มาราธอนแรกของผม

ชีวิตเปลี่ยน เมื่อวิ่งมาราธอน…..การวิ่งมาราธอน คือการวิ่งในระยะ 42.195 กิโลเมตร ถือเป็นการทดสอบสภาพร่างกายและจิตใจ marathon bangsaen 42 ครั้งนี้ คือการทดสอบการฝ่าเปลวแดดและเนินจริงๆ

… นี่คือมาราธอนแรก ผมปลุกใจตัวเอง หลังจากขับรถมาจอดที่ชายหาดบางแสน เวลา 03.00 น. ..

เอาละ สู้ๆ พวกเราถ่ายรูปที่บริเวณหน้าห้องน้ำ เตรียมการสำหรับมาราธอนแรก เกือบทุกคนที่ไปกับรถผมยกเว้นอาร์ทเป็นครั้งที่สอง  เช้าวันนั้น เป็นวันที่ช่างร้อนผิดแผกจากหน้าหนาว อากาศนิ่ง แค่เราวอร์มจากหน้าโรงแรมไปยังจุดสตาร์ทเหงื่อผมเต็มตัว โอ้ว. …ผมคิดในใจ เอาละเหวย อากาศไม่เป็นใจ

พยากรณ์อากาศบอกเราว่า จะมีฝนตกไล่หลังเราไปประมาณ 8 โมงเช้าเป็นต้นไป … ขอให้จริงตามนั้นเพราะเราจะไปเจอกับฝนตอนที่แดดเปรี้ยงๆพอดี(แล้วพี่ฝนก็ไม่มาตามนัด ปล่อยเราเจอแดดเต็มๆ)

ผมวางแผนและซ้อมมานานประมาณ 3 เดือน ตามที่เคยได้ลงฝึกออนไลน์กับครูดิน โดยเฉพาะเดือนสุดท้ายยิ่งต้องเข้มงวด … ครูบอกว่า มาราธอนเปลี่ยนเราตั้งแต่เราเริ่มมีวินัยในการฝึกแล้ว …ผมว่าจริง เพราะทำให้เราสามารถอดทน อดกลั้นต่อสิ่งที่ทำให้การฝึกเสีย อาหารที่ทำให้อ้วน และกิจกรรมทำลายร่างอื่นๆ สอนให้เราเคารพต่อร่างกาย และเคารพต่อการวิ่งมาราธอนอย่างนอบน้อม

ก่อนหน้านั้น ผมฝึกซ้อมโซน 2 โดยการวิ่งให้หัวใจไม่เกิน 75% เพื่อพัฒนากระบวนการใช้พลัง ร่วมกับการวิ่งยาว และฝึกอินเทอร์วัลบางครั้งเพื่อเพิ่มสปีด พบว่า เพซ(ฝีเท้า เป็นนาที ต่อระยะ 1 กม.)ที่เหมาะสมของผม ซึ่งล่าสุดสามารถวิ่งได้ 25 กม.คือ 7.1-7.3 นาทีต่อ กม. นั่นหมายถึงว่าถ้าผมคงความเร็วนี้ โดยหัวใจเท่านี้ไปตลอดจะจบมาราธอนในเวลา 5 ชม. ซึ่งน่าจะพอกับอายุ 49 ไม่ลำบากในการฟื้นตัวนัก …สิ่งที่กังวลคือสภาพอากาศ นั่นแหละซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดปัญหาจริงๆตามคาด

..มาราธอนนี้ชื่องาน บางแสน 42 (bangsaen 42) ซึ่งผู้จัด การันตีว่าจัดงานในระดับเทียบเท่านานาชาติ นั่นคือ ระยะได้ ปิดถนนได้ แพทย์พยาบาลได้ จุดให้น้ำได้ มีการคัทออฟทุกระยะ อาหารการกินเพียบ ซึ่งหลังจากจบ ผมให้คะแนนเกือบเต็มตามนั้นครับ

กลุ่มเราเริ่มสตาร์ทตอนตี 3 โดยตกลงกันว่าจะวิ่งตามกลุ่มไปเท่าที่ได้ ผมเล็งลูกโป่งเพเซอร์ 5 ชม.เอาไว้หมายตาไว้ว่าเราจะไปกับมันตลอดทาง เมื่อผ่านหน้าโรงแรมเลียบหาดไปยังถนนสุขุมวิท ผมรู้สึกในทันทีว่า ไม่ใช่ละ…

หัวใจผมไต่ไปอยู่โซน 3 อย่างรวดเร็วทั้งๆที่เป็นเพซ 7.3 และเหงื่อชุ่มตั้งแต่สามกม.แรก … อากาศหนักอ้าวมาก เราวิ่งกันอย่างแออัด และเริ่มรู้สึกว่าอากาศไม่พอ

“แย่แน่ๆ” ผมคิด พลางออกมาอยู่ข้างทางจากกลุ่มให้มากสุด โดยหวังว่าจะมีอากาศช่วย แต่ก็ช่วยไม่ได้มาก เริ่มเห็นคนเดิน คนจะเป็นลมเป็นระยะ … เริ่มแผนสองเลยละกัน

แผนสอง … ผมจะเดินสลับวิ่งทุก สองกม. เมื่อถึงระยะที่แน่ใจว่า ผ่านคัทออฟได้ ถ้าหากว่าร่างกายจะเจ็บหรือไม่ไหว เอาแค่ผ่านได้ …ซึ่งผมเริ่มได้ใช้เมื่อผ่าน กม.ที่ 30 ครับ

เอาละ พอถึง ถนนสุขุมวิท เริ่มมีอากาศหายใจบ้าง ความเร็วยังคงที่ที่ 7.2-7.3 แต่หัวใจยังลอยๆตลอด พอเราเลี้ยวซ้ายมาจะไปสะพานที่ยื่นไปกลางทะเล …ข้าศึกเริ่มป่วน เอาละวะ ปวดท้องเข้าห้องน้ำ มองๆหาไม่มี ..นี่คือจุดปัญหาจุดหนึ่งที่ต้องเก็บเอาไว้รอบหน้า คือต้องเข้าห้องน้ำมาก่อนเสมอ แม้ว่าจะตี 3 ก็ตาม ไม่งั้นเราจะรู้สึกแน่นๆตลอด มีห้องน้ำอยู่ก่อนขึ้นสะพาน แต่อาการปวดท้องห้องน้ำไม่มี มีแต่แน่นๆเหมือนไม่สบายท้อง …

บนสะพานที่ยื่นไปกลางทะเล เราต้องวิ่งบนคอนกรีตนั้นตั้งแต่ กม.ที่ 16-27 ซึ่งตอนแรกคาดว่าจะพอมีลมบ้าง …ผิดคาด มีแต่ความร้อนและกลิ่นปลา…อากาศก็นิ่ง …ผมเริ่มรู้สึกเจ็บเท้า เอาละวะ สิ่งผิดอย่างที่ 2 คือคาดไม่ถึงว่าทางจะเป็นคอนกรีตตลอด แต่เราซ้อมบนพื้นยางมะตอยซึ่งแน่นอน คอนกรีตเท้าระบมเร็วกว่า และมาตั้งแต่ กม. 20 เลย … ผมเริ่มต้องชะลอเพซลงมาท้ายๆเพซ 7 มีเพเซอร์ 5.15 , 5.30 แซงไป จนสุดระยะสะพาน ตอนนี้เริ่มมีแดดแล้ว ผมหยุดทุกจุดให้น้ำเพราะคาดได้เลยว่า มีปัญหาเรื่องความร้อนแน่ๆถ้าไม่รับน้ำ

กม. 30 ผมเริ่มเดินสลับวิ่ง คือเดิน 0.5 กม.ช่วงให้น้ำ ตอนนี้เรากลับมาเจอเพื่อนๆกันใหม่ และเพื่อนๆก็แซงผมไปอีกคนแล้วคนเล่า เอาละเหวย มองดูนาฬิกา อื้ม น่าจะทันก่อนเวลาคัทออฟสักชม. (cutoff 7 ชม.)

เราเดินขึ้นเนินแล้วเนินเล่า เนินนาจา เนินเขาสามมุก เท้าไม่เป็นใจเจ็บนิ้วเท้าหมด เจอหมอเชอร์รี่ เจอหมอมด ได้แต่บอกว่าไม่ต้องรอนะครับ …คิดผิดจริงที่เรารองเท้าเทรลพื้นแข็งไป น่าจะเอานุ่มกว่านี้ ..ทุกก้าวย่างที่เดิน รู้สึกถึงความพองของฝ่าเท้า และความเจ็บปวด แดดร้อนมากๆ มองเห็นคนแล้วคนเล่าเป็นลม เริ่มเห็นรถสองแถวแดงเก็บคนคัทออฟไป รถพยาบาลวิ่งว่อน “นี่เรามาทำบ้าอะไร ถอนตัวดีไหม ?”ในใจคิดวนเวียน เริ่มมีตะคริวขึ้นต้นขาเพราะยังไม่เคยซ้อมถึง 30 กม. ปวดหลังทุกจังหวะการวิ่ง ทุกครั้งที่รับน้ำ จะพักเพื่อยืดเหยียดขา พร้อมฉีดยากันตะคริวทุกจุดที่มี…ชีวิตมันช่างทรมานจริง

วิ่งได้สั้นๆเป็นช่วงๆ จนมาเจอหมอเชอรี่ … เลยบอกว่าแซงสวยๆไปเลย พี่คงเดินอีกสอง กม.ละ

เส้นชัยอยู่ข้างหน้า แต่เหมือนว่าไกลมาก กล้องก็เยอะแต่วิ่งไม่ออกละ เดินละกัน เข้าเส้นชัยที่เวลา 6 ชม.เศษๆ เดินมาถึงที่นั่น ตะคริว….นั่งไม่ลง แทบเรียกได้ว่าเท้าหมดสภาพต้องลงถังแช่น้ำแข็งให้ชาเป็นพักใหญ่ ในใจคับพองว่า เย่ “เราชนะตัวเองได้แล้ว”

ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น แต่น่าจดจำ เป็นการวิ่ง marathon 42.195 ฝ่าเปลวแดดและเนินอย่างสนุกและทรมาน และเป็นบทเรียนให้ในครั้งหน้า ถ้าถามว่า มาราธอนวิ่งอย่างไร ตอบได้ แต่ถ้าถามว่าซ้อมต่ออีกรอบไหม คงตอบว่ารอก่อนยังเข็ด …. ได้ความว่ามีผู้โดนคัทออฟเยอะมาก เพราะสภาพอากาศ กับความเข้มงวด กว่า 30% เลย ที่โดนเก็บไปครับ

เรื่องนี้สอนให้รู้อะไรบ้าง สอนให้รู้ว่า มาราธอน ต้องซ้อม เอาใจอย่างเดียวมาไม่พอ ต้องมีแผน ต้องเตรียมการมาเผื่อความผิดพลาดต่างๆ การซ้อมแค่ 25 กม.ไม่การันตีว่าจะสำเร็จได้เสมอไปครับ