมการซื้อขายกิจการ ที่ญี่ปุ่น ละครเรื่องนี้นำเสนอการต่อสู้เพื่อให้หลุดพ้น จาการถูกยึดกิจการ

ออกอากาศในไทย 10 มิ.ย. 2008 ทุกวันจันทร์-อังคาร ทางช่อง ThaiPBS เวลา 20.30 น.

ตัวอย่าง? เกมล่าธุรกิจ

นักแสดง เกมล่าธุรกิจ

Oomori Nao - Washizu Masahiko
Shibata Kyohei - Shibano Takeo
Matsuda Ryuhei - Osamu Nishino
Kuriyama Chiaki - Mishima Yuka
Nakao Akira - Iijima Ryosuke

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง